- หน้าแรก
- เก็บตัวฝึกวิชาบนเขามาสองปี พอลงมาทำไมไอพวกปีศาจโลกนี้มันอ่อนแอกันจัง
- บทที่ 320 - ล่องเรือยามทิวา
บทที่ 320 - ล่องเรือยามทิวา
บทที่ 320 - ล่องเรือยามทิวา
บทที่ 320 - ล่องเรือยามทิวา
ข่าวการเดินทางออกจากเมืองหลวงของจั่วเฉินแพร่สะพัดไปถึงหูคนคุ้นเคยอย่างรวดเร็ว
หลายคนเดินทางมาเยี่ยมคารวะเพื่ออำลา ส่วนพวกที่ไม่สนิทแต่หวังผลประโยชน์ล้วนถูกเหยียนว่างเซิ่งกันไว้หน้าประตู เปากงกงและแม่ทัพโจวได้เข้าพบจั่วเฉินสมใจ ทักทายกันพอเป็นพิธี
คืนนั้นในวังหลวง หลี่หรงเซวียนที่ยุ่งวุ่นวายมาตลอดก็เจียดเวลามาจัดงานเลี้ยงอำลาจั่วเฉินโดยเฉพาะ
งานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ใช่งานราชพิธีใหญ่โต แต่เปรียบเสมือนตระกูลหลี่เลี้ยงต้อนรับจั่วเฉินในฐานะผู้มีพระคุณ
งานจัดขึ้นที่สวนอุทยานท้ายวัง อากาศยามต้นฤดูร้อนเริ่มอบอ้าว มีเพียงสายลมยามเย็นที่พัดพาความเย็นสดชื่นมาให้
อาหารบนโต๊ะหินล้วนปรุงอย่างพิถีพิถันโดยห้องเครื่องหลวง แต่ไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือย ส่วนใหญ่เป็นเมนูรสเลิศที่หาทานได้ตามเหลาทั่วไป
ฝั่งหนึ่งของโต๊ะหินมีเพียงหลี่หรงเซวียนและเสด็จอาทั้งสอง อีกฝั่งคือจั่วเฉินและคณะที่จะเดินทางออกจากเมืองหลวง
ส่วนเหล่าองครักษ์ถูกไล่ไปเฝ้าประตูสวนอุทยาน
จินเฟิงและอวี้เยว่ เด็กน้อยทั้งสองก็ถูกพามาด้วย พวกเขารู้กาลเทศะ นั่งเรียบร้อยไม่ซุกซน
เมื่อคนมาครบ หลี่หรงเซวียนลุกขึ้นยืนก่อน ยกจอกเหล้าคารวะจั่วเฉิน
"ช่วงที่ผ่านมาต้องขอบคุณท่านนักพรต หากท่านไม่เข้ามาจัดการโจรชั่วนั้นในเมืองหลวง เกรงว่าต้าเหลียงคงกลายเป็นหุ่นเชิดในมือเขา และก้าวลงสู่เหวหายนะที่ไม่อาจกู้คืน"
หลี่จี้และหลี่อวี้ก็ลุกขึ้นพร้อมกัน ยกจอกเหล้าคารวะจั่วเฉิน โค้งคำนับอย่างซาบซึ้ง
"ข้าแค่มากินข้าวเย็น พวกท่านเล่นกดดันข้าซะขนาดนี้"
จั่วเฉินกล่าวติดตลก ทั้งสามคนถึงได้คลายความเคร่งขรึมลง กลับมานั่งยิ้มแย้มตามเดิม
"กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นหมด"
ภายใต้การเชิญชวนของหลี่จี้ ทุกคนเริ่มลงมือคีบอาหาร บรรยากาศงานเลี้ยงดำเนินไปอย่างสนุกสนาน
หลี่หรงเซวียนถามถึงจุดหมายปลายทางต่อไปของจั่วเฉิน จั่วเฉินอธิบายแผนการคร่าวๆ หลี่หรงเซวียนตั้งใจจะส่งกองทหารติดตามไปอารักขา แต่จั่วเฉินโบกมือปฏิเสธรัวๆ
คณะเดินทางของพวกเขาหากมีกองทหารติดตามไปด้วยจะกลายเป็นตัวถ่วง นอกจากจะดูเอิกเกริกแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อันใด
หลี่หรงเซวียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงมอบป้ายทองคำให้จั่วเฉิน ด้านหน้าสลักคำว่า 'หวง' (ราชวงศ์) ด้านหลังสลักคำว่า 'หลี่' เป็นป้ายประจำตระกูลราชวงศ์ต้าเหลียง ผู้ถือป้ายเปรียบเสมือนตัวแทนฮ่องเต้
สิ่งนี้จะช่วยลดความยุ่งยากไร้สาระให้จั่วเฉินได้มาก
จั่วเฉินไม่ปฏิเสธน้ำใจ รับป้ายทองคำไว้
บนโต๊ะอาหาร หลี่จี้ตอนแรกยังคุยเรื่องบ้านเมืองกับหลี่อวี้ ว่าขุนนางใหม่ควรทำงานอย่างไร จะรับมือทะเลทุกข์อย่างไร พอเมาได้ที่ก็เริ่มรำลึกความหลังสมัยหนุ่มๆ ตอนสู้รบแนวหน้าช่วงภัยพิบัติภูตผี ท้ายที่สุดถึงกับหลั่งน้ำตาพรั่งพรู บอกว่าความอดทนตลอดหลายปีที่ผ่านมาในที่สุดก็ได้เห็นแสงสว่าง
จั่วเฉินมองดูเหล้าที่หลี่จี้ดื่มไปหลายจอก
อืม เหล้าขาวบ่มแรง มีพลังปราณไหลเวียนอยู่ น่าจะเป็นเหล้าชั้นดีที่ราชสำนักเก็บรักษาไว้ หลี่จี้โลภมากดื่มไปหลายจอก ตอนนี้เมาจนภาพตัดไปแล้ว
หลี่อวี้จนปัญญา ต้องเรียกทหารมาช่วยกันหามพี่ชายจอมสร้างปัญหาของตนกลับไป เหลือทิ้งไว้เพียงหลี่หรงเซวียนที่ยิ้มแห้งๆ
หลังจากอิ่มหนำสำราญ จั่วเฉินแหงนหน้ามองดวงจันทร์ในสวนอุทยาน ดูเหมือนกำลังรำลึกถึงบางสิ่ง
หลี่หรงเซวียนเองก็ดื่มไปนิดหน่อย ใบหน้าแดงระเรื่อ แต่เห็นชัดว่ายังไม่เมา
เขาเดินเข้าไปหาจั่วเฉิน
"ท่านนักพรต"
"หือ?"
"ต้าเหลียงจะดีขึ้นไหม?"
"จะดีขึ้น"
"แล้วพวกเซียนอดีต..."
"พวกเขาเป็นคนตายในอดีต ก็ปล่อยให้พวกเขาหลับใหลอยู่ในอดีตตลอดไปเถอะ"
ได้ยินคำยืนยันจากจั่วเฉิน หลี่หรงเซวียนก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก พยักหน้าอย่างหนักแน่น
"อื้ม"
...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หน้าประตูวังหลวง ปู่ลาวางเรือลำน้อยไว้บนถนนหิน มือซ้ายถือไม้ไผ่ รอคอยทุกคนขึ้นเรือ
เรือลำนี้จั่วเฉินดัดแปลงเล็กน้อย เพิ่มหลังคาตรงกลางเรือ กันแดดกันฝนได้และวางของได้ ดูหรูหรามีระดับ
ขณะกำลังเก็บสัมภาระขึ้นเรือ จั่วเฉินเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ เพ่งมองดู พบว่าเป็นหลี่เยาจิ่ว
นางสวมชุดทะมัดทะแมงเหมาะแก่การเดินทาง สะพายห่อผ้าใบเล็ก เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าจั่วเฉิน ใบหน้ากลับเรียบเฉยไร้อารมณ์
จั่วเฉินดูออกว่านางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เพราะเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่ง หน้าแดงก่ำไปหมดก็ยังเค้นคำพูดออกมาไม่ได้สักคำ
"พูดสิ" จูเหล่าแปดโผล่หัวออกมาจากเรือ ท่าทางร้อนรน "ก็ตกลงกันแล้วไงว่าให้เจ้ามาขอร้องท่านนักพรตขอไปด้วย"
จั่วเฉินมองจูเหล่าแปดด้วยสายตาประหลาดใจ
ในบรรดาผู้ติดตามใหม่ หลี่เยาจิ่วเป็นคนที่จืดจางที่สุด หลังจากได้วิชาไป นางก็ก้มหน้าก้มตาฝึกฝน รากฐานมั่นคง แถมตบะก็สูงส่ง เรื่องส่วนใหญ่จัดการเองได้ไม่ต้องถามจั่วเฉิน
ทำให้สามเดือนมานี้ จั่วเฉินแทบไม่เห็นหน้านางเลย
แต่จั่วเฉินได้ยินมาว่า จูเหล่าแปดว่างเมื่อไหร่เป็นต้องไปประลองฝีมือกับแม่นางคนนี้ แรกๆ จูเหล่าแปดอาศัยประสบการณ์ที่โชกโชนเอาชนะได้บ้าง หลังๆ เริ่มสู้ไม่ได้ แต่ก็ยังหน้าด้านไปหาเรื่องเจ็บตัวอยู่เรื่อย
ดูจากตอนนี้...
ความสัมพันธ์ของสองคนนี้มันแปลกๆ อยู่นะ!
ใช้ได้นี่หว่า! จูเหล่าแปด!
จูเหล่าแปดเหมือนจะรู้ตัวว่าสายตาจั่วเฉินไม่ปกติ หน้าแก่ๆ ของเขาก็แดงเถือกขึ้นมาทันที
"เอ้ย ท่านนักพรต เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะ แค่ช่วงนี้ข้าประลองกับน้องสาวคนนี้แล้วรู้สึกว่าหานักสู้ที่เข้าขาได้ยาก ตอนออกเดินทางก็น่าจะไปด้วยกัน ข้าเลยยุให้นางมาขอท่านไปด้วย"
หลี่เยาจิ่วพยักหน้ารัวๆ
"ข้ายังไม่ได้พูดเลยว่าพวกเจ้าเป็นอะไรกัน" จั่วเฉินกล่าว
จูเหล่าแปดหน้าแดงก่ำ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
"ได้สิ ขึ้นมาเลย บนเรือยังมีที่ว่าง"
จั่วเฉินยิ้ม
ใบหน้าที่เรียบเฉยของหลี่เยาจิ่วถึงได้เผยรอยยิ้มออกมา นางวิ่งเหยาะๆ มาที่เรือ กระโดดขึ้นไป หามุมที่อยู่ตรงข้ามกับจูเหล่าแปดแล้วนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยม
เห็นทุกคนขึ้นเรือครบแล้ว ปู่ลาก็ตะโกนก้อง "ออกเรือได้!"
จากนั้นก็ถ่อเรือเคลื่อนไปบนถนนช้าๆ มุ่งหน้าสู่แดนไกล
หลี่หรงเซวียนโบกมือลา ตะโกนไล่หลัง
"เดินทางปลอดภัย!"
แสงแดดฤดูร้อนเจิดจ้า ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆ เส้นทางข้างหน้าทอดยาวสู่ขอบฟ้าไกล
...
ออกจากเมืองหลวงมาได้สามวัน
หลังจากปราบปรามท่านผู้สูงศักดิ์และหัวหน้าสำนักเสี่ยวฮวานสี่ ภูตผีปีศาจที่เคยก่อความวุ่นวายในต้าเหลียงก็ลดน้อยลงไปมาก
อย่างน้อยตลอดการเดินทาง จั่วเฉินก็ไม่เจอพวกโจรชั่วเลยแม้แต่คนเดียว
ความเร็วของเรือลำนี้เร็วกว่าเกวียนลาเมื่อก่อนหลายเท่า เร่งเดินทางเต็มที่จนมาถึงใกล้ด่านสวีโจวแล้ว
จั่วเฉินกะว่าอีกสักวันสองวันคงถึงเมืองซินชุน ถึงตอนนั้นจะคุยกับเซียวฉางเฉิงและหลวงจีนซ่านซินเรื่องข้าวสาลี พยายามผลักดันให้ปลูกกันแพร่หลาย เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของชาวต้าเหลียง
วันนี้จั่วเฉินกำลังสอนเคล็ดวิชาให้เด็กน้อยทั้งสองบนเรือ ส่วนจูเหล่าแปดกับหลี่เยาจิ่วกำลังถกเถียงกันว่า "ถ้าเซียนอดีตมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ต่อยตรงไหนถึงจะเจ็บที่สุด"
ที่หัวเรือ ไฉ่อีถอดรองเท้า เอาเท้าแช่ลงในสายน้ำที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ร้องอุทานและหัวเราะคิกคักเป็นระยะ
เมื่อเด็กน้อยทั้งสองเริ่มฝึกฝนด้วยตัวเอง จั่วเฉินก็ขยับเข้าไปหาไฉ่อี นางจึงถามขึ้นว่า
"ท่านนักพรต น้ำพวกนี้มาจากไหนหรือเจ้าคะ?"
สายน้ำข้างเรือไม่ได้ไหลเชี่ยวกราก แต่เหมือนทะเลสาบขนาดย่อมที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ล้อมรอบเรือในรัศมีสามวาแล้วเคลื่อนที่ตามเรือไป
พื้นที่ที่เรือผ่านไปพื้นดินไม่เปียกแม้แต่น้อย แต่พอลองเอามือไปแตะกลับรู้สึกว่าเป็นน้ำจริงๆ
"เรือลำนี้มีวิชากาลเวลาแฝงอยู่ น้ำพวกนี้คงเป็นสายน้ำจากช่วงเวลานั้นกระมัง"
"เอ๋!" ไฉ่อีตกใจ "เรือลำนี้เก่งขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ?"
"เก่งจริงๆ นั่นแหละ"
ได้ยินไฉ่อีกับจั่วเฉินชม เรือลำน้อยก็สั่นไหวเบาๆ ราวกับกำลังยืดอกภูมิใจ
นี่คือพรสวรรค์ที่ได้จากการชะล้างในแม่น้ำกาลเวลา คนอื่นอยากเรียนก็เรียนไม่ได้
แต่ถึงยังไงก็เป็นแค่เรือลำเล็กๆ ทำได้แค่นี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
ขณะกำลังจะคุยต่อ จั่วเฉินรู้สึกว่ากล่องในอกเสื้อสั่นสองครั้ง
มีคนส่งข้อความมา
เมื่อกดรับ เสียงของหลี่อวี้ก็ดังขึ้น
"อ๋องจิ้ง? มีเรื่องอันใดหรือ?"
"เฮ้อ ท่านนักพรต ทางสวีโจวเกิดเรื่องแล้วขอรับ"
"หา?"
[จบแล้ว]