- หน้าแรก
- เก็บตัวฝึกวิชาบนเขามาสองปี พอลงมาทำไมไอพวกปีศาจโลกนี้มันอ่อนแอกันจัง
- บทที่ 280 - เมืองหลวง
บทที่ 280 - เมืองหลวง
บทที่ 280 - เมืองหลวง
บทที่ 280 - เมืองหลวง
ตัวอักษรเหล่านี้ถูกแกะสลักลงบนร่างกายด้วยมีด มองทะลุหนังและเนื้อเห็นถึงกระดูกและเครื่องใน ปากแผลเริ่มมีหนองไหลเยิ้ม
หากเป็นคนธรรมดาคงตายไปนานแล้ว นางกลับฝืนทนมาได้ตั้งนาน
ทว่า หลังจากเปิดเผยตัวอักษรเหล่านี้ ปราณชีวิตเฮือกสุดท้ายในร่างหญิงสาวก็มลายหายไป
นางล้มตึงไปข้างหน้า กระแทกพื้นดังสนั่น ฝุ่นตลบฟุ้ง
วิชาเชิดศพ
ตอนที่หญิงสาวยังไม่ตาย วิชานี้ซ่อนอยู่ภายใต้ไอสังหารในตัวนางอย่างมิดชิด รอจนนางสิ้นใจ วิชาก็เข้ายึดครองร่างแทนวิญญาณทันที บังคับศพให้แสดงละครฉากเล็กๆ ให้จั่วเฉินดู
เมื่อคืนมีคนร่ายคำสาปใส่นาง ใช้มีดสลักอักษรบนหลังนาง เปลี่ยนนางเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ แล้วส่งมาในวันนี้
ชัดเจนว่าเป็นของขวัญแห่งความประสงค์ร้ายระหว่างทางเข้าเมืองหลวง ตั้งใจจะยั่วโมโหพวกจั่วเฉิน
หลี่จี้สีหน้าไม่เปลี่ยน สั่งทหารข้างกายทันที "หาที่ฝังนางเสีย"
ทหารรีบลากศพออกไป หลี่จี้จึงหันมาถามจั่วเฉิน
"ท่านนักพรต ท่านมีความเห็นอย่างไร?"
"ความเห็นหรือ?" จั่วเฉินยิ้ม "พวกคนในเมืองหลวงคงจนปัญญาแล้ว สู้พวกเราซึ่งหน้าไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีสกปรกแบบนี้มาปั่นป่วนจิตใจ"
"ท่านนักพรตกล่าวได้ถูกต้อง" หลี่จี้พยักหน้าเห็นด้วย "หากพวกมันมีฝีมือจริง คงตั้งโต๊ะรอรับพวกเรากลางถนนแล้ว จะต้องมาทำเรื่องลับๆ ล่อๆ แบบนี้ทำไม? พวกหนูสกปรก ไม่น่ากลัวหรอก"
คนไร้ฝีมือที่จะต่อกรซึ่งหน้าเท่านั้น ถึงจะคิดหาวิธีวางกับดักทำร้ายคน
มองดูเมฆดำบนท้องฟ้า หลี่จี้แค่นเสียงในใจ
เมฆดำที่ไหนจะบดบังดวงอาทิตย์ได้ตลอดไป?
สุดท้ายแสงตะวันย่อมสาดส่อง ฉีกกระชากสิ่งกีดขวางทั้งปวง
หลังจากจัดการศพเรียบร้อย กำลังจะออกเดินทางต่อ ก็เห็นม้าเร็วหลายตัววิ่งมาจากปากทางถนน
บนหลังม้าล้วนเป็นทหารสวมเกราะ
ผู้นำกลุ่มเมื่อเห็นขบวนรถของอ๋องเวยก็เผยสีหน้ายินดี รีบหยุดม้า กระโดดลงมา ก้าวเท้าเร็วๆ เข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่ง
"ท่านอ๋องเวย ข้าน้อยทหารรักษาวังหลวง รับคำสั่งท่านแม่ทัพใหญ่ มารับท่านอ๋องขอรับ!"
หลี่จี้ "?"
ทหารที่มารับไม่เห็นการตอบรับ จึงเงยหน้ามองด้วยความสงสัย
ทำไมท่านอ๋องทำหน้าแปลกๆ แบบนั้น?
...
ทหารกลุ่มนี้เป็นทหารรักษาวังหลวงตัวจริง
เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด พวกเขาจึงนำป้ายคำสั่งของแม่ทัพใหญ่ออกมาแสดงเพื่อยืนยันตัวตน
สีหน้าของทหารรักษาวังหลวงเหล่านี้ก็ดูเหมือนคนกินแมลงวันเข้าไป
นึกไม่ถึงว่าแค่มาช้าไปไม่กี่ก้าว ก็มีคนสวมรอยมาทำท่าทางอวดดีต่อหน้าอ๋องเวยเสียแล้ว
สรุปว่าคนพวกนั้นจะเล่นงานอ๋องเวย หรือจะเล่นงานพวกเขากันแน่?
พูดได้ยาก...
ตลอดทางที่คุ้มกัน ทหารรักษาวังหลวงกลับทุ่มเทยิ่งกว่าทหารของอ๋องเวยเสียอีก กลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นอีก
จั่วเฉินและพรรคพวกในรถม้ากลับไม่ใส่ใจ ถึงขั้นคุยเรื่องอื่นกันอย่างสบายใจ
"ผู้เฒ่าหลิวกับหูเหวินยังอยู่ที่ด่านโยวโจวหรือ?"
"สองคนนั้นกำลังหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาประตูบานใหญ่บนทุ่งราบทางเหนือ ลืมกินลืมนอน คงยังมาไม่ได้ในเร็วๆ นี้" หลี่จี้ตอบอย่างจนใจ
หลิวเฉวียนเต๋อและหูเหวินต่างคลั่งไคล้วิชาช่างสร้างสรรค์ พอเห็นวิชาอัศจรรย์ที่เซียนโบราณทิ้งไว้ ก็เหมือนผีพนันเห็นวงกัดจิ้งหรีด เดินหนีไปไหนไม่ได้ จึงปฏิเสธคำชวนมาเมืองหลวง
"เดิมทีข้าชวนเจ้ารองหลี่อวี้มาด้วย แต่เขาบอกว่ามีราชกิจต้องสะสาง อีกครึ่งเดือนถึงจะมาถึง ข้าเลยไม่ได้บังคับให้เขามา"
จั่วเฉินพยักหน้า เข้าใจเหตุผล
สถานการณ์ทางฝั่งเซียวฉางเฉิงก็เหมือนกัน เพิ่งจะไล่กองทัพชิงโจวออกจากสวีโจว ผู้นำชิงโจวก็เพิ่งเปลี่ยนคน ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเรื่องยุ่งเหยิง อย่าว่าแต่ปลีกตัวมาเมืองหลวงเลย แค่จะได้นอนหรือเปล่ายังไม่รู้
สรุปแล้ว มีแต่หลี่จี้ที่ใช้เวลาสามเดือนจัดการเรื่องในจิ่งโจวจนเสร็จสิ้น ถึงจะเป็นคนที่ว่างที่สุด
คุยกันเรื่องจิ่งโจวเป็นอย่างไร หลี่จี้จัดการกับพวกชาวยุทธ์อย่างไร หลี่จี้ก็ตอบคำถามทีละข้อ
จิ่งโจวในนามยังคงให้หลี่เฮ่อ อ๋องชางคนเดิมดูแล แต่คนรอบกายหลี่เฮ่อถูกเปลี่ยนเป็นคนสนิทของหลี่จี้จนหมด ตอนนี้หลี่เฮ่อไม่มีอำนาจที่แท้จริง ได้แต่หาความสำราญ ฟังเพลง ดื่มเหล้า กินเนื้อ บางครั้งยังถูกบังคับให้ลงไปทำงานในนา ใช้ชีวิตอย่าง "ยากลำบาก"
อย่างน้อยหลี่เฮ่อก็คิดว่าชีวิตตัวเองลำบาก
ส่วนพวกชาวยุทธ์ หลี่จี้ก็จัดการแบ่งกลุ่ม พวกชื่อเสียเหม็นโฉ่ถูกส่งไปขุดเหมืองที่ทุ่งราบทางเหนือ พวกมีคุณธรรมน้ำมิตรก็รับไว้เป็นผู้ติดตาม ดูแลจัดการอย่างเป็นระบบ
แต่อ๋องชางหลี่เฮ่อทุ่มทุนกับชาวยุทธ์พวกนี้ไปไม่น้อย ทำให้มีผู้ "ภักดี" หลายคนประกาศกร้าวว่า "อ๋องเวยไอ้ลูกหมา เจ้าทำเรื่องชั่วช้าเลวทราม บิดาจะยอมตายไปพร้อมกับเจ้า!"
หลี่จี้เลยจับคนพวกนี้ปีนขึ้นไปบนยอดเขาชิงชิว ให้ดูทะเลทุกข์ที่ถาโถมอยู่ข้างล่าง ให้ดูว่าใครกันแน่ที่เป็นคนทำลายโลก
ชาวยุทธ์พวกนี้พอเห็นเข้าก็เงียบกริบ ไม่กล้าผายลมออกมาสักแอะ
ยังไงก็ต้องใช้วิบัติล้างโลกแบบนี้แหละถึงจะเอาอยู่
รอนแรมมาอีกหนึ่งวัน ความเร็วรถม้าก็ชะลอลง
ลมแรงเมื่อคืนพัดเมฆดำบนฟ้ากระจายหายไปหมด ตอนนี้เป็นเวลาพระอาทิตย์ขึ้นพอดี สรรพสิ่งอบอุ่นขึ้น
จั่วเฉินชะโงกหน้าออกไปนอกรถ แสงแดดเจิดจ้าแทงตา เขาจึงยกมือป้องหน้าผากมองไปข้างหน้า
ไม่ไกลนัก กลุ่มเมืองขนาดมหึมาเรียงรายต่อเนื่อง แสงแดดสาดส่องลงบนตัวเมือง ดูโอ่อ่าเคร่งขรึม
เมืองหลวง
ถึงแล้ว!
...
เมืองหลวงกว้างใหญ่ ฟ้าดินเอียงเข้าหา คำกล่าวนี้ไม่ใช่คำคุยโว
ในสายตาจั่วเฉิน เมืองที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาตรงหน้านี้ คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นในแคว้นต้าเหลียง
กำแพงเมืองทอดยาวจากตะวันออกจรดตะวันตก มองไม่เห็นหัวไม่เห็นหาง กำแพงสูงตระหง่านไม่แพ้ด่านเจิ้นเป่ยที่โยวโจว ดูไม่เหมือนสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
"ข้าไม่เคยมาเมืองหลวงมาก่อน ไม่เคยได้ยินเรื่องราวทางนี้ วันนี้ได้เห็นเป็นครั้งแรก ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือจริงๆ"
ต่อให้จะมีอคติกับพวก "หนูสกปรก" ในเมืองหลวง แต่จั่วเฉินก็ไม่ตระหนี่คำชมที่มีต่อเมืองตรงหน้า
สิ่งปลูกสร้างไม่มีความผิด ของที่ยังสร้างไม่เสร็จก็แล้วไป แต่ผลงานยิ่งใหญ่ที่สร้างเสร็จแล้วหากต้องถูกทำลาย...
นั่นมิใช่ว่ารุ่งเรืองราษฎรก็ทุกข์ ล่มสลายราษฎรก็ทุกข์หรอกหรือ?
หลี่จี้มองเมืองนี้อีกครั้ง แล้วกล่าวว่า
"นั่นสินะ"
น้ำเสียงของเขาเจือความรำลึกถึงความหลังและความโศกเศร้า นึกถึงเรื่องราวในวัยหนุ่มที่เมืองหลวง
แต่เขาก็รีบเก็บความคิดที่ฟุ้งซ่าน ยิ้มอธิบายให้จั่วเฉินฟัง
"เมืองหลวงสร้างขึ้นบนซากเมืองโบราณ ที่นี่เป็นที่ราบที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ของแคว้นต้าเหลียง ผู้ก่อตั้งแคว้นจึงเลือกตั้งรกราก ฟื้นฟูบ้านเมืองที่นี่"
"แต่ในตอนแรก ที่นี่ไม่ได้เป็นเมืองเดี่ยวๆ แต่มีเมืองใหญ่ถึงเจ็ดเมือง สร้างล้อมรอบเมืองโบราณ ระหว่างเมืองมีการกระทบกระทั่งกันไม่น้อย ทำสงครามกันมาเจ็ดแปดสิบปี ในที่สุดผู้นำของแคว้นต้าเหลียงก็เอาชนะกองทัพอื่น รวบรวมเจ็ดเมืองเข้าด้วยกัน รวมเป็นเมืองใหญ่อย่างที่เห็น"
"ปัจจุบันเมื่อเข้าไปในเมืองหลวง ยังคงเห็นร่องรอยของเมืองเก่าเหล่านั้น ฮ่องเต้รุ่นหลังของต้าเหลียงได้แบ่งเขตเมืองเก่าเหล่านั้นเป็นเขตต่างๆ ตั้งชื่อตามชื่อเดิม และส่งคนดูแล"
"หากท่านนักพรตมีเวลาว่างในเมืองหลวง ลองไปเดินดูเขตเหล่านี้ได้ แต่ละที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีแตกต่างกัน นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ทีเดียว"
จั่วเฉินจดจำคำแนะนำของหลี่จี้ไว้
หลังจากตบแมลงสาบในท่อระบายน้ำตายหมดแล้ว จั่วเฉินย่อมต้องเดินเที่ยวเมืองหลวงให้ทั่ว
รถม้ามาถึงหน้าประตูเมือง แม่ทัพของอ๋องเวยหยิบป้ายประจำตัวออกมา นายทหารลงทะเบียนหน้าประตูมองขบวนรถยาวเหยียดด้วยสายตาแปลกๆ แล้วหลีกทางให้ ขบวนรถจึงเข้าเมืองได้อย่างราบรื่น
ทหารรักษาวังหลวงขยับเข้ามาใกล้รถม้า กระซิบเสียงเบา
"ท่านอ๋องเวย ฝ่าบาททรงรอท่านอยู่ในวัง ในเมืองหลวงมีหูตามากมาย ท่านจะไปพักที่เรือนรับรองก่อน แล้วค่อยเข้าวังทางลับดีหรือไม่?"
หลี่จี้เลิกม่านรถม้า ส่ายหน้ายิ้ม "อาหลานจะเจอกัน ต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ทำไม? เขาเป็นถึงโอรสสวรรค์ ใครจะกล้ามาสอดแนม? ไปที่วังหลวงเลย"
ทหารรักษาวังหลวงทำหน้าลำบากใจ แต่ก็ไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมอย่างไร
ต่อให้ไม่นำทาง อ๋องเวยก็คงไปวังหลวงเองอยู่ดี จึงได้แต่นำทางไปข้างหน้า ระหว่างทางก็ส่งคนไปแจ้งข่าวแม่ทัพใหญ่ล่วงหน้า ให้เตรียมการรับมือ
โดยเฉพาะเมื่อขบวนรถมุ่งหน้าตรงสู่วังหลวงอย่างเอิกเกริก ถนนสายหลักของเมืองหลวงที่คึกคักพลันแหวกออกเป็นสองฝั่งโดยอัตโนมัติ แผงลอยถอยร่นไปหน้าร้านค้า ผู้คนถอยร่นไปหน้าแผงลอย เปิดทางให้รถม้าผ่าน ชะโงกหน้ามองขบวนยาวเหยียด
"ขบวนรถท่านอ๋องเวยนี่!"
"น่าเกรงขามจริงๆ!"
"ไหนว่าเขาปิดล้อมด่านเมืองหลวงอยู่ทางเหนือ แล้วเข้าเมืองหลวงมาทำไม?"
"ยังไงก็เป็นอ๋อง จะบุกเข้าเมืองหลวงจริงๆ ได้ยังไง? นั่นมันผิดกฎบรรพชนนะ!"
เสียงจอแจ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย ราวกับคลื่นกระทบฝั่ง จนกระทั่งขบวนรถเคลื่อนมาถึงใกล้วังหลวง ผ่านกำแพงมนุษย์ที่ทหารตั้งแถวกันไว้ เสียงเหล่านั้นถึงได้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ค่อยๆ ห่างไกลออกไป
การเข้าวังอย่างเอิกเกริกเช่นนี้ คาดว่าไม่เกินครึ่งวัน ทุกวงเหล้าคงพูดถึงเรื่องนี้ และคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่าอ๋องเวยเข้าวังมาทำไม
นี่คือจุดประสงค์ของหลี่จี้
เปิดเผย ตรงไปตรงมา ให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่าเขามาแล้ว ให้พวกหนูสกปรกไม่มีที่ซ่อนตัว
ตอนนี้เป็นเวลาบ่าย ไม่มีการว่าราชการ ฮ่องเต้น้อยกำลังอ่านหนังสือในห้องทรงอักษร จึงให้รถม้ามุ่งหน้าไปทางนั้น
เมื่อถึงหน้าประตูห้องทรงอักษร รถม้าเข้าไม่ได้ ต้องเดินเท้า
การเข้าเฝ้าฮ่องเต้น้อยครั้งนี้ มีเพียงหลี่จี้ จั่วเฉิน และไฉ่อี คนอื่นๆ ให้รอที่ขบวนรถชั่วคราว เมื่อทั้งสามเดินเข้าลานบ้าน ก็เห็นชายวัยกลางคนไว้เคราแพะ แต่งกายเรียบร้อย ยืนตัวตรงแหนวเฝ้าอยู่หน้าห้องหนังสือเหมือนองครักษ์
หลี่จี้หัวเราะร่า เดินเข้าไปกอดชายวัยกลางคนคนนั้น ทำเอาชายผู้เคร่งขรึมทำตัวไม่ถูก มือไม้ไม่รู้จะวางไว้ที่หลังหลี่จี้หรือปล่อยทิ้งไว้ข้างตัวดี
โชคดีที่ความกระตือรือร้นของหลี่จี้กินเวลาแค่ไม่กี่วินาที เขาก็คลายอ้อมกอด ดึงจั่วเฉินมาแนะนำ
"ท่านนี้คือแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง โจวหย่ง สหายเก่าของข้าเอง"
แม่ทัพโจวหย่งพยักหน้าแข็งๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยปลื้มกับคำว่า "สหายเก่า" สักเท่าไหร่
"ฝ่าบาททรงรอพวกท่านอยู่ในห้อง" โจวหย่งกล่าวจบ ก็ผลักประตูเปิดออก ทั้งหมดเดินเรียงแถวกันเข้าไปในห้องหนังสือขนาดใหญ่
ภายในห้อง ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน มีขันทีเฒ่ายืนอยู่ข้างกาย
หลี่จี้แนะนำ "นี่คือหลานชายข้า ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหลียง หลี่หรงเซวียน"
จั่วเฉินไม่พูดจา เพียงจ้องมองฮ่องเต้
ฮ่องเต้องค์นี้...
เหตุใดจึงไร้ซึ่งปราณชีวิต?
[จบแล้ว]