เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 270 - ไต่สวนถึงเมืองหลวง

บทที่ 270 - ไต่สวนถึงเมืองหลวง

บทที่ 270 - ไต่สวนถึงเมืองหลวง


บทที่ 270 - ไต่สวนถึงเมืองหลวง

หากเป็นเวลาปกติ เจ้าโยวเสียนคงไม่บุ่มบ่ามถึงเพียงนี้

คนที่กล้าบุกมาถึงหน้าบ้านมีอยู่สองประเภท คือคนโง่เง่ากับยอดฝีมือ และคนที่ถีบประตูพังได้ในทีเดียว ความเป็นไปได้ที่จะเป็นยอดฝีมือย่อมมากกว่าคนโง่

แต่วันนี้เขาอารมณ์บ่จอยอยู่แล้ว จะเก่งจริงหรือเก่งแต่ปาก อย่างไรก็ขอสู้กันสักตั้ง!

ใครจะไปคิดว่าพอพูดจบปุ๊บ ก็รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเข้าอย่างจัง

แรงมหาศาลอะไรเช่นนี้!

ร่างทั้งร่างของเขาลอยละลิ่ว ฟัน เลือด และใบหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะแรงตบปลิวว่อนกลางอากาศ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงจะตกลงกระแทกพื้นดังพลั่ก

ส่วนพู่กันที่ถือเมื่อครู่ก็ร่วงลงพื้นเสียงดังเกรียวกราว

เขาทุลักทุเลตะเกียกตะกายอยู่บนพื้นหลายทีกว่าจะลุกขึ้นมาได้ เจ้าโยวเสียนยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ตอนนี้เขาควบคุมร่างกายตัวเองแทบไม่ได้ ได้แต่นั่งพับเพียบอยู่กับพื้น ดูเหมือนเมียน้อยที่ถูกรังแกไม่มีผิด

พวกบ่าวรับใช้ที่คอยปรนนิบัติเจ้าโยวเสียนเมื่อครู่ต่างพากันอ้าปากค้าง มองดูเจ้านายที่นั่งกองอยู่กับพื้นด้วยความงุนงง

ท่านผู้เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ของบ้าน...

โดนตบทีเดียวลงไปกองเลยหรือ?

ไม่รู้ว่าใครร้องอุทานขึ้นมา ทำให้คนอื่นๆ ได้สติ ต่างพากันแตกฮือวิ่งหนีเอาตัวรอด

หลังโดนตบไปหนึ่งฉาด ความโกรธในแววตาของเจ้าโยวเสียนก็มลายหายไปจนสิ้น กลับมามีสติแจ่มใสขึ้นมาก

ตบะของอีกฝ่ายเหนือกว่าเขาแบบคนละชั้น!

นี่มันยอดฝีมือที่บุกมาพังประตูจริงๆ ด้วย?

เขาหันไปมองตุ๊กตากระดาษสองตัวที่ปล่อยออกไป ก็พบว่าหลังจากที่เขาโดนตบ ตุ๊กตาก็กลายเป็นเศษกระดาษสองชิ้นไปแล้ว

ไอโลหิตหญิงพรหมจรรย์ที่เขาทุ่มเทรวบรวมมาใส่ในตุ๊กตาก็สลายไปจนหมดเกลี้ยง

ความตึงเครียดและความอับอายถาโถมเข้าใส่จิตใจของเจ้าโยวเสียน

เพิ่งจะตะโกนท้าทายไปหยกๆ ก็โดนตบลงไปกองกับพื้น ไม่ใช่แค่หน้าชา แต่ใจก็ชาไปด้วย

เขาเป็นคนกลัวตาย ในสายตาเขา ชีวิตตัวเองสำคัญกว่าตระกูลทั้งตระกูลเสียอีก พอรู้ว่าอีกฝ่ายฆ่าเขาได้ง่ายๆ เจ้าโยวเสียนก็ตัวสั่นงันงกไม่หยุด

เมื่อกี้จะใจร้อนไปทำไมกันนะ!

น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจ สิ่งที่ทำลงไปแล้วก็ต้องรับผลกรรมเอง

เจ้าโยวเสียนรีบบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์

ยังมีโอกาส!

ในเมืองนี้มีสายสืบของอ๋องโซ่วอยู่เพียบ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อ๋องโซ่วให้ความสำคัญที่สุด ตัวเขาเองก็นับว่าเป็นคนของอ๋องโซ่ว หากเจอเรื่องเดือดร้อน อ๋องโซ่วต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแน่

ไม่อย่างนั้น มีคนมาตบหน้าคนของท่านอ๋องถึงถิ่นแล้วท่านอ๋องไม่ทำอะไร ก็เท่ากับยอมให้คนอื่นตบหน้าตัวเองน่ะสิ

ขอแค่ถ่วงเวลาไว้สักพัก ทหารของอ๋องโซ่วก็จะมาตรวจสอบ

ถึงตอนนั้นค่อยจัดการนักพรตนี่ก็ได้!

ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้กองทัพของอ๋องโซ่วได้หรอก!

เจ้าโยวเสียนกลืนน้ำลายลงคอ อุ่นใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง กลัวเพียงแค่นักพรตผู้นี้จะบ้าเลือดฆ่าคนขึ้นมาดื้อๆ

"ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น" จั่วเฉินรีบจะไปหาอ๋องโซ่วอยู่แล้ว เลยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าโยวเสียนโวยวายต่อ ตบคว่ำไปทีเดียวจบเรื่อง ตอนนี้เขาเดินเข้าไปใกล้เจ้าโยวเสียนช้าๆ แล้วยิ้มกล่าว

"ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า เจ้าก็แค่ตอบมาตามความจริง"

"เมื่อครู่ข้าเสียงดังไปหน่อย ล่วงเกินท่านไป ตอนนี้ท่านถามมาเถิด ข้าจะตอบทุกอย่าง!" เจ้าโยวเสียนดีใจ รีบรับคำ

นักพรตไม่ฆ่าเขา งั้นเขาก็ถ่วงเวลาได้!

"ดี" จั่วเฉินกล่าว "เมื่อปีก่อนข้าเห็นตุ๊กตากระดาษของเจ้าที่ทะเลสาบไป๋โส่วในชิงโจว ตอนนั้นเจ้าอยู่แถวนั้นหรือ?"

เจ้าโยวเสียนนึกย้อนความหลัง ก่อนจะส่ายหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

"ไม่ขอรับ นั่นหลานชายข้าเอง ท่านอ๋องโซ่วส่งพวกเราไป บอกว่าจะไปจับตัวเทพเจ้าแม่น้ำในทะเลสาบไป๋โส่วมาใช้งาน แต่ตอนเราไปถึง เทพเจ้าแม่น้ำก็หายไปแล้ว"

จั่วเฉินนึกถึงซุปปลาที่ไฉ่อีกินเข้าไป ก็พยักหน้า แล้วถามต่อ

"เจ้าไปเรียนวิชาตุ๊กตากระดาษนี้มาจากไหน?"

"ท่านอยากเรียนหรือ?" เจ้าโยวเสียนตกใจ

นี่มันวิชาหากินของตระกูลเขาเลยนะ ถ้าให้ไป รากฐานตระกูลสั่นคลอนแน่

จั่วเฉินหัวเราะด่าทันที

"ข้าจะเอาวิชากระจอกงอกง่อยแบบนี้ไปทำไม? อ่อนหัด แถมยังเต็มไปด้วยไอชั่วร้ายน่ารังเกียจ ข้าแค่ถามที่มาเฉยๆ"

โดนชี้หน้าด่าว่าวิชาประจำตระกูลห่วยแตก สีหน้าเจ้าโยวเสียนดูไม่จืด แต่ก็ต้องฝืนยิ้ม

"ท่านสั่งสอนได้ถูกแล้ว วิชานี้มันต่ำต้อยจริงๆ ทำให้ท่านต้องขบขันแล้ว"

เขาเหลือบมองไปที่ถนนด้านนอก เห็นบ่าวรับใช้ตาไวสองสามคนวิ่งออกไปแล้ว คาดว่าคงไปตามคนมาช่วย

จึงกระแอมไอ แล้วตอบว่า

"วิชานี้ข้าได้มาจากขุนนางผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งในเมืองหลวง ต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะได้มา"

"เจ้ารู้ชื่อแซ่เขาหรือไม่?"

"ขุนนางระดับนั้นข้าจะไปรู้ร่องรอยได้ยังไง" เจ้าโยวเสียนส่ายหน้า "ท่านผู้นั้นชอบนั่งเกี้ยวใหญ่ ให้ตุ๊กตากระดาษสี่ตัวแบกหาม เป็นคนใหญ่คนโตในเมืองหลวง คนตัวเล็กๆ อย่างข้าไม่มีทางรู้จักชื่อเสียงเรียงนามท่านหรอก"

"ข้าเห็นว่าการเดินทางแบบนั้นดูน่าเกรงขามดี ช่วยเสริมบารมีได้ ก็เลยเรียนวิชานี้มา ให้ตุ๊กตากระดาษแบกเกี้ยวให้บ้าง"

"อย่างนี้นี่เอง"

จั่วเฉินพยักหน้า

ฟังดูแล้วเหมือนพวกขุนนางใหญ่โตที่ชอบวางมาด ผู้ที่มีบารมีขนาดนั้นในเมืองหลวงต้องเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่แน่นอน

"ไม่รู้อะไรอีกแล้ว?"

"ไม่รู้อะไรแล้วขอรับ..."

เจ้าโยวเสียนไม่ได้โกหก อีกฝ่ายฐานะสูงส่งเกินไป ลำพังตัวเขาคงสืบหาข้อมูลอะไรไม่ได้จริงๆ

"ได้" จั่วเฉินดูออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก จึงพยักหน้า "เอาวิชาตัดสี่ฤดูออกมา"

"อ้อ รอสักครู่ ข้าจะไปหามาให้เดี๋ยวนี้"

พูดจบ เจ้าโยวเสียนก็กวักมือเรียกบ่าวรับใช้คนหนึ่งเข้ามา กระซิบสั่งสองสามประโยค บ่าวรับใช้ก็พยักหน้าแล้ววิ่งไปทางหลังบ้าน

ทิ้งให้เจ้าโยวเสียนยืนยิ้มแห้งๆ มองจั่วเฉิน

จั่วเฉินไม่รีบร้อน นั่งลงบนรถลาก นั่งไขว่ห้างพลางเอานิ้วเขี่ยเล่นกับตุ๊กตาเด็กน้อย

เจ้าโยวเสียนไม่กล้าคลาดสายตาจากจั่วเฉิน ได้แต่แอบหลบอยู่ข้างๆ มองไปทางประตูด้วยความคาดหวัง

ทหารของอ๋องโซ่วน่าจะใกล้มาถึงแล้วมั้ง

...

อ๋องโซ่วนอนเอนกายอยู่บนตั่งนุ่ม ข้างกายมีหญิงงามแต่งหน้าบางๆ สองนางนอนเคียงคู่ สวมชุดผ้าโปร่งบางเบาเผยให้เห็นเรือนร่างอรชรแนบชิดกับร่างของอ๋องโซ่ว มือไม้ลูบไล้ไปตามผิวกายของเขา

แม้จะแต่งหน้าบาง แต่ริมฝีปากแต้มชาดสีแดงสดไว้ตรงกลาง ดูราวกับผลเชอร์รี่สองผล

เพิ่งเข้าฤดูใบไม้ผลิ อากาศยังคงหนาวเย็น ในห้องจุดเตาผิงไว้ อ๋องโซ่วหักกิ่งไม้ในมือเป็นสองท่อนแล้วโยนเข้าเตาผิงทีละชิ้นๆ มองดูมันถูกเปลวไฟเผาไหม้ราวกับกำลังแก้เบื่อ

กลายเป็นสีดำ กลายเป็นถ่าน แล้วก็พังทลายลงท่ามกลางเสียงปะทุ

ช่างเป็นความเพลิดเพลินที่แปลกประหลาด

เขาดูจะไม่สนใจนางงามข้างกายเท่าไหร่ กอดพวกนางไว้เหมือนกอดหมอนนุ่มๆ พิงกายพักผ่อน

ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตู อ๋องโซ่วเอ่ยอย่างเกียจคร้าน

"เข้ามา"

ประตูถูกผลักเปิดออก ขุนนางฝ่ายบุ๋นเดินเข้ามา เขาไม่สนใจหญิงงามข้างกายอ๋องโซ่วเลยสักนิด ราวกับคุ้นชินกับภาพนี้ดี ประสานมือคารวะทันที

"ท่านอ๋อง หน่วยโหวเจิ้งส่งข่าวกลับมาแล้วขอรับ"

"พวกมันว่ายังไง? เจออะไรบ้าง?"

"พวกมันบอกว่า... ที่เขาฮุยดูเหมือนจะมีนักพรตท่าทางเหมือนเซียนท่านหนึ่ง ใช้วิชาปิดล้อมเขาฮุยไว้ทั้งลูก ไม่มีใครเข้าไปข้างในได้"

"อะไรนะ?" อ๋องโซ่วขมวดคิ้ว "เป็นนักพรตจริงๆ หรือ?"

"ขอรับ" ขุนนางตอบ "ฟังจากที่หน่วยโหวเจิ้งรายงาน นักพรตผู้นั้นฝีมือร้ายกาจมาก เกรงว่าจะเหนือกว่าขั้นเซียนเทียน ดีไม่ดีอาจถึงขั้นเซียนเดินดิน"

"เซียนเดินดินที่ไหนจะปิดล้อมเขาฮุยได้ทั้งลูก?" อ๋องโซ่วสบถ "เซียนสำนักไหนมีปัญญาทำแบบนี้? ปิดตายเขาฮุยทั้งลูกเนี่ยนะ?"

ขุนนางไม่กล้าตอบ

อารมณ์ของอ๋องโซ่วหม่นหมองลงทันที เขาถอนหายใจยาว ผลักหญิงงามสองคนออกไปด้านข้าง ให้พวกนางนอนทับกัน แล้วลุกขึ้นยืน

"นักพรต... นักพรต นักพรตที่เขาฮุย?"

อ๋องโซ่วนึกย้อนกลับไป รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

เขาพยายามนึกอยู่นานแต่ก็นึกไม่ออก

ขณะที่กำลังนึก จู่ๆ ก็มีนายทหารวิ่งเข้ามาหมอบกราบ

"ท่านอ๋อง มีคนก่อเรื่องในเมืองขอรับ"

"ทำไมสองวันนี้มีแต่เรื่องวุ่นวายนักนะ?" อ๋องโซ่วหงุดหงิด ปวดหัวตุบๆ "ใครกล้ามาก่อเรื่อง?"

"เป็นนักพรตคนหนึ่ง ได้ยินว่ามาทวงความยุติธรรมให้บ้านสกุลจี้บนเขา พังประตูบ้านตระกูลเจ้าเละเลยขอรับ"

"นักพรต?!"

ทำไมเป็นนักพรตอีกแล้ว?

อ๋องโซ่วมองขุนนาง แล้วหันไปมองนายทหาร

"นักพรตที่พวกเจ้าพูดถึง... คือคนเดียวกันหรือเปล่า?"

นายทหารมองอ๋องโซ่วด้วยความงุนงง

"ช่างเถอะ" อ๋องโซ่วโบกมือ แล้วชี้ไปที่นายทหาร "เจ้าไปเชิญท่านนักพรตผู้นั้นมา ข้าจะถามเขาด้วยตัวเองว่าต้องการอะไร"

เขากำชับเพิ่มอีกประโยค

"ตอนไปเชิญ ต้องพูดจาให้สุภาพที่สุด นักพรตผู้นี้ฝีมือคงไม่ธรรมดา"

"ท่านอ๋อง แต่นักพรตคนนั้นพังบ้านคนของท่านนะขอรับ..."

นายทหารกำลังจะแย้ง แต่อ๋องโซ่วถลึงตาใส่

"ตระกูลเจ้าก็แค่พวกฉวยโอกาสย้ายเข้ามา ชอบเที่ยวป่าวประกาศว่ารู้จักคนใหญ่คนโตในเมืองหลวง ทั้งที่ไปอ้อนวอนขอวิชากระจอกงอกง่อยเขามา โดนซ้อมสักทีก็สมควรแล้ว! จะไปใส่ใจทำไม?"

นายทหารพยักหน้า ไม่กล้าพูดมาก หันหลังเดินจากไป

มองแผ่นหลังของนายทหาร อ๋องโซ่วค่อยๆ ขมวดคิ้ว

ในใจสังหรณ์ใจไม่ดีแปลกๆ...

หรือว่าเขาจะคิดไปเอง?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 270 - ไต่สวนถึงเมืองหลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว