- หน้าแรก
- โต้วหลัว วิญญาณยุทธ์ทูตตกสวรรค์
- บทที่ 3: การศึกษาสำหรับผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา
บทที่ 3: การศึกษาสำหรับผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา
บทที่ 3: การศึกษาสำหรับผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา
บทที่ 3: การศึกษาสำหรับผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เมื่อก้าวเข้าสู่หอพรหมยุทธ์ บรรยากาศรอบตัวทั้งสองก็พลันเปลี่ยนไป ราวกับหลุดเข้ามาอยู่อีกมิติหนึ่ง เต็มไปด้วยความเข้มขลังและน่าเกรงขาม
ภายในหอพรหมยุทธ์ไร้ซึ่งการตกแต่งหรูหรา โครงสร้างทั้งหมดก่อสร้างขึ้นจากหินโบราณที่ดูเรียบง่าย แต่หากมองอย่างพินิจพิเคราะห์ จะสังเกตเห็นประกายแสงสีทองจางๆ แผ่ออกมาจากหินเหล่านั้น ยามสัมผัสจะรับรู้ได้ถึงพลังงานแปลกประหลาดที่ไหลผ่านฝ่ามือ
นอกจากทางเข้าแล้ว ผนังสูงทั้งสามด้านของหอพรหมยุทธ์ประดับประดาด้วยแผ่นป้ายสี่เหลี่ยมสีทองสุกสกาว แต่ละแผ่นมีความสูงประมาณครึ่งเมตรและกว้างหนึ่งฟุต จารึกอักษรขนาดใหญ่เพียงสามหรือสี่ตัว เช่นคำว่า "พรหมยุทธ์"
ใจกลางหอพรหมยุทธ์มีรูปปั้นสูงสิบเมตรตั้งตระหง่าน ร่างนั้นเป็นสีทองอร่ามทั้งตัว ด้านหลังมีปีกสามคู่สยายออก ในมือถือดาบยักษ์สีทองชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้า สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือเปลวเพลิงสีทองจางๆ ที่ดูเหมือนจะหมุนวนรอบดาบเล่มนั้น
โดยปกติแล้ว มีเพียงยอดฝีมือระดับราชทินนามพรหมยุทธ์เท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้ามาในหอพรหมยุทธ์ ผู้ที่มีระดับต่ำกว่าทำได้เพียงแหงนมองด้วยความเลื่อมใส ทว่าเชียนเริ่นหานและเชียนเริ่นเสวี่ยนั้นต่างออกไป หอพรหมยุทธ์แห่งนี้เป็นที่สถิตของเทพทูตสวรรค์ และทั้งสองคือทายาทสายตรงของเทพองค์นั้น
ในยามนี้ หอพรหมยุทธ์เงียบสงัด ไร้ผู้คนอื่นใดนอกจากเชียนเต้าหลิวที่ยืนอยู่ใต้รูปปั้นทูตสวรรค์
"ท่านปู่!"
เชียนเริ่นเสวี่ยปล่อยแขนเชียนเริ่นหานและวิ่งเข้าหาเชียนเต้าหลิวพร้อมอ้าแขนกว้าง รอยยิ้มประดับบนใบหน้า
"เสี่ยวเสวี่ย" เชียนเต้าหลิวคุกเข่าลง อุ้มเชียนเริ่นเสวี่ยขึ้นมาและลูบศีรษะนางเบาๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
"ท่านปู่"
เทียบกับความตื่นเต้นของเชียนเริ่นเสวี่ยแล้ว เชียนเริ่นหานสงบนิ่งมาก ราวกับผู้ใหญ่ทักทายญาติผู้ใหญ่ ซึ่งเชียนเต้าหลิวก็ชินกับท่าทีเช่นนี้เสียแล้ว
ทันใดนั้น เชียนเต้าหลิวสังเกตเห็นคราบน้ำตาในดวงตาของเชียนเริ่นเสวี่ย เพลิงโทสะก็ลุกโชนขึ้นทันที เขาตวาดลั่น "ใคร! เจ้าโง่หน้าไหนกล้าทำให้หลานสาวข้าร้องไห้? เป็นเจ้าใช่ไหม เจ้าตัวแสบ!"
สายตาของเชียนเต้าหลิวจ้องเขม็งไปที่เชียนเริ่นหาน เชียนเริ่นหานสบตากลับอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาภาวนาให้เชียนเต้าหลิวไล่ตะเพิดเขาออกไปเสียที นอกจากจะไม่อยากเข้าเรียนแล้ว ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในหอพรหมยุทธ์ เขาก็รู้สึกอึดอัดใจแปลกๆ เหมือนหนูเจอแมว สรุปง่ายๆ คือเขาไม่อยากอยู่ที่นี่
"ท่านปู่ ไม่ใช่ความผิดของท่านพี่หรอกค่ะ ทรายเข้าตาข้า ท่านพี่เลยช่วยเป่าออกให้" เชียนเริ่นเสวี่ยพูดเสียงเจื้อยแจ้ว กอดคอเชียนเต้าหลิว
ได้ยินดังนั้น เชียนเริ่นหานรู้สึกทั้งดีใจและจนปัญญาไปกับน้องสาวแสนซื่อบื้อของตน ความคิดของพวกเขาช่างสวนทางกันเสียจริง เขาจนปัญญาจริงๆ
ครู่ต่อมา เชียนเต้าหลิวจูงมือเชียนเริ่นเสวี่ย เชียนเริ่นเสวี่ยหันมาและยื่นมือเล็กๆ ขาวผ่องให้เชียนเริ่นหาน เมื่อเผชิญกับใบหน้าเล็กๆ ของเชียนเริ่นเสวี่ยที่เปลี่ยนจากความคาดหวังเป็นน้อยใจ เชียนเริ่นหานจึงจำใจยื่นมือออกไป
"เสี่ยวเสวี่ย เสี่ยวหาน พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์หกปีกที่สืบทอดกันมาในตระกูลเชียนของเราถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นวิญญาณยุทธ์ระดับเทพอันดับหนึ่งของทวีป?" เชียนเต้าหลิวถาม ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ และแววตาฉายแววคลั่งไคล้อย่างปิดไม่มิด
เชียนเริ่นเสวี่ยรีบตอบอย่างกระตือรือร้น "ปู่จระเข้ทองคำบอกว่าทูตสวรรค์หกปีกเป็นวิญญาณยุทธ์ที่พระเจ้าประทานให้ค่ะ"
เชียนเต้าหลิวพยักหน้าเล็กน้อย "ใช่แล้ว บรรพบุรุษตระกูลเชียนของเราคือบรรพชนเทพผู้บรรลุความเป็นเทพที่ระดับ 100 ตระกูลเชียนของเราสามารถรุ่งเรืองมาได้ยาวนานขนาดนี้ก็เพราะการคุ้มครองจากบารมีที่หลงเหลืออยู่ของบรรพชนเทพ"
จู่ๆ เชียนเริ่นหานก็พูดขึ้น "แล้วทำไมข้าไม่เคยเห็นบรรพชนเทพเลยล่ะครับ? แล้วท่านปู่ก็ไม่เคยพูดถึงท่านมาก่อนวันนี้ด้วย"
เชียนเต้าหลิวชำเลืองมองเชียนเริ่นหานด้วยความประหลาดใจ เชียนเริ่นหานไม่ค่อยแสดงความรักต่อเขา และคำพูดของเขาก็มักจะมีค่าดั่งทองคำ กิจวัตรประจำวันของเขามีแค่เรียนหนังสือ กิน และนอน เชียนเต้าหลิวตอบว่า "ปู่ไม่ได้ตั้งใจจะบอกพวกเจ้าเร็วขนาดนี้ โลกภายนอกรู้เพียงว่าจุดสิ้นสุดของการเดินทางของวิญญาณจารย์คือระดับ 99 พรหมยุทธ์สุดขีด แต่บรรพชนเทพก้าวข้ามระดับ 99 และบรรลุความเป็นเทพที่ระดับ 100 เทพระดับ 100 ได้หลุดพ้นจากข้อจำกัดของโลกมนุษย์และออกจากทวีปโต้วหลัวไปยังอีกโลกหนึ่งนานแล้ว"
"ว้าว ท่านปู่ บรรพชนเทพไปที่โลกไหนหรือคะ?" ดวงตาของเชียนเริ่นเสวี่ยเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
เชียนเต้าหลิวยิ้มและกล่าวว่า "ย่อมเป็นสถานที่ที่เทพควรไป ในอนาคต พวกเจ้าบางคนก็มีความหวังที่จะได้ไปในที่ที่บรรพชนเทพสถิตอยู่เช่นกัน"
"เสี่ยวเสวี่ย เสี่ยวหาน ตระกูลเชียนของเราได้รับพรจากบารมีของบรรพชนเทพ จนพัฒนาเป็นสำนักวิญญาณยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ ตระกูลของเราจึงยึดมั่นปฏิบัติตามอุดมการณ์ของเทพทูตสวรรค์เสมอมา"
เชียนเต้าหลิวยื่นมือออกไป แสงศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งพุ่งเข้าสู่หอพรหมยุทธ์ ด้านหลังรูปปั้นทูตสวรรค์ บนผนังที่ไร้ซึ่งแผ่นป้ายราชทินนามพรหมยุทธ์ พลันส่องประกายแสงสีทองเจิดจ้า อักษรขนาดใหญ่สิบหกตัวปรากฏขึ้นวูบวาบ: 'ศาสตราในมือ พิชิตแปดทิศ ปกป้องทวีป ขจัดมารร้าย'
"นี่คือพันธกิจของสมาชิกตระกูลทูตสวรรค์ทุกคน" เชียนเต้าหลิวกล่าวพลางลดมือลง ตัวอักษรสิบหกตัวเลือนหายไป และผนังกลับคืนสู่สภาพเดิม
"อื้ม"
เชียนเริ่นเสวี่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง สลักอักษรสิบหกตัวนี้ไว้ในใจ ในขณะที่เชียนเริ่นหานลืมมันไปในพริบตา
"ลักษณ์ภายนอกเกิดจากใจ แม้เราจะสืบทอดวิญญาณยุทธ์ทูตสวรรค์หกปีกที่เจิดจรัสที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทั้งหมดของเราจะขาวสะอาด หรือหมายความว่าเราเป็นตัวแทนแห่งความยุติธรรม" เชียนเต้าหลิวกล่าว สายตาคมกริบเหลือบมองไปทางวังสังฆราชอย่างแนบเนียน
สีหน้าของเชียนเต้าหลิวเคร่งขรึมขึ้นอย่างมาก เขากล่าวต่อว่า "เพื่อยึดมั่นในอุดมการณ์ของเทพทูตสวรรค์อย่างเคร่งครัด และป้องกันไม่ให้แสงแห่งเทพทูตสวรรค์ต้องแปดเปื้อน จากนี้ไปพวกเจ้าต้องจำคำของปู่ไว้ให้ขึ้นใจ"
เมื่อเผชิญกับสีหน้าจริงจังขั้นสุดของเชียนเต้าหลิว แม้เชียนเริ่นหานจะไม่เต็มใจ แต่ก็จำต้องพยักหน้ารับ
"ลูกหลานตระกูลเชียนของเราต้องมีจิตวิญญาณแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอ่อนน้อมถ่อมตนหมายถึงการนอบน้อมและเคารพต่อผู้อาวุโสและผู้ใหญ่ที่ควรค่าแก่การเคารพและได้สร้างคุณูปการไว้มากมาย"
"นอกจากนี้ ยังต้องมีจิตวิญญาณแห่งความซื่อสัตย์ ลูกหลานตระกูลเชียนต้องกล้าหาญและมีความรับผิดชอบ แข่งขันกับคู่ต่อสู้อย่างยุติธรรม และไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการที่ชั่วร้ายหรือต่ำช้า"
เมื่อได้ยินดังนั้น มุมปากของเชียนเริ่นหานก็กระตุกเล็กน้อย
เชียนเต้าหลิวกล่าวต่อ "จิตวิญญาณแห่งความเมตตา จิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญ จิตวิญญาณแห่งความจริงใจ จิตวิญญาณแห่งความเสียสละ จิตวิญญาณแห่งเกียรติยศ จิตวิญญาณแห่งดวงวิญญาณ"
"จิตวิญญาณเหล่านี้คือสิ่งที่สมาชิกตระกูลทูตสวรรค์ทุกคนต้องจารึกไว้ในใจ แม้ปู่จะไม่กล้าพูดว่าปู่ยึดมั่นในจิตวิญญาณทั้งแปดข้อนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ปู่ก็มีความมั่นใจพอที่จะบอกว่า ตาแก่ผู้นี้ไม่เคยทำให้เกียรติยศของบรรพชนเทพต้องมัวหมอง และไม่เคยทำให้ฐานะผู้สืบทอดตระกูลทูตสวรรค์ต้องเสื่อมเสีย"
'ในเมื่อสวรรค์พาข้ามายังโลกนี้ได้ จะช่วยให้ข้ามีพลังฝึกตนระดับ 100 ตอนนี้เลยไม่ได้หรือไง? ข้าอยากจะซัดตาแก่นี่ให้หน้าบวมปูดสักที'
เทียบกับเชียนเริ่นเสวี่ยที่ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ยิ่งเชียนเริ่นหานฟัง เขาก็ยิ่งรู้สึกอยากจะซัดหน้าคนมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเคยสงสัยว่าทำไมเชียนเริ่นเสวี่ยและเชียนสวินจี๋ถึงได้โง่และหัวรั้นขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น พ่อปูแม่ปูสอนลูกเดินนั่นเอง
โลกโต้วหลัวเป็นโลกแบบไหน? โลกแฟนตาซี แล้วโลกนี้ยึดถืออะไร? กฎแห่งป่าใหญ่ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่ได้รับการยกย่อง ตราบใดที่แข็งแกร่งขึ้นและอยู่รอดได้ วิญญาณจารย์จะใช้วิธีการใดก็ได้ทั้งนั้น แล้วเชียนเต้าหลิวกำลังพล่ามเรื่องอะไรอยู่? คุณธรรมน้ำมิตร จิตวิญญาณอัศวินแบบนั้น นอกจากจะทำให้เสียเปรียบสุดกู่ในโลกโต้วหลัวแล้ว แม้แต่บนดาวโลกสีคราม หากเป็นคนไร้เส้นสาย ต่อให้จบมหาวิทยาลัย ถูกโยนเข้าสังคม ก็คงโดนกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก