- หน้าแรก
- ผมจะเปย์สาวคนไหนก็ได้ ในเมื่อระบบฮาเร็มผมคืนเงินให้สามเท่า
- บทที่ 250 - ห่างกันแค่กำแพงกั้น
บทที่ 250 - ห่างกันแค่กำแพงกั้น
บทที่ 250 - ห่างกันแค่กำแพงกั้น
บทที่ 250 - ห่างกันแค่กำแพงกั้น
เสิ่นหยวนมองตามหลังหลีเมิ่งไป พลันรู้สึกว่าฉากนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน
ใช่แล้ว นี่มันฉากเดียวกับตอนที่เขา "จู่โจม" หลีเมิ่งครั้งแรกเลยนี่นา
แต่คราวนี้สลับฝั่งกันซะงั้น
เมื่อกี้ตอนที่หลีเมิ่งเอามือปิดปากเขา บอกตามตรงว่าเขารู้สึกตื่นเต้นและหวาดเสียวใช่ย่อย หลีเมิ่งในวันนั้นคงรู้สึกแบบเดียวกันสินะ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำเพราะเธอเป็นผู้หญิง
แต่หลีเมิ่งก็เหมือนระเบิดเวลา ไม่รู้ว่าจะระเบิดเมื่อไหร่ เสิ่นหยวนเองก็เดาทางเธอไม่ออก
บทจะเย็นชาก็เย็นชาจนน่ากลัว บทจะหื่นขึ้นมาก็เหมือนสุนัขติดสัด ใครจะไปรับมือไหว?
เสิ่นหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจว่าจะป้อน "ของว่างเรียกน้ำย่อย" ให้หลีเมิ่งสักหน่อย เขาจึงลุกขึ้นเดินไปที่ห้องน้ำ
เขาค่อยๆ ผลักประตูห้องน้ำเข้าไป ภายในห้องอบอวลไปด้วยไอน้ำ เสิ่นหยวนมองเห็นร่างขาวเนียนอวบอัดกำลังฟอกสบู่ตัวอยู่ลางๆ
เนื่องจากหมอกหนาและเสิ่นหยวนย่องเข้ามาเงียบกริบ หลีเสี่ยวจึงไม่ทันรู้ตัว
จนกระทั่งถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอด หลีเสี่ยวถึงร้องอุทานออกมาและพยายามจะดิ้นหนีตามสัญชาตญาณ
แต่พอรู้ว่าเป็นเสิ่นหยวน เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก "เสิ่นหยวน... อย่าแกล้งให้ตกใจแบบนี้สิ"
"ไม่ได้แกล้งสักหน่อย นี่เขาเรียกว่าเติมสีสันให้ชีวิตคู่ต่างหาก"
เสิ่นหยวนกระชับอ้อมกอด โอบรัดร่างนุ่มนิ่มนั้นไว้ สองมือช่วยเธอลูบไล้ฟองสบู่ไปตามเรือนร่าง
ฟองสบู่เริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับปฏิกิริยาของอาจารย์หลีที่เริ่มเปลี่ยนไป ลมหายใจของเธอถี่กระชั้น สายตาเริ่มพร่ามัว
"เสิ่นหยวน ฉันรู้สึกแปลกๆ..."
หลีเสี่ยวหลับตาพริ้ม คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็นระยะ แล้วก็คลายออกด้วยความผ่อนคลาย
"ไม่เป็นไร ผมอยู่นี่แล้ว"
จากนั้นเสิ่นหยวนก็จับอาจารย์หลีพลิกตัว ให้เธอหันหลังให้เขา เพื่อที่เขาจะได้ปีนป่ายภูเขาได้อย่างอิสระ
การสัมผัสผ่านฟองสบู่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการสัมผัสปกติ มันมีความลื่นไหลและนุ่มนวลกว่า เป็นสัมผัสที่มีมิติ
เสิ่นหยวนรู้สึกว่ายังลื่นไม่พอ เลยกดครีมอาบน้ำเพิ่มอีกหน่อย
ตลอดกระบวนการนี้ ถ้าจะให้บรรยายด้วยคำเดียวก็คือ "ลื่น" ถ้าสองคำก็ "ลื่นปรื๊ด" ถ้าสามคำก็ "ลื่นหัวแตก"
ผิวพรรณของอาจารย์หลีขาวผ่องเป็นยองใยอยู่แล้ว พอมีฟองสบู่เคลือบ ยิ่งดูเปล่งปลั่งเย้ายวนสายตา
หลีเสี่ยวเองก็ไม่ต่างกัน นอกจากคิ้วที่ขมวดและคลายสลับกันไปมา มือไม้ของเธอก็เริ่มอยู่ไม่สุข
เดี๋ยวก็ยกแขนขึ้นเกร็งกำหมัดแน่น เดี๋ยวก็ทิ้งแขนลงผ่อนคลายคลายนิ้วออก
ยิ่งช่วงหลังๆ หลีเสี่ยวยิ่งกำมือและคลายมือถี่ขึ้น ถึงขั้นพยายามจะเอื้อมมือมาคว้าจับเสิ่นหยวนที่อยู่ด้านหลัง
"เสิ่นหยวน พอเถอะ กลับไปที่ห้องนอนดีไหม?"
น้ำเสียงของหลีเสี่ยวเจือความอ้อนวอน
"เอาตรงนี้แหละ"
เสิ่นหยวนยังคงลูบไล้ฟองสบู่ต่อไป ใช้จังหวะจะโคนกระตุ้นอารมณ์ของเธอ
"มะ... ไม่ได้นะ หลีเมิ่ง... อยู่แค่ห้องข้างๆ นี่เอง"
"เธอหลับไปแล้วน่า"
เสิ่นหยวนเกลี้ยกล่อม พลางจับมือทั้งสองข้างของหลีเสี่ยวไปยันไว้กับผนังห้องน้ำ "หาหลักยึดให้มั่นนะ รู้ไหม?"
"เสิ่นหยวน..."
หลีเสี่ยวเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ "หลีเมิ่งจะได้ยินจริงๆ นะ"
"ไม่เป็นไรหรอก เด็กดี"
เสิ่นหยวนตีก้นเธอเบาๆ
หลีเสี่ยวกัดริมฝีปากแน่น
...
อีกฝั่งหนึ่งของกำแพงห้องน้ำ คือห้องนอนของหลีเมิ่ง เธอกำลังเอาหูแนบกำแพงตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
"พี่สาว... พี่เขย... ฉัน... ฉันก็..."
"ฉันก็... อ๊าย!"
หลีเมิ่งเหมือนคนหมดแรง ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
เธอเหม่อมองกำแพง จินตนาการบรรเจิดไปไกล "พี่เขย... ฉันรอพี่อยู่นะ..."
...
กลับมาที่อีกฝั่ง
เทียบกับหลีเมิ่งแล้ว สีหน้าของหลีเสี่ยวดูอิ่มเอมและสงบสุขกว่ามาก
เสิ่นหยวนหยิบฝักบัวขึ้นมา ฉีดน้ำใส่เธอเล่น "พักพอรึยังครับ อาจารย์หลี?"
หลีเสี่ยวยกมือขึ้นปัดป้องอย่างอ่อนแรง แต่มือเปล่าจะไปกันน้ำจากฝักบัวได้ยังไง
จนกระทั่งเสิ่นหยวนอาบน้ำฟอกสบู่ให้ตัวเองเสร็จ หลีเสี่ยวถึงพอจะทรงตัวยืนได้ แล้วเดินมาข้างหลังเขา "มาค่ะ ฉันช่วยถูหลังให้"
...
เที่ยงคืน เสิ่นหยวนค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง เอามือโบกผ่านหน้าอาจารย์หลีเพื่อทดสอบ พอเห็นว่านอกจากลมหายใจสม่ำเสมอแล้วเธอไม่มีปฏิกิริยาอื่น เขาถึงย่องเบาออกจากห้องไป
พอออกมาแล้ว เสิ่นหยวนไม่ได้รีบบุกเข้าห้องหลีเมิ่งทันที แต่ไปนั่งรอที่โซฟาในห้องนั่งเล่นก่อน
เผื่อว่าอาจารย์หลีแกล้งหลับ ภายใน 10 นาทีเธอต้องลุกออกมาดูแน่
รอจนครบ 10 นาที หลีเสี่ยวยังไม่มีความเคลื่อนไหว เสิ่นหยวนถึงเตรียมตัวลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันจะได้ยืนเต็มตัว ก็ถูกเงาดำสายหนึ่งกระโจนเข้าใส่จนหงายหลังกลับไปนั่งที่เดิม
เสิ่นหยวนโอบเอวบางร่างน้อยนั้นไว้ สัมผัสที่ได้แตกต่างจากหลีเสี่ยวเมื่อครู่ และไม่ใช่เนื้อผ้าชุดนอนแบบเดิม
หลีเมิ่งพยายามจะเบียดตัวเข้ามาใกล้กว่านี้ แต่เสิ่นหยวนดันตัวเธอไว้ แล้วกวาดตามองสำรวจ
"จำได้ว่าชุดยูนิฟอร์มพวกเธอไม่ใช่แบบนี้นี่?"
เสิ่นหยวนเคยเห็นหลีเมิ่งใส่ชุดแอร์โฮสเตสมาบ้าง เป็นเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มกับกระโปรงทรงสอบ แต่ชุดที่เธอใส่อยู่ตอนนี้เป็นเชิ้ตขาวกับกระโปรงดำรัดรูป
แต่ว่านะ... ชุดคลุมผ้ามันหนาไปหน่อย สู้สัมผัสของเชิ้ตคอตตอนบางๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก...
หลีเมิ่งกัดนิ้วตัวเอง หลับตาพริ้มตอบ "นี่ชุดฝึกงานของหนูค่ะ ไม่ได้ใส่นานแล้ว อุตส่าห์ไปรื้อออกมาเลยนะ"
"หือ?"
เสิ่นหยวนเชยคางเธอขึ้น "ทำไมต้องไปรื้อออกมาด้วยล่ะ?"
"ก็... ก็ชุดทำงานปกติต้องใส่ไปบิน กลัวพี่ทำเลอะ..."
"โอเค เหตุผลนี้ฟังขึ้น"
เสิ่นหยวนปล่อยมือจากคางเธอ แล้วล้วงมือผ่านเกราะป้องกันเลเวลหนึ่งเข้าไปจับกุมเป้าหมายสองจุด ก่อนจะถามต่อ "งั้นบอกมาสิ ทำไมคืนนี้ถึงรุกหนักนัก?"
"..."
หลีเมิ่งหลับตาปี๋ กัดฟันแน่นไม่ยอมตอบ
"หืม?"
เสิ่นหยวนเลิกคิ้ว หยุดมือทันที "แน่ใจนะว่าจะไม่บอก"
หลีเมิ่งลืมตาโพลง รีบจับมือเสิ่นหยวนกลับไปวางที่เดิม ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ "หนู... คืนนี้หนูมีอารมณ์อยู่แล้ว"
เสิ่นหยวนยิ้มเจ้าเล่ห์ "งั้นบอกมาซิ เมื่อกี้ตอนฉันอยู่กับพี่สาวเธอในห้องน้ำ เธอช่วยตัวเองไปรึยัง?"
หลีเมิ่งรู้สึกอับอายขายขี้หน้าสุดๆ กัดริมฝีปากจนหน้าแดงก่ำ
เสิ่นหยวนรู้วิธีจัดการเธอ เขาแกล้งผ่อนแรงมือลง พอหลีเมิ่งรู้สึกขัดใจ เธอก็กลั้นใจตอบ "ระ... รอบนึงค่ะ"
"อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง"
เสิ่นหยวนกลับมาเร่งจังหวะมือเหมือนเดิม แล้วพูดต่อ "เวลาคุยกับพี่ ลืมอะไรไปรึเปล่า?"
"อะ..."
หลีเมิ่งกอดคอเสิ่นหยวนแน่น พร่ำเพ้อไม่หยุด "พี่เขย... พี่เขยขา... พี่เขย..."
มุมปากเสิ่นหยวนยกขึ้น "อยากให้พี่เขยทำอะไรคะ?"
"อยากให้พี่เขย..."
หลีเมิ่งก้มหน้าด้วยความขวยเขิน "อยากให้พี่เขย... *หนู... ได้ไหมคะพี่เขย?"
...
เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ เผลอแป๊บเดียวก็ตีสอง เสิ่นหยวนผละออกจากหลีเมิ่งที่ยังอาลัยอาวรณ์ เดินย่องกลับออกมาที่ระเบียงห้องนั่งเล่น
เขายืนตากลมอยู่ 5 นาที จนกลิ่นคาวโลกีย์จางหายไป ถึงค่อยกลับเข้าไปในห้องนอนของอาจารย์หลี
ทุกครั้งที่มาบ้านอาจารย์หลี เสิ่นหยวนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสายลับสองหน้า ต้องส่งส่วยฝั่งซ้าย แล้วยังต้องรับมือฝั่งขวาอีก
เมื่อไหร่ชีวิตแบบนี้จะจบลงสักที?
เมื่อไหร่ซ้ายกับขวาจะรวมเป็นหนึ่งเดียวได้นะ?
เช้าวันต่อมา เสิ่นหยวนสะดุ้งตื่นเพราะเสียงคุยกันในห้องนั่งเล่น มีเสียงคนหลายคน
สองเสียงเขาคุ้นหูดี แต่อีกเสียงไม่คุ้น แถมยังมีเสียงผู้ชายแทรกมาด้วย
หือ?
เสิ่นหยวนดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ดูนาฬิกา เพิ่งจะ 9 โมงกว่าๆ ทำไมพ่อตามาเร็วจังวะ?
พ่อตายังไม่ได้เข้ามาในห้องนี้ใช่ไหม?
วันนี้คงไม่ได้พกปืนมาหรอกนะ?
เสิ่นหยวนรีบลุกขึ้นใส่กางเกง แต่ตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงคุยกันดังใกล้เข้ามา
"พ่อก็แค่ขอดูหน่อย ห้องลูกสาวตัวเองทำไมจะดูไม่ได้?"
ที่ทางเดินนอกห้อง ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ แต่งตัวภูมิฐาน กำลังจะเดินเข้ามา
แต่หลีเสี่ยวกับหลีเมิ่งรีบเข้าไปขวางไว้ หลีเสี่ยวอ้างว่า "พ่อคะ ห้องหนูรกมากเลย อย่าดูเลยค่ะ ไปดูห้องยัยเมิ่งดีกว่า"
"ใช่ๆ พ่อ ไปดูห้องหนูดีกว่า"
หลีเมิ่งรีบชวนพ่อไปทางห้องตัวเอง
พ่อหลีเป็นตำรวจสายสืบเก่า พิรุธแค่นี้ทำไมเขาจะดูไม่ออก เขารู้ทันทีว่าลูกสาวทั้งสองคนกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
อีกอย่าง เลี้ยงมาตั้ง 20 กว่าปี ลูกสาวคนไหนรักสะอาด คนไหนห้องรก เขาจะไม่รู้ได้ยังไง?
แต่เขาก็ไม่ได้ดึงดัน ยังไงก็ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของลูกสาวบ้าง ขอแค่ข้างในไม่ได้ซุกผู้ชายไว้ก็พอ
เขาเลยเดินตามลูกสาวคนรองไปที่ห้อง กวาดตามองรอบๆ แล้วพยักหน้า "ใช้ได้ เป็นระเบียบกว่าเมื่อก่อนเยอะ สงสัยเพราะอยู่กับพี่สาวเลยติดนิสัยดีๆ มาบ้าง"
รอยยิ้มของพ่อหลีกว้างขึ้น เขาเป็นพวกเห่อลูกสาวขั้นสุด ลูกสาวสองคนคือแก้วตาดวงใจ
คนโตอ่อนหวาน เรียบร้อย กตัญญู ส่วนคนเล็กดื้อรั้น เอาแต่ใจ แถมยังขี้งอนหน่อยๆ
ในสายตาคนเป็นพ่อ ไม่ว่านิสัยแบบไหนก็น่ารักไปหมด
แต่พอคิดว่าลูกสาวจะต้องแต่งงานออกเรือนไป หัวใจคนเป็นพ่อก็เจ็บแปลบ... ไม่รู้ว่าไอ้หนุ่มหน้าไหนจะได้ของดีไปครอง?
หลีเมิ่งลอบถอนหายใจ ได้ยินว่าพ่อแม่จะมา เธออุตส่าห์เก็บห้องซะเรียบกริบ แถมยังเช็คเส้นผมสั้นๆ ตามพื้นอย่างละเอียด
เธอไม่กลัวพี่สาวจะเห็น เพราะพี่สาวสายตาสั้นและไม่ค่อยเข้ามาวุ่นวายในห้องเธอ
แต่พ่อนี่สิ ชอบเดินสำรวจห้อง แถมหูตาไวเป็นสับปะรด เธอเลยไม่กล้าประมาท
ถ้าพ่อรู้ว่าเสิ่นหยวนฟาดเรียบทั้งพี่ทั้งน้อง กลัวว่าเสิ่นหยวนจะไม่ได้เดินออกจากห้องนี้น่ะสิ
เสิ่นหยวนที่อยู่ในห้องนอนใหญ่ก็ถอนหายใจโล่งอกเหมือนกัน โชคดีที่พ่อตาไม่บุกเข้ามาตอนเขากำลังแต่งตัว
เขาจัดการเสื้อผ้าหน้าผมหน้ากระจกจนหล่อเฟี้ยว แล้วเตรียมจะออกไปเผชิญความจริง
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด การเผชิญหน้าอย่างลูกผู้ชายคือทางออกที่ดีที่สุด
แต่พอกำลังจะก้าวเท้า หลีเสี่ยวก็เดินเข้ามา ปิดประตูเบาๆ แล้วดึงแขนเสิ่นหยวนกระซิบว่า:
"เสิ่นหยวน ขอโทษทีนะ พ่อกับแม่เปลี่ยนตั๋วรถไฟเลยมาถึงเร็วกว่ากำหนด เอาเป็นว่าเดี๋ยวเธออย่าเพิ่งออกไปนะ รอให้พวกเราออกไปกินข้าวกันก่อน แล้วเธอค่อยตามไปที่ร้านอาหาร"
"ไม่จำเป็นมั้ง ผมเป็นแฟนคุณนะ ไม่ใช่ชู้รัก จะกลัวอะไร?"
หลีเสี่ยวหน้าเจื่อน "เอ่อ... คือฉันบอกพ่อแค่ว่ามีแฟนแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ด้วยกันแล้ว"
"ยุคไหนสมัยไหนแล้ว เป็นแฟนกันอยู่ด้วยกันเรื่องปกติจะตาย วางใจเถอะ เดี๋ยวผมไปคุยกับคุณลุงคุณป้าเอง"
เสิ่นหยวนคิดว่ายังไงพ่อตาก็ต้องรู้อยู่ดี วันนี้ถือโอกาสเปิดตัวเรื่องอยู่ก่อนแต่งไปเลยจะได้จบๆ
เสิ่นหยวนคิดแค่ว่าเปิดเผยไปเลย แต่หลีเสี่ยวกลับมองว่าเสิ่นหยวนมีความรับผิดชอบมาก เธอมองเขาด้วยสายตาซาบซึ้ง
"ขอบคุณนะ เสิ่นหยวน"
[จบแล้ว]