- หน้าแรก
- ทะลุมิติมายังซื่อเหอหยวน
- บทที่ 66 หารือเรื่องแต่งงาน+หมูตัวนี้มีสมบัติซ่อนอยู่
บทที่ 66 หารือเรื่องแต่งงาน+หมูตัวนี้มีสมบัติซ่อนอยู่
บทที่ 66 หารือเรื่องแต่งงาน+หมูตัวนี้มีสมบัติซ่อนอยู่
บทที่ 66 หารือเรื่องแต่งงาน+หมูตัวนี้มีสมบัติซ่อนอยู่
“เอาล่ะ ๆ พวกนายคุยกันไปเถอะ ฉันกลับไปทำอาหารก่อน เดี๋ยวต้องไปเรียนภาษาต่อด้วย” หลี่หยูโบกมือ ตรงกลับบ้านพร้อมซองเอกสารในมือ ใจเขาอดรู้สึกจนปัญญาไม่ได้
กว่าจะหาทางใช้เงินออกไปตั้ง 100 หยวน สุดท้ายกลับได้เงินคืนมาตั้ง 200 ถึงแม้ในนั้นจะมีเงินมัดจำอยู่ 150 ก็เถอะ แต่ที่เหลือยังมีค่าเช่าบ้านเดือนละ 50 หยวน นี่มันรายได้มหาศาลชัด ๆ อยากใช้เงินให้หมดก็ไม่ง่ายเลยถ้าไม่ซื้อของใหญ่ ๆ
“ช่างเถอะ มีแต่ต้องพยายามหาทางใช้เงินไปเรื่อย ๆ พร้อมกับทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น สร้างเส้นสายไว้มาก ๆ แบบนี้ถึงจะอยู่รอดอย่างมั่นคงได้”
หลี่หยูบ่นพึมพำในใจ ก่อนจะเดินกลับบ้านไป
ทิ้งไว้เพียงเจียตงสวี่กับพวก ยืนอึ้งเหมือนถูกฟ้าผ่า กว่าทุกคนจะได้สติกลับมา เจียตงสวี่ก็หน้าดำคร่ำเครียด หันหลังกลับบ้านไม่พูดอะไรสักคำ
สวี่ต้าม่าวรีบตามไป พลางถามเสียงร้อนรน “แล้วเราจะทำยังไงต่อดีล่ะ? แผนเกือบสำเร็จอยู่แล้วเชียว ทำไมถึงล้มเหลวแบบนี้ แล้วจะเล่นงานเขายังไงต่อ?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง! ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลี่หยูปล่อยบ้านเช่าไปแล้ว ที่สำคัญค่าเช่ายังได้ตั้ง 50 หยวนต่อเดือน! ให้ตายสิ ฉันอุตส่าห์ทำงานเป็นลูกมือ เหนื่อยแทบตายตัวเปื้อนน้ำมันทั้งวัน ทั้งเดือนยังได้แค่ 12 หยวน แต่ หลี่หยูแค่นั่งกินค่าเช่า ปีหนึ่งก็มีตั้ง 600 หยวนแล้ว 600 เชียวนะ! คิดแล้วอยากจะบ้าตาย อ๊ากกกก!!”
เจียตงสวี่แทบคลั่ง รู้สึกเหมือนตัวเองโง่เง่าที่ครั้งก่อนดันไปช่วยพูดให้หลี่หยู สุดท้ายเขากลับได้ผลประโยชน์มหาศาลจนตัวเองเจ็บใจ
“เฮ้อ…กว่าจะเห็นหลี่หยูใช้เงินไปเยอะขนาดนั้น สุดท้ายกลับมีรายได้จากค่าเช่าอีก ในไม่ช้าก็กลับมารวยอยู่ดี มันน่าโมโหจริง ๆ”
สวี่ต้าม่าวเองก็หงุดหงิดไม่แพ้กัน ถึงกับไม่รู้จะหาทางเล่นงานหลี่หยูยังไงต่อไป
“ไม่! จะปล่อยเขารวยขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ไม่ได้ เราต้องหาทางให้เขาใช้เงินต่อไป” เจียตงสวี่กัดฟันพูด
“ใช่ ถึงหลี่หยูจะมีร้านใหญ่ แต่พักหลังเราก็ทำให้เขาเสียเงินไปไม่น้อย ถ้ากดดันเรื่อย ๆ เขาก็ไม่มีทางกลายเป็นเศรษฐีได้หรอก” สวี่ต้าม่าวพยักหน้าเห็นด้วย ตั้งใจว่าจะหาทางบังคับให้หลี่หยูเสียเงินต่อไป
“เอางี้…หาทางให้หลี่หยูจัดงานแต่งงานใหญ่โตที่สุด ให้เขาใช้เงินแบบยับไปเลย ถ้าได้หมดเกลี้ยง 470 หยวนก็ดี!” “ยากไปหรือเปล่า งานเลี้ยงแบบไหนจะใช้เงินได้เยอะขนาดนั้นกัน” สวี่ต้าม่าวขมวดคิ้วแน่น
“ก็จริง…470 หยวน ไม่ใช่เงินเล็กน้อย จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย” เจียตงสวี่ปวดหัวแทบระเบิด คิดไม่ออก มีแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ไม่นานต่อมา หลิวกวงฉีก็กลับมา พอรู้เรื่องทั้งหมด เขาก็หงุดหงิดแทบอยากเอาหัวโขกกำแพง
ทั้งสามคนปรึกษากันอยู่นานก็ไม่มีทางออก ได้แต่ลงความเห็นเหมือนเดิม — ต้องทำให้หลี่หยูใช้เงินให้มากที่สุด และหาทางไม่ให้เขามีงานทำ
“เรื่องงานไม่ต้องห่วง หลี่หยูรับปากเสี่ยวซูไว้แล้ว งานการเขาถูกถ่วงเวลาไป 5 ปีแน่ ๆ” เจียตงสวี่ว่า
“นอกจากเรื่องนั้น สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือบังคับให้เขาใช้เงิน ใช้เงินทุกทางที่เราจะทำได้” หลิวกวงฉีพูดเสริม
“ก็ได้…คงต้องทำแบบนั้น”
สวี่ต้าม่าวถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยายามมานานเกือบสำเร็จแล้วแท้ ๆ แต่สุดท้ายก็พังเพราะค่าเช่าบ้านนี่เอง ที่เจ็บใจกว่าคือไอ้เพื่อนร่วมทีมอย่างเจียตงสวี่นี่แหละ ที่เป็นคนทำให้หลี่หยูได้ร้านค้าไป
ทั้งสามคนได้แต่หน้าบูดบึ้ง เดินแยกย้ายกลับบ้านไป คิดว่าจะหาทางใหม่ทีหลัง
อีกด้านหนึ่ง…
หลี่หยูก็ไปยังโรงเรียน เรียนภาษากับครูหวังเซียนฮัว คราวนี้เรียนภาษาเยอรมัน เพราะความก้าวหน้าเร็วเกินคาด ครูหวังเซียนฮัวจึงแนะนำให้เขาเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มอีกหนึ่งภาษา หลี่หยูตอนแรกไม่อยากเรียนหรอก เพราะจริง ๆ เขาก็พูดได้อยู่แล้ว แต่พอคิดไปคิดมา ก็ตัดสินใจลงเรียน เพราะอย่างน้อยก็เอาไว้เป็นข้ออ้าง เวลาคนอื่นสงสัย จะได้บอกว่าตัวเองเรียนจากครูหวังเซียนฮัว
เขาลงเรียนภาษาอังกฤษอีกหลักสูตร และแน่นอน…ค่าเรียน 100 หยวนก็ถูกยกเว้นให้เหมือนเดิม
ครูพูดเพียงว่า ขอให้หลี่หยูช่วยสอนนักเรียนตอนเย็นวันละหนึ่งชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว
หลี่หยูก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาใช้วิธีสอนที่มีชีวิตชีวา ทำให้เด็กนักเรียนเข้าใจง่าย สนุกกับการเรียนตลอดทั้งชั่วโมง พอจบแล้ว ทุกคนยังอยากฟังต่ออีกไม่รู้จบ…
น่าเสียดายที่ฟ้ามืดเกินไป ทุกคนจึงจำใจเลิกเรียนต่อ
แต่แล้ว…
โชเฟอร์รถบรรทุกอย่างหลิวกั๋วหลี่ กับคุณหนูเฉินตงเหมย ก็ออกมาเรียกร้อง ชวนให้ทุกคนมาหารือเพื่อหาทางออกด้วยกัน สุดท้าย พวกเขาก็คิดหาวิธีได้ ก่อนจะพากันตรงไปยังห้องทำงาน
ในห้องทำงาน
หวังเซียนฮัวกำลังนั่งคุยกับเพื่อนเก่า “ท่านอาจารย์จาง” คุยไปคุยมาก็วกมาที่เรื่องของหลี่หยู
“เหล่าหวัง นักเรียนของนายคนนั้น หลี่หยู นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ฉันแอบไปฟังเขาสอนมาเมื่อกี้ รู้สึกว่าฝีมือใช้ได้เลยทีเดียว” เพื่อนเก่าหัวเราะพลางพูดชม
หวังเซียนฮัวหัวเราะตอบด้วยความมั่นใจ
“นั่นสิ หลี่หยูน่ะเป็นอัจฉริยะด้านภาษา แล้วยังได้เรียนกับฉันโดยตรง ย่อมได้รับแนวคิดการสอนของฉันไปเต็ม ๆ”
“อ๋อเหรอ…แต่ทำไมฉันรู้สึกว่า เขาสอนดีกว่านายอีกล่ะ?” อาจารย์จางหัวเราะถามติดตลก
“เพ้อเจ้อกันทั้งเพ หลี่หยูก็เป็นแค่นักเรียนของฉัน แม้จะสอนได้ดีอยู่บ้าง แต่ยังไงก็เทียบฉันไม่ได้หรอก”
หวังเซียนฮัวพูดอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม ความจริงแล้วสิ่งที่เขาสอนมีแต่ท่องจำตายตัว เด็ก ๆ เลยเข้าใจยาก แต่แน่นอนว่าเขาไม่มีวันพูดเรื่องนี้ออกไปหรอก ต่อหน้าเพื่อนเก่า เขายิ่งต้องอวดให้มากเข้าไว้
ขณะที่เขากำลังคุยโอ้อวดอยู่นั่นเอง—
ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามาได้” หวังเซียนฮัวเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
แอ๊ดดด!
ประตูถูกผลักเปิดออก
คุณหนูเฉินตงเหมยกับโชเฟอร์หลิวกั๋วหลี่ก้าวเข้ามา ตามหลังยังมีนักเรียนอีกหลายคนมาด้วย
“อะไรกันนี่? ทำไมมาพร้อมกันเยอะขนาดนี้? เลิกเรียนไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังไม่กลับบ้าน?” หวังเซียนฮัวถามอย่างงุนงง
“ครูหวัง พวกเรามีข้อเสนอค่ะ เป็นข้อเสนอเกี่ยวกับการสอนของหลี่หยู” เฉินตงเหมยพูดด้วยท่าทางจริงจัง
“ข้อเสนอ? หรือว่าเขาสอนไม่ดีตรงไหน? ไม่เป็นไร ถ้ามีปัญหาก็มาถามฉันได้ ถ้าเรียนกับหลี่หยูแล้วไม่เข้าใจ พวกเธอก็ยังมีฉันอยู่นะ” หวังเซียนฮัวพูดอย่างมั่นใจ พลางเหลือบมองเพื่อนเก่าด้วยสายตาอวด ๆ
แต่เฉินตงเหมยส่ายหัว
“ไม่ใช่เลยค่ะคุณครู เรากลับเห็นว่าหลี่หยูสอนดีมาก เข้าใจง่ายกว่าที่ท่านสอนเสียอีก เพียงแต่วันนี้เขาสอนพวกเราแค่ชั่วโมงเดียว เราคิดว่ามันสั้นเกินไป อยากให้อย่างน้อยสองชั่วโมงเหมือนเมื่อวาน”
“ใช่ครับ ๆ ท่านไม่ต้องเหนื่อยสอนเราก็ได้ เอาเวลาที่ท่านใช้สอน มอบให้หลี่หยูแทนเถอะ”
“คุณครูครับ พูดตรง ๆ เลย คือวิชาของท่านเข้าใจยาก เราพัฒนาได้ช้ามาก แต่พอเรียนกับหลี่หยู กลับพัฒนาได้อย่างเร็วสุด ๆ พวกเราเลยอยากให้เขาสอนนานขึ้นอีกหน่อย”
ตึง!
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่ากลางใจ หวังเซียนฮัวถึงกับตาเบิกโพลง ยืนอึ้งพูดไม่ออก
เขาคิดว่าเด็ก ๆ จะมาฟ้องเรื่องที่หลี่หยูสอนไม่ดี แต่ไม่…กลับเป็นตรงกันข้าม หลี่หยูสอนดีเกินไป! ยิ่งกว่านั้นยังดีกว่าเขาเสียอีก!
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเพิ่งโอ้อวดต่อหน้าเพื่อนเก่าไปหยก ๆ ว่าหลี่หยูยังห่างชั้นจากเขาอยู่มาก…แต่พริบตาเดียวกลับโดนเด็ก ๆ ตบหน้าเข้าเต็ม ๆ แบบนี้
บรรยากาศช่างน่าอึดอัดยิ่งนัก
หวังเซียนฮัวทำได้แค่สูดหายใจเข้าลึก ๆ พูดด้วยเสียงเคร่งขรึม “เรื่องนี้…ฉันจะลองพิจารณาดู พวกเธอกลับบ้านกันได้แล้ว”
“ได้ค่ะคุณครู! แต่อย่าลืมให้หลี่หยูสอนเพิ่มนะคะ ถ้าเราเรียนรู้เร็วขึ้น เราจะได้เอาไปพูดต่อให้คนอื่นมาสมัครเรียนกับท่านด้วย!”
“ใช่ครับคุณครู พวกเราหวังว่าพรุ่งนี้จะได้เห็นหลี่หยูสอนเพิ่มจริง ๆ” เด็ก ๆ พูดเสริมอีกสองสามประโยคก่อนจะทยอยกันออกไป
ในห้องทำงาน ตอนนี้เหลือเพียงหวังเซียนฮัวกับเพื่อนเก่าเท่านั้น
อาจารย์จางพยายามกลั้นหัวเราะจนแก้มสั่น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว “อยากขำก็ขำเถอะ ฉันไม่ถือสาหรอก” หวังเซียนฮัวพูดพลางทำเป็นไม่สนใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
อาจารย์จางระเบิดเสียงหัวเราะทันที ชี้หน้าหัวเราะไม่หยุด หวังเซียนฮัว แรก ๆ ก็ยังทำใจนิ่งได้ แต่พอถูกหัวเราะใส่ต่อเนื่อง เขาก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเหมือนกัน
“พอแล้ว ๆ เจ้าแก่นี่ หัวเราะไม่เลิกสักที!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขำตายฉันแล้ว! แกก็มีวันที่ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับเขาด้วยนะ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเลย ฮ่าฮ่าฮ่า!” อาจารย์จางยังคงหัวเราะลั่น
“ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าหลี่หยูจะฉลาดขนาดนี้ เสียดายที่เด็กคนนี้ไม่ได้อยากเอาดีทางนี้ วันนี้เขามายืมหนังสือจากฉันไปสามเล่ม เป็นเรื่องการซ่อมรถยนต์ ดูท่าแล้ว เขาคงอยากเรียนซ่อมรถจริง ๆ” หวังเซียนหัวพูดขึ้น
“เรียนซ่อมรถเหรอ? สนใจรถยนต์ก็ดีเหมือนกันนะ อีกหน่อยนี่แหละจะกลายเป็นกระแสใหญ่”
“ใช่แล้ว”
กลางคืนวันนั้น
หลี่หยูปั่นจักรยานกลับเข้ามาในซื่อเหอหยวน พร้อมหอบหนังสือกลับมาด้วย หน้าบ้านลุงสามวันนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ ไม่รู้ว่าพวกเจียตงสวี่หายไปไหนกันหมด เขาก้มมองหนังสือในมือ เดิมทีตั้งใจจะถือเอาไว้ให้คนเห็น แต่กลับไม่มีใครอยู่เป็นพยานเสียแล้ว
แอ๊ดด~
ประตูบ้านลุงสามถูกเปิดออก เหยียนเจียเฉิงเดินโงนเงนออกมา “อ้าว? หลี่หยูกลับมาแล้วเหรอ นั่นหนังสืออะไรล่ะ?” เหยียนเจียเฉิงถาม
“อ๋อ ยืมมาจากครูของฉันเอง เป็นหนังสือซ่อมรถยนต์น่ะ ฉันอยากลองอ่านดู เผื่ออนาคตจะได้ศึกษาทางนี้” หลี่หยูยิ้มตอบ
“ซ่อมรถเหรอ? เรื่องนี้ไม่ง่ายเลยนะ ได้ยินว่าของพวกฝรั่งทั้งนั้น” เหยียนเจียเฉิงพูด
“ฉันลองดูแล้ว ไม่ยากเท่าไรหรอก ก็มีพวกเครื่องยนต์ เกียร์ แชสซี ห้องโดยสาร อะไรแบบนั้น แค่ดูเยอะ ๆ ก็เข้าใจได้แล้ว”
“หา? อะไร ‘ซี’ นะ?”
***แชสซีรถยนต์ (Chassis) คือ โครงสร้างหลักของรถยนต์ ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและยึดส่วนประกอบต่างๆ ของรถ เช่น เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ช่วงล่าง ตัวถังรถ เปรียบเสมือน "กระดูกสันหลัง" ของรถ ทำหน้าที่เป็นฐานสำหรับส่วนอื่นๆ และช่วยรับแรงจากการขับขี่ การเลี้ยว การเบรก เพื่อรักษาสภาพรถให้คงเดิม
เหยียนเจียเฉิงงงเป็นไก่ตาแตก ฟังไม่รู้เรื่องว่าหลี่หยูพูดถึงอะไร
“ก็เครื่องยนต์น่ะ เป็นเครื่องจักรที่ใช้เชื้อเพลิงทำให้รถวิ่งได้… เฮ้อ ช่างเถอะ บอกไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก”
หลี่หยูไม่อยากอธิบายให้เสียเวลา อย่างน้อยคนในซื่อเหอหยวนก็รู้แล้วว่าเขากำลังเรียนซ่อมรถ
จากนั้นเขาก็กลับบ้านทันที มุ่งหน้าไปเรียนภาษาต่อ คราวนี้เป็นภาษาเยอรมัน
ช่วงเวลาต่อมา
ซื่อเหอหยวนไม่มีเรื่องอะไรมากนัก
ในวันที่สาม หลี่หยูแวะไปที่บ้านฉินหวยหรู ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวฝ่ายหญิง ทั้งพ่อแม่ฉินต่างพอใจในตัวเขามาก เพื่อนบ้านละแวกนั้นก็ตกตะลึงกับความหล่อเหลาและรูปร่างสูงใหญ่ของหลี่หยู
วันถัดมา
หลี่หยูกลับไปยังหมู่บ้านตระกูลจาง เชิญผู้เฒ่าหมู่บ้านมาร่วมเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายตน พร้อมกับเรียกแม่สื่อหยางมาช่วยเจรจา เข้าพบพ่อแม่ของฉินหวยหรู เพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงาน
สุดท้ายทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะจัดงานแต่งในอีกสามวันข้างหน้า แบบเรียบง่าย แค่มีโต๊ะเลี้ยงอาหารก็พอ
หลี่หยูมีเงินติดตัวเผยออกมา 470 หยวน แถมยังมีค่าเช่าห้องเดือนละ 50 หยวน เขาไม่ได้ขัดสนอะไร แถมยังตั้งใจจะใช้เงินให้เต็มที่ด้วย จึงให้สินสอดไปถึง 100 หยวน
ครอบครัวฉินถึงกับตกใจตาค้าง 100 หยวน! สำหรับคนชนบทนี่มันเรื่องใหญ่ทีเดียว หลังจากที่หลี่หยูกลับไป ข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านฉินเจียทันที
บรรดาป้าทั้งหลายต่างแห่กันมาที่บ้านฉินหวยหรู
“หวยหรู จริงหรือเปล่า? หลี่หยูให้สินสอดตั้ง 100 หยวน?” ป้าชุ่ยหงถามด้วยเสียงสั่น
“ข้างนอกเขาลือกันให้ว่า 100 หยวน จริงไหม?” ป้าซูฟางก็ถามซ้ำ
“จริงจ้ะ พี่หยูเขาดีกับฉันมาก ก็เลยให้สินสอดตั้ง 100 หยวน” ฉินหวยหรูตอบด้วยรอยยิ้มอาย ๆ
“โอ๊ย แม่เจ้าประคุณเอ๊ย! 100 หยวนเชียวนะ ฉันแค่คิดยังไม่กล้าเลย!” ป้าชุ่ยหงตื่นเต้นจนพูดเสียงดัง
“เยอะจริง ๆ หวยหรูเอ๊ย เธอนี่ช่างโชคดีจริง ๆ”
“ใช่แล้ว หลี่หยูทั้งสูง หล่อ มีเงินด้วย แบบนี้หาที่ไหนได้อีก”
“เสียดายจัง ลูกสาวฉันแต่งไปแล้ว ไม่งั้นให้ไปหาคนในเมืองสักคน ขอแค่ได้ครึ่งหนึ่งของหลี่หยูก็ดีใจตายแล้ว”
“น่าอิจฉาจริง ๆ หวยหรู ต่อไปชีวิตเธอมีแต่สุขสบายแล้ว”
ทั้งหมู่บ้านฉินเจียเต็มไปด้วยความคึกคัก ต่างก็ทึ่งกับความใจกว้างของหลี่หยู สาว ๆ หลายคนก็อดอิจฉาโชคชะตาของฉินหวยหรูไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง
หลี่หยูเดินทางกลับมายังปักกิ่ง หลังจากฝ่าฟันระยะทางยาวไกล กลับเข้าสู่ซื่อเหอหยวนอีกครั้ง…
วันนั้นหลี่หยูยุ่งทั้งวัน กว่าจะส่งท่านผู้ใหญ่บ้านกลับไปเสร็จก็เกือบค่ำแล้ว กว่าจะกลับถึงซื่อเหอหยวนก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี ตอนนั้น เจียตงสวี่กับพวกเลิกงานกลับมาแล้ว พอเห็นหลี่หยูก็มารุมถามทันที
“เป็นยังไง ๆ ตกลงเรื่องแต่งงานเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?” เจียตงสวี่ถามอย่างใจร้อน
“เรียบร้อยแล้ว อีกสามวันแต่ง ฉันจะปั่นจักรยานไปรับเจ้าสาวเอง” หลี่หยูยิ้มตอบ
“เร็วจริง ๆ …แล้วสินสอดล่ะ? ให้น้อยหรือว่าเพิ่มเข้าไปอีก?” สวี่ต้าม่าวถามต่อ
“แน่นอน ฉันให้ไปตั้ง 100 หยวนเชียวนะ” หลี่หยูตอบตรง ๆ
“โห 100 หยวน เลยเหรอ! อย่างงี้ก็เหลือแค่ 370 หยวนแล้วสิ?”
“ไม่ถึงหรอก เหลือแค่ 330 เอง ช่วงนี้หมดไปเยอะ ทั้งเลี้ยงข้าว ทั้งของฝาก” หลี่หยูพูดตามจริง
“แต่งงานก็เรื่องใหญ่ จะใช้จ่ายเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก”
พอฟังแบบนี้ หลิวกวงฉีและคนอื่น ๆ ก็ยิ้มออกมา อย่างน้อยแม้หลี่หยูจะมีค่าเช่าเป็นรายเดือน แต่เงินที่หมดไปก็มากพอสมควร พวกเขาเลยรู้สึกสบายใจขึ้น
เจียตงสวี่ฉวยโอกาสพูดขึ้นว่า “อ้อ เรื่องหมูฉันก็สืบให้แล้วนะ ฉันไปหาหนิวต้าจวงมา ตอนนี้เขาไม่ได้เลี้ยงหมูแล้ว แต่หันมาค้าขายหมูแทน เขามีหมูใหญ่ตัวหนึ่ง หนักตั้ง 118 จิน กำลังจะขายเลย แต่ราคาจะแพงกว่าคนอื่นนิดหน่อย แพงกว่าขีดละเฟินหนึ่ง”
ที่จริงตอนเจียตงสวี่ไปหาหนิวต้าจวง ไม่ได้โดนต้อนรับดีเท่าไหร่ สุดท้ายต้องยอมสัญญาให้ช่วยขายหมูแพงกว่าคนอื่นหนึ่งเฟิน จนอีกฝ่ายถึงจะยอมตกลง
หลี่หยูขมวดคิ้ว “ทำไมต้องแพงกว่าคนอื่นด้วยล่ะ ถ้าแพงแบบนั้นฉันไม่เอา”
เจียตงสวี่รีบอธิบาย “อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธ หมูตัวนี้หนัก 118 จิน เลข 118 นี่หมายถึงจะ ‘ร่ำรวยตลอดไป’ นายจะแต่งงานทั้งทีต้องเอาเลขให้เป็นมงคล แบบนี้ชีวิตถึงจะรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังขึ้นในหัวของหลี่หยู [ติ๊ง! ได้รับคำแนะนำ ซื้อหมูหนัก 118 จิน รางวัล: อายุขัย +1 ภายในหมูมี ‘หมูเป่า’ มีเศรษฐีเสนอราคาสูงถึง 1080 หยวน]
หลี่หยูถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าหมูตัวนี้จะมี หมูเป่า อยู่ด้วย
หมูเป่าเป็นก้อนนิ่วหายากในท้องหมู มีค่าทางยาสูงมาก แต่โอกาสเจอนั้นแทบเป็นศูนย์ ของดีแบบนี้ เขาย่อมต้องเอามาขายแน่นอน ส่วนเงิน 1080 หยวน ว่าจะเด่นสะดุดตาไปไหม เขาไม่กังวล เพราะวางแผนจะเอาไปบริจาคให้ทหารตั้ง 1000 หยวน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองด้วย
แต่เขาก็ต้องแสร้งทำเป็นลังเล ไม่อาจรีบตกลงง่าย ๆ ได้
“หลี่หยูเอ๊ย แต่งงานทั้งทีเป็นเรื่องทั้งชีวิตนะ อย่ามัวลังเลเลย” สวี่ต้าม่าวช่วยกล่อม
“ใช่แล้ว เลข 118 เป็นมงคลขนาดนี้ ต้องซื้อไว้สิ” หลิวกวงฉีก็เสริม
“เอาล่ะ พวกนายพูดก็มีเหตุผล ถ้าไม่ซื้อก็คงน่าเสียดายจริง ๆ …งั้นซื้อก็ซื้อ!” หลี่หยูพยักหน้าตกลง
“ฮ่า ๆ ดีมาก! งั้นฉันจะรีบไปหาซื้อมาให้เลย!” เจียตงสวี่ดีใจจนแทบกลั้นไม่อยู่ รีบวิ่งออกไปหาหนิวต้าจวงทันที
“หนิวต้าจวง จับหมูมาเลย ฉันคุยตกลงเรียบร้อยแล้ว หมู 118 จิน ตัวนั้น ขีดละหกเหมา หนึ่งเฟิน” เจียตงสวี่พูดอย่างดีใจ
“อะไรกัน? แกคุยสำเร็จจริงแล้วเหรอ? ใครจะโง่ยอมจ่ายแพงกว่าคนอื่นหนึ่งเฟิน?” หนิวต้าจวงตกใจ
“ก็หลี่หยูไงล่ะ! ไอ้หนุ่มนั่นคราวก่อนทำให้แกเสียเงินตั้งเยอะ ฉันก็อยากแก้แค้นเหมือนกัน คราวนี้พออ้างเรื่องเลขมงคลก็หลอกมันได้สำเร็จ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เจียตงสวี่หัวเราะอย่างสะใจ
หนิวต้าจวงยังไม่วางใจนัก “เอ…แน่ใจนะว่าจะไม่เกิดเรื่องนะ? ฉันยังกลัว ๆ อยู่”
“จะกลัวอะไรล่ะ แกก็ขายหมูไป แถมได้กำไรเพิ่มตั้งเยอะจากเฟินเดียวนี้ ไม่คุ้มรึไง?”
“ก็จริง… งั้นไปจับหมูกันเถอะ”
ว่าแล้วหนิวต้าจวงก็ลงมือจับหมู แต่หมูตัวนั้นดุร้ายสุด ๆ กว่าจะจับได้ก็ยากลำบาก สุดท้ายเจียตงสวี่ต้องช่วยกัน ทั้งสองคน ตัวเหม็นคลุ้งไปหมดกว่าจะสำเร็จ
“โธ่เว้ย เหม็นเป็นบ้า! ถ้าไม่ใช่เพราะอยากแก้แค้น ฉันไม่ยอมเสียแรงหรอก” เจียตงสวี่บ่นไปก็พาหนิวต้าจวงลากหมูกลับมาที่ซื่อเหอยหยวน
เมื่อกลับมาถึงก็เริ่มทำการซื้อขายทันที ทุกอย่างราบรื่น ไม่มีใครเอะใจอะไร
หนิวต้าจวงได้เงินแล้วก็ยิ้มออกมา คิดในใจ ไอ้หนุ่มนี่ช่างโง่จริง ๆ ยอมจ่ายแพงกว่าคนอื่นตั้งเฟินหนึ่ง
ข้าง ๆ เจียตงสวี่ก็ยิ้มแฉ่ง หมูหนัก 118 จิน ตัวนี้ หลี่หยูต้องควักไปถึง 71 หยวน 9 เหมา 8 เฟิน เป็นเงินไม่น้อยเลยทีเดียว ขอแค่ได้เห็นหลี่หยูเสียเงินเยอะ ๆ แบบนี้ เจียตงสวี่ก็พอใจแล้ว!