เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 หลี่หยู

บทที่ 1 หลี่หยู

บทที่ 1 หลี่หยู  


บทที่ 1 หลี่หยู

“หลี่หยู รถเก๋งสีดำคันนั้นซ่อมเสร็จหรือยัง?”

“เรียบร้อยแล้วครับ เป็นเพราะแบตเตอรี่เสีย ผมก็คุยกับเจ้าของรถไว้แล้ว เขาบอกว่าจะมาเอารถหลังจากกินบาร์บีคิวเสร็จ” หลี่หู่ตอบกลับ

“งั้นก็ดี รีบกลับไปพักเถอะ ตอนนี้ก็เกือบห้าทุ่มครึ่งแล้ว”

“ขอบคุณครับ ผู้จัดการ”

หลี่หยูเปลี่ยนชุดทำงานที่เปื้อนน้ำมันออก ร่างกายอ่อนล้าเหมือนถูกถ่วงน้ำหนัก เดินลากเท้ากลับบ้านไป

การซ่อมรถเป็นงานที่โหดจริง ๆ เลิกงานห้าทุ่มถือว่าโชคดีแล้ว บางวันต้องลากยาวไปถึงตีสามตีสี่ก็มีให้เห็นเป็นปกติ

หลายครั้งหลี่หยูก็อดเสียใจไม่ได้ที่ตัวเองก้าวเข้ามาในเส้นทางนี้ เพราะในใจจริง ๆ แล้ว เขารักการแสดงมากกว่า ตั้งแต่เด็กเขาเรียนศิลปะหลายแขนง เข้าศึกษาต่อที่สถาบันศิลปะ แถมหน้าตาก็ดี มีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็นนักแสดง

ทว่าโลกความจริงกลับโหดร้าย เขาไม่มีเส้นสาย ไม่มีแบ็กอัพใหญ่โต ทำได้เพียงรับงานเป็น “นักแสดงตัวประกอบ”

ทำงานตัวประกอบอยู่ปีหนึ่งก็ยังไม่เห็นอนาคต สุดท้ายเลยหันเหเข้าสู่วงการซ่อมรถ และติดอยู่ตรงนี้มานานถึงสิบปีเต็ม เมื่อกลับถึงบ้าน หลี่หยูต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่ไข่สองฟอง ควันร้อน ๆ ลอยคลุ้งขึ้นมา เขารีบซดกินจนหมดชามเพื่อเติมพลัง

หลังจากอิ่มท้อง เขารู้สึกหาววอด ๆ แล้วเดินไปอาบน้ำ แต่พออาบเสร็จ ใส่กางเกงขาสั้นเดินออกมาจากห้องน้ำ อาการเวียนหัวก็ถาโถมเข้าใส่ทันที

“แย่แล้ว…”

เขาพยายามพยุงตัว แต่ยังไม่ทันตั้งหลักก็ทรุดลงไป

“ตุบ!”

“โอ๊ย! เจ็บชะมัด…”

ความเจ็บปวดแล่นวาบที่หน้าผาก เลือดสด ๆ ไหลหยดลงพื้น และบังเอิญหยดลงบนแหวนโบราณวงหนึ่ง

แหวนวงนี้เขาเคยขุดเจอตอนเด็ก ๆ ที่บนภูเขา เก็บไว้ติดตัวมาตลอด

ไม่คาดคิดเลยว่าวันนี้จะพลาดหัวโขกโดนแหวนเสียเอง

“เก็บไว้ตั้งนาน สุดท้ายกลายเป็นตัวซวยซะงั้น” หลี่หยูบ่นพลางหยิบแหวนขึ้นมา ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น เขากลับเห็นแหวนกำลังดูดซับเลือดของตัวเองอย่างชัดเจน

เหตุการณ์ประหลาดทำให้หัวใจเขาสะท้านเฮือก ทำให้เขาคิดจะโยนทิ้ง แต่ไม่ทันแล้ว ทันใดนั้น แสงสีดำเป็นวงหมุนก่อตัวขึ้นห่อหุ้มร่างกาย ก่อนที่เขาจะถูกดูดหายไปจากโลกนี้

——

โลกซื่อเหอหยวน

ฉางผิง เป็นหมู่บ้านตระกูลจาง ภายในบ้านเก่า ๆ หลังหนึ่ง หลี่หยูที่ใส่เพียงกางเกงขาสั้น ยืนตะลึงจ้องมองร่างไร้วิญญาณบนพื้น รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

เพราะใบหน้าของศพนั้น…เหมือนกับเขาไม่มีผิด แถมยังดูอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น! ยิ่งไปกว่านั้น ร่างนั้นกำลังค่อย ๆ สลายหายไปในแสงสีดำ จนกลายเป็นความว่างเปล่า

“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? …ฉันทะลุมิติมาเหรอ? แล้วเมื่อกี้นั่นคือ ‘ตัวฉัน’ ในโลกคู่ขนานงั้นหรือ?”

หลี่หยูใจสั่นระรัว แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก ความหนาวเหน็บก็ทำให้เขาสั่นสะท้านจนพูดแทบไม่ออก

“ข้างนอกหิมะตก หนาวเกินไป ต้องหาเสื้อผ้าใส่ก่อน!”

เขารีบค้นหาทั่วบ้านเก่า ในที่สุดก็เจอเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่มีรอยปะหลายแห่ง พอใส่แล้วถึงได้รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาหน่อย แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ว่า…ร่างกายของตนเปลี่ยนไปแล้ว จากผู้ชายวัยสามสิบกว่า ๆ กลายเป็นหนุ่มวัยสิบหก!

“ไม่น่าเชื่อว่าจะกลับมาเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง…ดูท่าเราจะทะลุมิติมาจริง ๆ งั้นก่อนอื่นต้องหาคำตอบว่าตัวตนใหม่เป็นใครกันแน่”

เขาค้นของในบ้านต่อ และพบเอกสารบางอย่าง ใบจบชั้นประถม จดหมายแนะนำตัว บัตรประชาชน และสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง ด้วยความสงสัย หลี่หยูเปิดอ่านเอกสารเหล่านั้น ก็พบว่าชื่อบนบัตรคือ หลี่หยู เหมือนกับเขาเป๊ะ อายุเพิ่งครบสิบหกปี เขาเปิดสมุดบันทึกต่อไป และก็ได้พบข้อมูลสำคัญมากมาย

“นี่มัน…ปี 1952! ฉันทะลุมิติมาสู่ยุคยากจนหลังสงคราม!”

จากบันทึก เขาค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวของร่างเดิม

หลี่หยูคนนี้ เดิมทีเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหลี่ แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เมื่อสงครามบุกถึง หมู่บ้านก็แตกสลาย ผู้คนต่างกระจัดกระจาย

เขากลายเป็นพวกเร่ร่อนอยู่หลายปี ต้องทนอดทนหนาว ชีวิตแทบไม่ต่างจากการเสี่ยงตายทุกวัน และเพียงสามวันก่อน…

หลี่หยูถูกผู้ใหญ่บ้านตระกูลจางรับไว้เป็นลูกบ้านใหม่ จัดให้เขาอยู่ในกระท่อมเก่า ๆ หลังนี้

น่าเสียดาย…เจ้าของร่างเดิมเคยเร่ร่อนมานานเกินไป ร่างกายทรุดโทรมจนไม่ไหวอีกต่อไป เมื่อครู่ก็เพิ่งสิ้นลมหายใจไปในห้องนี้เอง

“หวังว่าชาติหน้าจะได้เกิดในที่ดี ๆ หน่อยนะ”

หลี่หยูเก็บข้าวของทั้งหมดไว้ แล้วหันสายตามองลานบ้านที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน พลางคิดถึงอนาคตที่กำลังรออยู่

ทันใดนั้น—

[ติ้ง! ยินดีด้วย คุณได้ทะลุมิติมาสู่ ‘โลกซื่อเหอหยวน’ และได้รับ ระบบคำแนะนำ!]

[ฟังคนสอน ฟังคนเตือน แล้วจะไม่อดตาย! เพียงทำตามคำแนะนำของผู้อื่น คุณจะได้รับรางวัล]

“โลกซื่อเหอหยวน…ระบบคำแนะนำนะเหรอ? ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง”

หลี่หยูถึงกับเบิกตากว้าง รู้แล้วว่าทำไมตัวเองถึงได้ทะลุมิติมา พร้อมกับนึกย้อนถึงละครเรื่องในซื่อเหอหยวนที่เขาเคยดูมาก่อน

ตอนนี้เป็นปี 1952 ซึ่งยังอีกนานกว่าตัวละครหลักในเรื่องจะเริ่มปรากฏ ตอนนี้เสาจื้อ (ไอ้ทึ่ม) ก็ยังเป็นเด็กสิบกว่าขวบ เฮ่อต้าชิงก็คงยังไม่หนีบ้าน และฉินหวยหรูเองก็คงยังไม่ได้แต่งงาน

ที่สำคัญก็คือ…เวลานี้ “สิทธิ์ครอบครองทะเบียนปักกิ่ง” (หูโข่ว คือระบบทะเบียนบ้านของจีน) ยังได้มาง่ายมาก แต่ถ้ารอให้การสำรวจประชากรเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะอยากได้ก็ยากเต็มที

“ถ้าอยู่ในชนบท อีกไม่นานก็ต้องเจอการกินข้าวก้นหม้อรวม ต้องผ่านสามปีแห่งทุพภิกขภัย แถมยังมีระบบกองการผลิตอีก…ต้องออกแรงแบกจอบทำไร่ทุกวันแบบนั้นไม่ใช่ชีวิตที่ฉันอยากได้เลย”

หลี่หยูพึมพำกับตัวเอง

“ถ้าเข้าเมืองได้ มีทะเบียนปักกิ่ง ก็กินตามโควตาของรัฐได้ ไม่ต้องอดอยาก เงินก็หาง่ายกว่า อยู่เมืองดีกว่าแน่นอน” เขาตัดสินใจทันทีว่าจะรีบเข้าเมืองกรุงก่อนที่การสำรวจประชากรจะเริ่ม เพื่อหาทางได้ทะเบียนบ้านในปักกิ่งให้เร็วที่สุด

แต่พอมองหิมะที่กำลังโปรยหนักข้างนอก แล้วก้มดูเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ใส่อยู่ หลี่หยูก็ถึงกับหนักใจ จะให้เดินเท้าเข้าเมืองกรุงทั้งหนาวทั้งหิวคงไม่ไหว

“ที่สำคัญคือฉันไม่มีเงิน จะไปนอนที่ไหน? จะเอาอะไรกิน?”

เขาคุ้ยหาของในบ้าน ก็พบเพียงแป้งหยาบกับมันเทศแดงเล็กน้อย พอกินประทังชีวิตได้ไม่เกินสามวัน

“ก่อนอื่นต้องหาทางหาเงินกับเสื้อผ้ากันหนาวให้ได้ จากนั้นค่อยเข้าเมืองไปหางานทำ” หลี่หยูกำหนดแผนการในใจ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย

“ใครน่ะ?” เขาตะโกนถามพลางเดินไปที่ประตู

“พี่หลี่หยู ผมเองจางเสี่ยวจวิน อากาศหนาวเกินไป คุณตาเป็นห่วง เลยให้ผมเอาผ้าห่มมาให้ครับ” เสียงหนุ่มน้อยดังมาจากนอกบ้าน

“อ๋อ ได้ ๆ เดี๋ยวเปิดให้”

หลี่หยูรีบสำรวจตัวเองให้แน่ใจว่าไม่มีพิรุธ ก่อนจะออกมาเปิดประตู ข้างนอกมีเด็กหนุ่มยืนอยู่สองคน คนหนึ่งผอมสูง อีกคนหนึ่งมีไฝฝ้ากระเต็มหน้า

“นี่ชื่อจางหม่าจื่อ” เสี่ยวจวินแนะนำเพื่อน

“ขอบใจมากนะ อากาศหนาวขนาดนี้ยังลำบากเอาผ้าห่มมาให้ ฝากขอบคุณคุณตาด้วย” หลี่หยูพูดด้วยความซาบซึ้ง

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก พวกเราก็คนกันเอง” เสี่ยวจวินยิ้มกว้าง ก่อนจะพูดต่อ “ว่าแต่หิมะกำลังจะหยุดแล้ว อีกเดี๋ยวพวกเราจะไปวางกับดักจับกระต่ายบนเขาหลังหมู่บ้าน สนใจไปด้วยไหม? ที่นั่นไม่ไกลหรอก”

“วางกับดักจับกระต่าย?” หลี่หยูขมวดคิ้ว เขาไม่เคยมีประสบการณ์พวกนี้มาก่อน

“ไปด้วยกันเถอะ เมื่อวานหิมะตกทั้งวัน วันนี้เป็นจังหวะดีที่จะจับกระต่ายพอดี” เสี่ยวจวินยังคงชักชวนต่อ

[ติ้ง! คุณได้รับคำแนะนำ — วางกับดักจับกระต่าย  รางวัล : กระต่ายใหญ่ 3 ตัว + ความจำเพิ่ม 2]

จบบทที่ บทที่ 1 หลี่หยู

คัดลอกลิงก์แล้ว