เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 - ขุนพลยมทูตสามตาผู้ไม่ล้ม!

บทที่ 39 - ขุนพลยมทูตสามตาผู้ไม่ล้ม!

บทที่ 39 - ขุนพลยมทูตสามตาผู้ไม่ล้ม!


บทที่ 39 - ขุนพลยมทูตสามตาผู้ไม่ล้ม!

ทั่วทั้งลานประลองถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ ไอเย็นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

อากาศเต็มไปด้วยความยะเยือกจับขั้วหัวใจ

ทว่า ชั้นน้ำแข็งเหล่านั้นกลับไร้ความหมาย ไม่สามารถหยุดยั้งฝีเท้าของศัตรูได้แม้แต่น้อย

ทุกย่างก้าวของขุนพลยมทูตสามตาเปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาล พื้นน้ำแข็งใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เกล็ดน้ำแข็งปลิวว่อน!

หลัวซ่งหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขาเค้นพลังเวทน้ำแข็งทั้งหมดที่มีออกมาอย่างสุดชีวิต ถึงขั้นรีดเร้นพลังจากเนบิวลาจนแห้งเหือด

โซ่น้ำแข็งพุ่งเข้าใส่ขุนพลยมทูตสามตาราวกับสายฟ้าแลบ

แต่ทันทีที่เข้าใกล้ มันกลับเปราะบางราวกับแก้ว แตกสลายกลายเป็นผงธุลีปลิวหายไปในอากาศ

จะไปสู้กับสัตว์อสูรระดับขุนพลได้ยังไงกัน?

วันนี้มันวันซวยอะไรของข้าวะเนี่ย!

ความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจของหลัวซ่ง เวทน้ำแข็งระดับกลางที่เขาภาคภูมิใจหนักหนา บัดนี้กลับไม่อาจทำให้ขุนพลยมทูตสามตาชะงักได้แม้แต่เสี้ยววินาที!

ในจังหวะที่เขากำลังตะลึงงัน ขุนพลยมทูตสามตาก็เคลื่อนที่ราวกับภูตผีมาปรากฏอยู่ตรงหน้า ฝ่ามือขนาดมหึมาตบลงมาอย่างแรง

หลัวซ่งรู้สึกเหมือนถูกรถสิบล้อชน ร่างกระเด็นลอยละลิ่วไปราวกับว่าวสายป่านขาด

"ยอมแพ้! ข้ายอมแพ้แล้ว!!"

เสียงตะโกนอย่างเสียสติของหลัวซ่งดังลั่นกลางอากาศ นาทีนี้เขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว

เทียบกับการโดนยำเละคาเท้าแบบนี้ ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้หรอก!

"ธาตุวิญญาณมันจะโกงเกินไปแล้ว! แบบนี้จะให้พวกเราสู้ยังไง?"

"จบเห่แล้ว ทรัพยากรปีนี้ของพวกเราหายวับไปกับตาแน่ๆ!!"

ที่บริเวณทางขึ้นเวที กลุ่มนักศึกษาที่รอคิวอยู่ต่างส่งเสียงโอดครวญระงม

ทุกคนรู้ดีแก่ใจ

ต่อให้รวมหัวกันขึ้นไปห้าคน แต่การเผชิญหน้ากับภูตวิญญาณระดับขุนพล ก็ไม่มีทางชนะได้เลย

ใครขึ้นไปก็มีแต่ไปแจกแต้มเปล่าๆ

ขุนพลยมทูตสามตายืนสงบนิ่งอยู่บนจุดสูงสุดของเวที แผ่รังสีอำมหิตที่ชวนให้ขนหัวลุก

ภายใต้เมฆดำทะมึน ร่างของมันดูสูงใหญ่และน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม ราวกับเทพอสูรที่ไม่มีวันพ่ายแพ้

เมฆหมอกทมิฬกดทับเมือง ราวกับจะพังทลายลงมา!

ชั่วขณะหนึ่ง ทั่วทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงัน

ไม่มีใครกล้าก้าวเท้าขึ้นไปบนเวที ราวกับว่าที่นั่นคือเขตแดนแห่งความตาย

แต่ขืนปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปก็ไม่ได้การ

อธิการบดีเซียวมีรอยยิ้มจางๆ ประดับบนใบหน้า มองดูสถานการณ์นี้ด้วยความสนใจ ทำตัวราวกับผู้ชมที่ไม่เกี่ยวข้อง

บนเวที จียงหยวนทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ แล้วเอ่ยขึ้นเรียบๆ "พวกคุณรีบๆ ตกลงกันเถอะว่าจะให้ใครขึ้นมา จะได้จบๆ การแข่งไปเสียที ข้าจะได้กลับไปพักผ่อน"

คำพูดที่แฝงความอวดดีนั้นทำให้นักศึกษาใหม่ข้างล่างพากันกัดฟันกรอด จ้องมองจียงหยวนด้วยสายตาอาฆาต

พวกเขาอยากจะกลายร่างเป็นจอมเวทระดับสูงเสียเดี๋ยวนั้น แล้วกระโดดขึ้นไปถีบจียงหยวนให้ตกเวที

น่าเสียดายที่มันเป็นได้แค่ความเพ้อฝันก่อนจะโดนเชือดเท่านั้น

"ไม่ได้การ ขืนปล่อยให้มันชนะครบสองร้อยคน ทรัพยากรปีนี้จะไม่เหลือถึงมือเราแม้แต่แดงเดียว"

"ยังเหลืออีกตั้งร้อยกว่าคน พวกเราใช้วิธีหมาหมู่ผลัดกันขึ้นไปตัดกำลังภูตวิญญาณนั่นให้หมดแรงตายไปเลยดีกว่า!"

ทันใดนั้น ก็มีคนเสนอไอเดียขึ้นมา

แต่อีกคนกลับกลอกตามองบนใส่เจ้าของไอเดีย แล้วพูดดักคอว่า "ไอ้โง่ เอ็งจำสลับกับสัตว์อัญเชิญแล้วมั้ง ภูตวิญญาณมันเหนื่อยเป็นที่ไหนกัน? พวกมันเหมือนเครื่องจักรนิรันดร์นั่นแหละ ไม่มีวันหมดแรงหรอกเว้ย!"

"ในหนังสือบอกว่าแสงแดดกับเวทแสงมีผลในการกดดันพวกภูตวิญญาณไม่ใช่เหรอ?" จู่ๆ ก็มีคนนึกทฤษฎีเกี่ยวกับธาตุวิญญาณขึ้นมาได้ แววตาเริ่มมีความหวัง

"แสงแดด?"

ทุกคนแหงนหน้ามองฟ้า ก็พบแต่เมฆดำก้อนใหญ่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือสนามประลอง

ถ้าไม่มีแสงสว่างเล็ดลอดลงมาบ้าง ป่านนี้คงมืดเหมือนกลางคืนไปแล้ว

ตอนนี้ความหวังเดียวของพวกเขาคือจอมเวทธาตุแสง

ไม่รอช้า พวกเขารีบจัดแจงดึงตัวนักศึกษาคณะเวทแสงเข้ากลุ่ม หวังจะใช้เวทแสงลดทอนพลังของขุนพลยมทูตสามตา

การแข่งขันดำเนินต่อไป

"ประกายแสง - ตาบอด!"

จอมเวทธาตุแสงพอขึ้นเวทีปุ๊บ ก็ไม่รอช้าปารเบิดแสงใส่ทันที แสงสว่างจ้าสาดส่องไปทั่วเวที

ขุนพลยมทูตสามตาขยับตัวเล็กน้อย แสงจ้านั้นทำให้มันระคายเคืองจนต้องยกมือขึ้นป้องตาตามสัญชาตญาณ

ทุกคนต่างดีใจ

"ได้ผล! ลุยเลยพวกเรา!"

สิ้นเสียงตะโกน สมาชิกในทีมก็กรูกันเข้าไป

จียงหยวนไม่ได้ให้ค่ากับเวทแสงกระจอกๆ นั่นเลย

เวทระดับต้นขั้นที่สาม ต่อให้พยายามแค่ไหน ก็ไม่มีทางกดพลังของขุนพลยมทูตสามตาจากระดับขุนพลขั้นสูงลงมาเหลือขั้นต้นได้หรอก

การประลองครั้งนี้ มันก็แค่การสังหารหมู่ฝ่ายเดียวเหมือนเดิม!

ขุนพลยมทูตสามตาเพียงแค่ตวัดแขนไปมาไม่กี่ครั้ง ร่างของผู้ท้าชิงก็ปลิวว่อนราวกับดาวตก ร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ

เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ บนเวทีก็เหลือเพียงจียงหยวนที่นั่งวางมาดขรึมอยู่คนเดียวเช่นเดิม

ทีมต่อไป

"ประกายแสง - ตาบอด!"

"ลุยยยย!!"

"ปัง ปัง ปัง ปัง~~!"

"โธ่เว้ย แพ้อีกแล้ว!"

ทีมแล้วทีมเล่าเดินขึ้นเวทีด้วยความฮึกเหิม แต่สุดท้ายก็ถูกขุนพลยมทูตสามตาเตะร่วงลงมาอย่างไร้ทางสู้

สีหน้าของทุกคนเริ่มดูไม่ได้ มองดูขุนพลยมทูตสามตาที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงสลัวด้วยความเจ็บใจและสิ้นหวัง

ช่องว่างระหว่างพลังมันห่างชั้นกันเกินไป!

เมื่อจียงหยวนเข้าใกล้เป้าหมายสองร้อยคนเข้าไปทุกที

ในที่สุด ก็มีคนทนไม่ไหว

จอมเวทระดับกลางที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มนักศึกษาใหม่เตรียมจะลงมือแล้ว

'จวงหลีเฟิง' จอมเวทธาตุพืชระดับกลางลุกพรวดขึ้นยืน ตะโกนก้อง "ภูตวิญญาณของมันจะเก่งแค่ไหน ก็มีแค่มันคนเดียวกับภูตวิญญาณตัวเดียว ใครจะร่วมทีมกับข้า เราจะช่วยกันเตะไอ้เด็กอวดดีนั่นลงจากเวที!"

ใช่แล้ว!

ทุกคนพลันคิดได้ ต่อให้ภูตวิญญาณจะเทพแค่ไหน แต่มันก็มีแค่ตัวเดียว

ส่วนฝั่งพวกเขาเป็นทีม สามารถร่วมมือและประสานงานกันได้!

ก่อนหน้านี้มีแต่พวกจอมเวทระดับต้นขึ้นไปสู้ เลยเจาะแนวป้องกันของขุนพลยมทูตสามตาเข้าไปไม่ถึงตัวจียงหยวน

แต่ถ้ามีคนช่วยถ่วงเวลาขุนพลยมทูตสามตาไว้ แล้วให้คนอื่นไปจัดการจอมเวทธาตุวิญญาณที่ไม่มีทางสู้ มันก็หมูๆ เหมือนจัดการจอมเวทอัญเชิญนั่นแหละ!

พอคิดได้แบบนี้ ไฟในการต่อสู้ของหลายคนก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

………

"หึๆ ฝันกลางวันกันอยู่หรือไง"

บนอัฒจันทร์ นักศึกษาชายคนหนึ่งหลุดหัวเราะออกมา

"มีอะไรเหรอสวีเจาทิง?" เพื่อนสาวผมหางม้าทรงสูงข้างกายถามด้วยความสงสัย

นักศึกษาชายคนนี้คือ 'สวีเจาทิง' เพื่อนสมัยมัธยมของจียงหยวนจากโรงเรียนเทียนหลานนั่นเอง

สวีเจาทิงละสายตากลับมา ตอบว่า "เด็กรุ่นน้องธาตุวิญญาณคนนั้นฉันรู้จัก เขาเป็นเพื่อนสมัยมัธยมของฉันเอง"

"เพื่อนสมัยมัธยมเหรอ แล้วนายรู้ไหมว่าเขาฝึกภูตวิญญาณยังไง ทำไมถึงเก่งขนาดนี้" แววตาของฝ่ายหญิงเต็มไปด้วยความอยากรู้

สวีเจาทิงส่ายหน้า "ฉันไม่รู้หรอก ตอนที่รู้จักกัน เขายังไม่ได้ใช้เวทธาตุวิญญาณเลยด้วยซ้ำ"

มองดูท่าทางไร้เทียมทานของจียงหยวนบนเวที ความคิดของสวีเจาทิงก็ล่องลอยกลับไปสู่ค่ำคืนแห่งฝนเลือดที่เมืองป๋อเฉิง

เป็นจียงหยวนคนนี้นี่แหละ ที่ก้าวออกมาท่ามกลางอันตรายรอบด้าน ยืนหยัดต้านทานฝูงหมาป่าปีศาจ เพื่อให้ทุกคนหนีรอดไปยังเขตปลอดภัยได้

ไม่อย่างนั้นเขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมร้ายแรงแค่ไหน

กลับมาเจอกันคราวนี้ จียงหยวนแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้วสินะ!

สมกับเป็นชายที่ข้าสวีเจาทิงยอมรับว่าเท่ที่สุดจริงๆ!!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 39 - ขุนพลยมทูตสามตาผู้ไม่ล้ม!

คัดลอกลิงก์แล้ว