- หน้าแรก
- ระบบจอมเวทหนึ่งธาตุ หนึ่งพรสวรรค์
- บทที่ 16 - สมาคมเวทมนตร์
บทที่ 16 - สมาคมเวทมนตร์
บทที่ 16 - สมาคมเวทมนตร์
บทที่ 16 - สมาคมเวทมนตร์
สาขาสมาคมเวทมนตร์เมืองป๋อเฉิง
เนื่องจากป๋อเฉิงเป็นเพียงเมืองเล็กๆ สมาคมเวทมนตร์จึงไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าอะไรนัก เป็นเพียงอาคารสูงราวหกชั้นตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางเมือง
ผู้คนที่เดินเข้าออกล้วนเป็นบุคคลที่มีหน้ามีตา เพียงกวาดตามองปราดเดียวก็รู้ว่าล้วนเป็นจอมเวทที่หาตัวจับยากในสังคม
ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่วงการจอมเวท คนรอบกายจียงหยวนก็ดูเหมือนจะมีแต่จอมเวทเต็มไปหมด
รถยนต์คันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าสมาคม
ร่างของจียงหยวนก้าวลงจากรถ วันนี้เขาเจาะจงลากิจหนึ่งวันเพื่อมาทำการ 'ปลุกพลัง' ที่สมาคมเวทมนตร์
ปัจจุบันยังไม่มีใครรู้ว่าเขาก้าวเข้าสู่ระดับกลางแล้ว
จียงหยวนคาดหวังว่าการปลุกพลังในวันนี้จะนำความประหลาดใจอะไรมาให้บ้าง
เมื่อนึกย้อนไปถึงการปลุกพลังครั้งแรก ในหัวของเขาก็พร่ำเพ้อถึงพรสวรรค์สองธาตุกำเนิด และเวทมนตร์มิติที่เขาถวิลหามานาน
สมาคมเวทมนตร์เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยแบ่งเป็นช่องทางปกติและช่องทางพิเศษสำหรับจอมเวท จียงหยวนเลือกเดินเข้าสู่โถงใหญ่ผ่านช่องทางปกติที่อยู่ใกล้ที่สุด
ทันทีที่เข้าไป จียงหยวนก็เห็นพนักงานต้อนรับหญิงสวมชุดคลุมยาวสีขาวลายเมฆยืนอยู่ไม่ไกล จึงเดินเข้าไปสอบถาม
"สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าจุดปลุกพลังเวทมนตร์ไปทางไหนครับ?"
พนักงานสาวกวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
'ลูกเศรษฐีที่ไหนอีกเนี่ย ไม่ยอมปลุกพลังที่โรงเรียน แต่ดันเอาเงินมาละลายเล่นที่สมาคม'
เธอเหมาเอาเองว่าจียงหยวนคือนักเรียนที่มาปลุกพลังครั้งแรก
ก็เขาดูเด็กขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่าจียงหยวนคือจอมเวทระดับกลางแล้ว?
ความเร็วในการบ่มเพาะระดับนี้ เรียกว่าติดจรวดก็ยังน้อยไป
"จะมาปลุกพลังสินะ ตามฉันมา" พนักงานสาวตอบเสียงเรียบ เธอปฏิบัติกับคนทั่วไปแบบนี้เป็นปกติ
ถ้าเห็นจียงหยวนเดินมาจากช่องทางพิเศษสำหรับจอมเวท เธอคงปั้นหน้ายิ้มแย้มต้อนรับขับสู้กว่านี้แน่
แต่ในโลกนี้ไม่มีใครจำเป็นต้องยิ้มให้คนอื่นฟรีๆ จียงหยวนเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี จึงเดินตามเธอไปเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร
ความจริงแล้วพนักงานต้อนรับก็เป็นแค่เจ้าหน้าที่บริการ ไม่ใช่จอมเวทด้วยซ้ำ
หลังจากจียงหยวนชำระค่าธรรมเนียมการปลุกพลังเหยียบแสนหยวนเรียบร้อย พนักงานสาวก็พาเขาเข้าไปในห้องที่มีแสงสลัว
ใจกลางห้องมีศิลาปลุกพลังวางตระหง่านอยู่
"แน่ใจนะว่าไม่รับหินนำทาง?" เธอถามย้ำ
"ไม่ครับ" จียงหยวนส่ายหน้า
"งั้นก็เชิญปลุกพลังตามสบาย เสร็จแล้วไปบอกฉันที่หน้าห้องโถงด้วย ขอให้ได้ธาตุที่ถูกใจนะ" แม้น้ำเสียงจะดูขอไปที แต่เธอก็ยังพูดอวยพรตามธรรมเนียมก่อนเดินออกไป
เมื่อเหลือเพียงลำพัง จียงหยวนก็เดินเข้าไปหาศิลาปลุกพลัง
เขาหลับตาลง วางมือทาบบนศิลาที่กลมมนและเย็นเฉียบ ภายในใจพร่ำเรียกหาเวทมนตร์มิติ
ศิลาปลุกพลังที่สัมผัสโดนฝ่ามือมนุษย์ตอบสนองทันที แสงสว่างค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากใจกลางหิน ราวกับแสงดาวที่ส่องประกายในห้องมืด
เส้นสายแห่งแสงดาวเลื้อยพันขึ้นมาบนแขนของจียงหยวน ความรู้สึกคล้ายคลึงกับตอนปลุกพลังครั้งแรก เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่พลุ่งพล่านอยู่ในกายอย่างชัดเจน
ทีละน้อย พลังงานนั้นขุดค้นพลังงานลึกลับอีกสายหนึ่งออกมาจากส่วนลึกของร่างกาย ก่อนจะพุ่งวาบเข้าไปในโลกจิตวิญญาณ
ในโลกจิตวิญญาณอันมืดมิด เนบิวลาสีฟ้าและละอองดาวกลุ่มเล็กๆ กำลังหมุนวนอย่างช้าๆ
ทันใดนั้น โลกจิตวิญญาณก็กระตุกวูบ ราวกับมีชีวิตใหม่กำลังถือกำเนิด
สายฟ้าสีม่วงฟาดผ่านความมืด ละอองดาวสีม่วงก่อตัวขึ้น พร้อมจับจองพื้นที่ของมันในโลกจิตวิญญาณอันกว้างใหญ่ไพศาล
สีม่วง
ธาตุสายฟ้า!
สมองของจียงหยวนเหมือนโดนสายฟ้าฟาด
ผลลัพธ์นี้ก็นับว่ายอดเยี่ยม
ความแข็งแกร่งของธาตุสายฟ้านั้นยืนยงตั้งแต่ต้นเกมยันท้ายเกม แม้ลูกเล่นจะไม่แพรวพราวเท่าเวทมนตร์ดำหรือเวทมนตร์มิติ
แต่การที่มันถูกยกย่องให้เป็นราชันแห่งธาตุย่อมมีเหตุผล
ไม่รู้ว่าธาตุสายฟ้าของเขาในอนาคตจะเทียบกับของโมฝานได้ไหม
ทันทีที่ได้ธาตุสายฟ้า จียงหยวนก็เริ่มวางแผนพัฒนาทันที
เมล็ดพันธุ์แห่งสวรรค์ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
พรศักดิ์สิทธิ์แห่งพาร์เธนอน ก็ต้องคว้ามาให้ได้
พูดถึงโมฝาน ตัวเราปลุกธาตุสายฟ้าได้แล้ว แล้วธาตุที่สองล่ะ ไม่มีเหรอ?
ขณะที่กำลังคิด โลกจิตวิญญาณของจียงหยวนก็กระตุกอีกครั้ง
ศิลาปลุกพลังส่องสว่างขึ้นมาอีกรอบ
แสงเจิดจ้าสาดส่อง ละอองดาวสีแปลกตาก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกจิตวิญญาณ
นี่มัน!!?
จียงหยวนตะลึงงัน เพ่งมองลักษณะของละอองดาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
โดยรวมมันดูโปร่งใส แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นสีม่วงอ่อนจางๆ แฝงอยู่
นี่คือหนึ่งในเวทมนตร์ขาว... ธาตุจิต!
จริงเหรอเนี่ย เป็นเรื่องจริงเหรอ!
เขามีพรสวรรค์สองธาตุกำเนิดเหมือนกับโมฝานจริงๆ ด้วย!
จียงหยวนแทบไม่มีเวลาดีใจที่ได้ธาตุจิต เพราะตอนนี้ทั้งตัวและหัวใจของเขาจมดิ่งอยู่ในความปิติของการมีสองธาตุกำเนิด
ความดีใจนี้มาไวไปไว จียงหยวนกลับสู่ความสงบเยือกเย็นอย่างควบคุมไม่ได้
ไม่สิ ต้องเรียกว่า 'เหตุผลขั้นสูงสุด'
สมองของจียงหยวนในตอนนี้แล่นเร็วผิดปกติ เขาตระหนักได้ทันทีว่าธาตุจิตนำพาอะไรมาให้เขา
"หรือว่าจะเป็น... พรสวรรค์ติดตัวอีกแล้ว?"
เขาอดคิดแบบนั้นไม่ได้
จอมเวททั่วไปมีพรสวรรค์ติดตัวแค่อย่างเดียวก็กลายเป็นลูกรักสวรรค์ที่ใครๆ ต่างจับตามอง เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการเวทมนตร์
ลองนับดูสิ
สองธาตุกำเนิด ควบคุมอุณหภูมิน้ำ วิญญาณหลอมรวม นี่ก็ปาเข้าไปสามอย่างแล้ว
ถ้าธาตุจิตมีอีก ก็เป็นสี่
เดี๋ยวนะ การทำสมาธิได้สองเท่าก็นับเป็นพรสวรรค์เหมือนกัน
งั้นรวมทั้งหมดก็เป็นห้าอย่าง
ถ้าคิดตามหลักว่าหนึ่งธาตุมีหนึ่งพรสวรรค์ เขาชักสงสัยแล้วว่าธาตุสายฟ้าก็น่าจะมีเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่แสดงออกมาตอนนี้
ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้นจนหัวใจแทบระเบิด
แต่สภาวะขั้นสุดยอดของจียงหยวนทำให้จิตใจของเขานิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น เป็นความสงบนิ่งที่แท้จริง
เขาหลับตาลง พยายามค้นหาคำตอบจากละอองดาวธาตุจิต เพื่อยืนยันว่าเขามีพรสวรรค์ใหม่หรือไม่
...
"เสร็จรึยัง?" เสียงดังมาจากหน้าประตู พนักงานต้อนรับสาวผลักประตูเข้ามาโดยพละการ เห็นจียงหยวนยังหลับตาอยู่ก็นึกว่ายังไม่เริ่ม
เธอเร่งยิกๆ "เร็วๆ หน่อย มีคนอื่นมารอคิวต่อแล้ว!"
"ขอโทษที ผมปลุกพลังเสร็จแล้ว ให้เขาเข้ามาได้เลย" จียงหยวนลืมตา เดินออกจากห้อง
เมื่อครู่เขาเพิ่งยืนยันได้ว่าธาตุจิตมีพรสวรรค์ติดตัวจริงๆ แต่ยังไม่ทันได้สัมผัสรายละเอียดลึกซึ้งก็โดนขัดจังหวะเสียก่อน
ตอนนี้รู้แค่ว่าเขาสามารถเปิดปิดสภาวะเหตุผลขั้นสูงสุดนี้ได้ดั่งใจ
ตอนนี้จียงหยวนปิดมันลง ความหงุดหงิดที่โดนพนักงานสาวเปิดประตูเข้ามาขัดจังหวะก็พุ่งขึ้นมาทันที
แม้การรบกวนแค่นี้จะไม่มีผลกับการปลุกพลัง แต่การกระทำของเธอมันไร้มารยาทสิ้นดี
จียงหยวนเดินไปที่โถงหยิบสมุดแสดงความคิดเห็นขึ้นมา เขียนบรรยายยาวเหยียด แล้วลงท้ายด้วยชื่อสังกัด 'หน่วยล่าอสูรเมือง'
ทำเสร็จเขาก็รีบบุรไปบ้านทันที
เขาต้องกลับไปตรวจสอบพรสวรรค์ติดตัวต่อ
รวมถึงของธาตุสายฟ้าด้วย
............
"เหอเยี่ยน เธอมาอ่านดูซิว่าในสมุดนี่เขียนว่าอะไร เธอดูไม่ออกเหรอว่าเขาเป็นจอมเวทผู้ทรงเกียรติ?"
"ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเลือกปฏิบัติ แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ ทัศนคติแย่แบบนี้ฉันจะจ้างเธอต่อได้ยังไง?"
เย็นวันนั้น ผู้จัดการดูแลโถงต้อนรับถือสมุดแสดงความคิดเห็นมาตำหนิเหอเยี่ยน พนักงานต้อนรับที่ดูแลจียงหยวนอย่างรุนแรง
"ฉั... ฉัน... เขาเป็นสมาชิกหน่วยล่าอสูรเมืองเหรอคะ?" เหอเยี่ยนเห็นข้อความในสมุดก็หน้าซีดเผือด
"ไม่ต้องพูดแล้ว พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานอีก กลับไปซะ" ผู้จัดการพูดเสียงเรียบ
"แต่ว่าฉัน..." เหอเยี่ยนพยายามจะยื้อ แต่หัวหน้าไม่เปิดโอกาสให้แม้แต่น้อย เขาจ้องเขม็งแล้วพูดว่า
"ขืนพูดมากอีกคำเดียว จะไม่ใช่แค่ไล่ออกแล้วนะ!"
[จบแล้ว]