เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 109 – ผู้สาปแช่งที่ขุดหลุมฝังศพสองหลุม(5)

บทที่ 109 – ผู้สาปแช่งที่ขุดหลุมฝังศพสองหลุม(5)

บทที่ 109 – ผู้สาปแช่งที่ขุดหลุมฝังศพสองหลุม(5)


บทที่ 109 – ผู้สาปแช่งที่ขุดหลุมฝังศพสองหลุม(5)

เหตุการณ์มันเริ่มขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อน

ตราสัญลักษณ์จอมมารบนศพของริฟ หัวหน้านักผจญภัย ดันทาเลี่ยนและลาพิสนั้นได้ประชุมกันยาวนานในครั้งนั้น จอมมารและลูกครึ่งซัคคิวบัสได้พูดคุยถึงข้อตกลงที่ว่า ทุกๆกลุ่มที่มีหรือแค่อาจจะมีเจตนาร้ายต่อพวกเขาจะต้องถูกทำให้อ่อนแอลง

ทั้งสองต่างประซิบกระซาบในห้องจอมมารที่มีเพดานเป็นถ้ำ

“จากสถานะในปัจจุบันตอนนี้ พวกเราไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่า เบเลี่ยลนั้นเป็นผู้ให้การสนับสนุนริฟ หรืออาจจะเป็นเพียงหนึ่งในอุบายของไพมอนกันแน่ หรือถ้ากรณีที่เลวร้ายที่สุด ไพมอนอาจเป็นผู้ลงมือทำมันด้วยตัวเอง”

“ถูกต้องแล้วค่ะ”

ลาพิสเห็นด้วยแม้จะไม่เต็มใจ

“สำคัญกว่านั้นนะคะ ปัญหาคือ ฝ่าบาทดันทาเลี่ยนน่ะทำตัวโดดเด่นเกินจำเป็น จอมมารตนแรกในประวัติศาสตร์ที่ฆ่าจอมมารด้วยความแค้นส่วนตัว ……ผู้คนย่อมต้องไม่สบายใจกับการมีอยู่ของท่านค่ะ”

“ข้าจะเบี่ยงเบนความสนใจสายตาของจอมมารกับพวกกลุ่มสังคมปีศาจไปก่อน ข้าจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างโอกาสที่จะขยี้ฝ่ายที่มีศักยภาพพอที่จะเป็นอันตรายต่อข้า ทำให้ข้าเชื่อว่า ข้านั้นไม่คู่ควรต่อความกังวลอีกต่อไป”

มันเป็นเวลาที่กองทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทราถูกปลุกปั่นยุยงขึ้นด้วยบุคคลเพียงสองคนเท่านั้น

“ขายสมุนไพรดำให้กับบุคคลชั้นสูงของสังคมมนุษย์เท่านั้น พวกเขาน่ะสามารถจะทำกำไรและการทำแบบนั้นยิ่งก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างสามัญชนกับชนชั้นสูงอีกด้วย”

“ดิฉันได้ปล่อยข่าวที่ว่า ปีศาจเป็นสาเหตุให้เกิดกาฬโรค และยังมีข่าวลืออื่นที่ชนชั้นสูงมนุษย์จะช่วยกันเนื่องจากต้องการกลบเกลื่อนความผิดตัวเองแล้วค่ะ”

หลังจากที่ความเชื่อมั่นเชื่อใจของผู้คนในชาตินั้นดิ่งลงเหวเพราะโรคระบาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราชสกุลแต่ละประเทศนั้นก็จะส่งกองกำลังออกมาในข้ออ่างที่ว่า ‘เพื่อกำจัดจอมมารผู้เป็นเหตุให้เกิดคำสาปร้ายแรงนี่’ ทั้งหมดก็เพื่อฟื้นฟูความเชื่อใจของผู้คน

แต่ละกองทัพนั้นมีทหารสูงสุดราวๆ 2,000 ถึง 5,000 นาย แต่ทุกชาตินั้นต่างมาระดมกำลังทหารอย่างพร้อมเพรียงกัน ชาวประชาแห่งเผ่าปีศาจทำอะไรไม่ได้นอกจากวิตกกังวลว่า ‘ไอ้มนุษย์ระยำนั่น พวกมันวางแผนจะบุกโจมตีพวกเรา’

จอมมารจึงได้ตัดสินใจสู้กลับ แผนก็คือ การบุกโจมตีก่อนกองกำลังฝ่ายมนุษย์ พอจอมมารจากฝ่ายที่ราบได้เข้าสู่การสู้รบกับพวกมนุษย์ จอมมารก็จะเริ่มกังวลยิ่งขึ้น

จากจุดนี้ไปจะเป็นก้าวแรก

“ไม่ว่าจะจากมุมไหน การระดมพลของกองทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทรานั้นจะกลายเป็นการศึกเชิงรับ พวกเราจะทำด้วยแนวคิดที่ว่า เราต้องรุกก่อนไม่เช่นนั้นจะถูกทำร้ายเสียเอง

แต่ถึงอย่างนั้น หากไม่นับฝ่ายที่ราบของบาร์บาทอส ก็มีโอกาสสูงยิ่งที่พวกจอมมารทั้งหลายจะเพลย์เซฟ พวกเขานั้นจะลดการสูญเสียให้น้อยที่สุด ก่อนจะหยุดการสู้รบในที่สุด”

“จากจุดนั้นเอง ฝ่าบาทดันทาเลี่ยนจะเข้าร่วมกับฝ่ายที่ราบ ท่านจะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น โดยการผลักดันฝ่ายที่ราบชนะได้อย่างรวดเร็วที่สุด สิ่งนั้นจะทำให้ราชสกุลของฝ่ายมนุษย์เป็นกังวล”

การที่ฝ่ายที่ราบได้รับมอบหมายให้จัดการกับจักรวรรดิฮับบวร์กนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ดันทาเลี่ยนบอกให้บาร์บาทอสหาทางทำอย่างไรก็ได้ให้ได้รับมอบหมายให้จัดการกับจักรวรรดิฮับบวร์ก นั่นคือ สิ่งที่บาร์บาทอสร้องขอต่อ จอมมารลำดับที่ 1 บาอัล

ตอนนั้นเองที่กองทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทราจะก่อตัวขึ้น บาอัลและบาร์บาทอสได้ทำการแลกเปลี่ยนกัน:

“อันดับ 8 บาร์บาทอส”

“ข้ารอท่านเรียกจนหงุดหงิดแล้วเนี่ย ชัดเจนแน่แล้วว่า ข้าจะไปที่ไหนใช่ไหม?’

“ข้าขอแต่งตั้งเจ้าเป็นผู้บัญชาการภาค 6 จงนำทัพมุ่งไปยังจักรวรรดิ์ฮับบวร์ก ข้าอนุญาตให้เจ้าบัญชาการกองกำลังฝ่ายที่ราบทั้งหมด”

จุดหมายปลายทั้งที่เห็นพ้องต้องกันของจอมมารทั้งสองตน

เป็นไปดั่งแผนที่ดันทาเลี่ยนวางไว้

ิกองทัพภาค 6 แห่งทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทรานั้นได้ถูกส่งไปยังฮับบวร์ก ตรงนี้เองที่ ดันทาเลี่ยนก็อบปี้กลศึกที่ประสบความสำเร็จใน  <Dungeon Attack> และได้รับชัยชนะที่ภูเขาดำ

……ข่าวที่รายงานว่า มอนสเตอร์นับพันตัวสามารถผ่านภูเขาดำไปได้ภายในเวลาแค่ 4 วัน นั้นสร้างความตกตะลึงให้กับพวกมนุษย์ยิ่งกว่าพวกปีศาจ

“กระจายข่าวลือไปโดยทันที บอกกับผู้คนทั้งหลายว่า กองทัพจอมมารนั้นจะไม่ฆ่ามนุษย์ในดินแดนที่พวกเขาพิชิตได้ แต่กลับกันจะให้สมุนไพรดำฟรีๆแทนด้วยซ้ำ”

“ท่านต้องทำอย่างนั้นจริงนะคะ”

“อ้า แน่นอน ข้าทำอยู่แล้ว”

ทีแรกนั้น ดันทาเลี่ยนหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับการสู้กับมาร์คกราฟในการรบ เขาได้หว่านล้อมให้บาร์บาทอสพิชิตดินแดนมาได้โดยไม่เสียเลือดสักหยด

ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่เพียงแต่แจกจ่ายสมุนไพรดำเพื่อเพิ่มความเชื่อใจจากประชาชน แต่เขานั้นยังช่วยกำจัดมอนสเตอร์ชนเผ่าที่อยู่ละแวกข้างเคียงให้ด้วย ดังนั้นสามัญชนทั้งหลายต่างเต็มใจที่จะยกบาร์บาทอสขึ้นเป็นเอิร์ลคนใหม่ของพวกเขา

ข่าวที่ว่า กองทัพจอมมารนั้นได้เดินทัพผ่านภูเขาดำด้วยความเร็วเหลือเชื่ออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประกอบทั้งความจริงเรื่องที่ว่า พวกจอมมารนั้นยอมรับประชาชนเป็นพลเมือง ส่งผลกระทบหนักกับสังคมมนุษย์

กองทัพภาค 6 ของทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทราอาจไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรนัก แต่ ความจริงมันเป็นภัยคุกคามอันใหญ่ยิ่งต่อการมีอยู่ของราชวงศ์ในแต่ละชาติ

ความเชื่อใจของผู้คนต่างตกลงสู่จุดต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมาตั้งแต่เกิดกาฬโรค ดังนั้นไม่สำคัญเลยว่า ผู้ที่แบ่งปันแบ่งจ่ายนั้นจะเป็นจอมมารอะไรใครก็ตาม ความจริงที่ว่า ผู้มอบสมุนไพรดำนั้นเป็นดั่งโอเอซิสท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้งสำหรับผู้ที่ลูกชายและสามีกำลังจะตาย

จนถึงตอนนี้ เหล่ามนุษย์ชาตินับตั้งแต่จักรพรรดิไปจนถึงข้าทาสทั้งหลายต่างร่วมใจกันสู้รบกับกองทัพพันธมิตร แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยากที่จะสมานสามัคคีได้แล้วในครั้งนี้

ความแตกแยกกันระหว่างชนชั้นสูงกับสามัญชนเริ่มรุนแรงมากขึ้น มากยิ่งขึ้นไปอีก สามัญชนและทาสนั้นก่อจราจลด้วยความที่ต้องการสมุนไพรดำในขณะที่เหล่าชนชั้นสูงทั้งหลายกักตุนไว้อย่างไร้เมตตา คำพูดที่ว่า ‘เพื่อมนุษยชาติ’ นั้นใช้ไม่ได้ผลกับสถานการณ์นี้

มันเป็นความจริงที่ว่า มาร์คกราฟ โรเซนเบิร์กนั้นต้องลี้หนีไปจากดินแดนตัวเองทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มสู้สักนิดเลยด้วยซ้ำ

กองกำลังยิ่งใหญ่ของเขา จากเดิม 30,000 นาย หดเล็กลงจนเหลือ  10,000 นาย ในชั่วพริบตาเดียว ซึ่งก็เห็นได้ชัดแล้วว่า หากไม่นับอัศวินประจำตัว พวกทหารเกณฑ์ ทหารรับจ้างทั้งหลายต่างไม่อยากแสดงความภักดีต่อชาติตน

สุดท้ายแล้ว ทั้ง 12 ชาติ ก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า จากประวัติศาสตร์  2,000 ปีที่ผ่านมา การระดมกำลังพลทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทราครั้งที่ 8 นี้ เป็นอันตรายมากที่สุด

จากจุดนั้นก็ไปสู่ขั้นที่สองต่อ

“ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ การที่พวกเราต้องตัดทอนกำลังของทั้งสองฝ่าย ทั้งกองกำลังฝ่ายจอมมาร และทั้งกองกำลังฝ่ายมนุษย์ให้ได้มากที่สุดค่ะ…….”

“ใช่แล้ว พวกเราจะต้องทำให้กองกำลังทั้งสองฝ่ายมุ่งเป้าไปสู่สถานที่แห่งเดียว”

สงครามที่ใส่หนักกันไม่หยุด!

ดันทาเลี่ยนหวังว่า ทั้งสองฝ่ายนั้นจะแลกหมัดกันให้หนักถึงตายเพื่อที่เขาจะได้ซื้อเวลาให้ตัวเองได้เติบโตขึ้น เพื่อการณ์นั้น

ทั้งสองฝ่ายจะต้อง ‘คุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่’ แล้วสาดเททุกอย่างออกมาจนหมดหน้าตัก

ให้พวกจอมมารทั้งหลายคิดว่า พวกเขาจะพ่ายแพ้หากไม่สามารถทะลวงพื้นที่ตรงนี้ได้

ให้พวกมนุษย์ทั้งหลายคิดว่า พวกเขาจะถูกกวาดล้างหากพวกเราไม่สามารถปกป้องพื้นที่ตรงนี้ได้

แล้วต้องทำอะไร มันจึงจะสัมฤทธิ์ผลตามนั้นล่ะ?

“เมื่อพวกมนุษย์ได้รับข่าว ว่ากองทัพพันธมิตรมาถึงแล้ว พวกเขาก็อยากไปเข้าร่วมสงครามกับกองทัพจอมมารที่อาจจะมาบุกโจมตีประเทศของพวกเขา”

ไม่ใช่ทุกชาติหรอกที่มีพรมแดนติดกับจอมมาร ยกเว้น ราชอาณาจักรทิวทัน,จักรวรรดิฮับบวร์ก,ราชอาณาจักรโพลิช-ลิทัวเนีย และ ราชอาณาจักรมอสโคว ชาตินอกเหนือจากชาติพวกนี้น่ะ ต่างห่างไกลจากดินแดนของจอมมารทั้งสิ้น

หากกองทัพจอมมารต้องการจะบุกจักรวรรดิแฟร้งค์ พวกเขาก็ต้องพิชิตจักรวรรดิฮับบวร์ให้ได้ก่อน

นับเป็นโชคเหลือหลาย ที่จักรวรรดิแฟร้งค์นั้นต้องการจัดการกับเหล่าจอมมารในฮับบวร์กแทนที่จะมาจัดการในเขตแดนของตัวเอง พวกเขาอยากจัดการให้ได้ก่อนที่จักรวรรดิฮับบวร์กจะล่มสลาย

การสงครามนั้นสร้างความเสียหายให้แก่ผืนดิน ที่เข้าไปทำการปะทะ ดังนั้นก็ดีกว่าอยู่แล้วที่จะสู้กันบนผืนดินของประเทศอื่นแทนที่จะเป็นประเทศตน

จักรวรรดิแฟร้งค์,สาธารณรัฐบัทตาเวีย,ราชอาณาจักรบริททานี่ ราชอาณาจักรแคสไทล์ และ ราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย

(The Frankish Empire, the Batavia Republic, the Kingdom of Brittany, the Kingdom of Castile, and the Kingdom of Sardinia)

รวมทั้งหมด 5 ชาติ เคลื่อนกองทัพในทันทีที่ป้อมปราการทั้งหลายแห่งภูเขาดำแตกพ่าย

พวกเขาอาจคิดว่า นั่นเป็นโชคดี ที่พวกเขาได้เตรียมทหารแนวหน้าไว้ ซึ่งนั่นเป็นหน่วยทหาร 2,000 ถึง 5,000 นาย ที่พวกเขาได้ส่งไปพิชิตปราสาทจอมมารก่อนที่ กองทัพพันธมิตรจะได้ก่อตัวขึ้น ชาติเหล่านั้นได้ให้ทัพแนวหน้าเดินทัพมาถึงก่อนที่กองกำลังหลักของจริงจะตามมาสมทบด้วย

แต่ละหน่วยต่างเดินทัพมายังชายแดนฮับบวร์ก พวกเขาส่งคำขอมายังจักรวรรดิฮับบวร์กเพื่อขออนุญาตให้เขานั้นสามารถเดินทัพมายังดินแดนแห่งนี้ได้

แต่ถึงกระนั้น ทั้งมกุฏราชกุมารและเจ้าหญิงลำดับสามแห่งจักรวรรดิต่างปฏิเสธคำขอของพวกเขา

มกุฏราชกุมารทำแบบนั้นก็เพราะต้องการจะผูกขาดความสำเร็จไว้กับตัวเอง ในขณะที่เจ้าหญิงลำดับสามทำเพื่อที่จะได้มีโอกาสร่างสัญญาสงบศึกกับกองกำลังจอมมาร

……ชาติต่างๆถึงกับงง พวกเขาไม่เข้าใจสถานการณ์แน่ชัดนัก แต่พวกเขากลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมทั้งที่จอมมารนั้นบุกเข้ามาแล้ว!

ดันทาเลี่ยนเข้าใจถูกต้อง

“หากมีข้ออ้างอันชอบธรรม พวกเขาก็ย่อมต้องยกทัพมาที่ฮับบวร์กโดยไม่ต้องรอการอนุญาต”

“ถูกแล้วค่ะ แล้วท่านตั้งใจจะสร้างข้ออ้างนั้นได้อย่างไรกันคะ?”

“มีเหตุผลที่ว่า ทำไมข้าถึงเลือกจักรวรรดิฮับบวร์ก”

ผมยิ้มชั่วร้าย

“ในตอนนี้ มีการต่อสู้กันทางการเมืองอย่างดุเดือดระหว่างเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ราชสกุลจะเข้ามาดึงอำนาจทางการทหารเผื่อไว้ในกรณีเกิดสงครามขึ้น

สำหรับลอร์ดทั้งหลาย การสงครามนั้นเป็นทั้งวิกฤติและโอกาสที่จะฮุบอำนาจการบัญชาการทหารอย่างถูกกฏหมาย”

“……ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ”

ลาพิสพยักหน้า

“ไม่ว่าจะเป็นเจ้าชายหรือเจ้าหญิงของจักรวรรดิ ท่านก็สามารถหาข้ออ้างได้หากสามารถจับกุมใครสักคนมาได้”

“ถูกต้องแล้ว”

การศึกที่ออสเตอร์ลิทช์นั้นทำให้สงครามประสาทระหว่างจักรวรรดิฮับบวร์กกับชาติอื่นนั้นตึงเครียดหนักขึ้น

มกุฏราชกุมารได้โผล่ตัวออกมาอย่างที่ดันทาเลี่ยนคาดการณ์ไว้ กองทหารของจักรวรรดิพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์

กุญแจที่สำคัญหนึ่งในการรบที่ออสเตอร์ลิทซ์นั้น คือ ความจริงที่ว่า กองทัพจอมมารนั้นไม่ได้ใช้ทหารขี่สัตว์เลย

ซึ่งความจริงแล้วดันทาเลี่ยนกับบาร์บาทอสนั้นเตรียมกองกำลังไว้ต่างหาก เผื่อกรณีที่หัวหน้าฝ่ายศัตรูเกิดหนีรอดไปได้ พวกเขาจะใช้กองกำลังติดตามนั้นส่งไปรอบๆสมรภูมิเพื่อจับกุมตัวหัวหน้าที่พยายามจะหนีไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นทันทีเมื่อสามารถจับกุมมกุฏราชกุมารได้ง่ายถึงเพียงนั้น

สิ่งนั้นยิ่งทำให้ทุกอย่างง่ายดายขึ้นมาก

ในขณะที่บาร์บาทอสชุบชีวิตกองพันอมตะและจอมมารฝ่ายที่ราบกำลังเกณฑ์ทหารมาจากมอนสเตอร์ตามหมู่บ้าน

ดันทาเลี่ยนก็ส่งข้อความถึง ชาติต่างๆ มันเป็นวิดีโอที่มกุฏราชกุมารอยู่ในลูกแก้วเวทย์มนตร์แล้วส่งไป

–ข้า รูดอล์ฟ ฟอน ฮับบวร์ก ผู้มีสิทธิ์อันชอบธรรมในการปกครองจักรวรรดิ ฮับบวร์ก และผู้หนึ่งผู้เดียวเท่านั้นในบัลลังค์อันศักดิ์สิทธิ์

มันช่างน่าเจ็บปวดเหลือเกินที่ข้าต้องกล่าวเช่นนี้ แต่จักรวรรดิของข้าในตอนนี้ประสบกับภัยอันตรายร้ายแรงใกล้เข้ามา

ดังนั้น ตัวข้า รูดอล์ฟ ฟอน ฮับบวร์ก จึงขอส่งคำขอร้องไปยังผู้ปกครองชาติต่างๆที่เชื่อในความรักและความเป็นมิตรแห่งมนุษยชาติ…….

มันก็คือ การขอกำลังเสริมนั่นแหละ

มกุฏราชกุมารน่ะถูกฆ่าตายไปแล้ว และตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าตุ๊กตาที่ชุบชีวิตขึ้นมาด้วยเวทย์มนตร์ของบาร์บาทอส

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางมองออก ผ่านลูกแก้วเวทย์มนตร์ได้หรอก ไม่สิ ต่อให้มองออกหรือรู้ แล้วยังไงกันล่ะ? พวกเหล่าผู้ปกครองชาติต่างๆก็ไม่สนอยู่ดี

ชาติอื่นๆที่กำลังกลัวว่า ชาติตัวเองจะล่มจมเป็นชาติต่อไปหลังจากจักรวรรดิฮับบวร์ก จึงส่งเสียงเชียร์ตะโกนดีใจออกมาเมื่อได้รับข้อความดังกล่าว

เอกสารที่ส่งมากับลูกแก้วนั้น ไม่ได้มีการประทับด้วยตราลัญจกรของมกุฏราชกุมาร พวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่า ผู้ปกครองจักรวรรดิฮับบวร์กตอนนี้คือ อลิซาเบธ เจ้าหญิงลำดับสามแห่งจักรวรรดิ

แต่นั่นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ตอนนี้พวกเขามีข้ออ้างอันชอบธรรมอยู่ในมือแล้ว!

ไม่เพียงแค่ชาติทั้งหลาย แต่ดันทาเลี่ยนได้ส่งข้อความเหล่านั้นไปถึงมาร์คกราฟแห่งจักรวรรดิฮับบวร์กด้วย

โดยเฉพาะกับมาร์คกราฟที่สาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่อ ผู้สืบทอดราชบัลลังค์คนแรก ก็ได้ตอบรับในทันที พวกเขาทำตัวเหมือนไก๊ด์นำทางโดยมาพร้อมกับกองกำลังของชาติอื่น

จากจุดนี้ก็ไปถึงส่วนที่สาม

“……ฝ่าบาทดันทาเลี่ยนช่างเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงค่ะ”

ลาพิสนั้นถอนหายใจแล้ว ถอนหายใจอีกทั้งที่ก่อนหน้าก็ถอนหายใจอย่างต่อเนื่อง

“ไม่มีใครจะสร้างแผนการที่อลังการขนาดนี้หรอกค่ะ ใครจะไปคิดไปนึกได้ว่าต้นกำเนิดแผนทั้งหมดจะเกิดจากสมองของบุคคลเดียว”

“ถ้ามันสำเร็จล่ะก็นะ”

“ตัวดิฉันผู้นี้ไม่กล้าที่จะการันตีความสำเร็จหรอกนะคะ แต่ถึงอย่างนั้น”

ลาพิสมองตรงมายังผม

“ดิฉันยินดีเดิมพันกับอายุขัย 200 ปี ว่าฝ่าบาทดันทาเลี่ยนจะทำสำเร็จอย่างแน่นอน”

“มั่นใจเป็นที่สุดเลยสินะ ใช่แล้วล่ะ ข้าเชื่อว่า ผู้ที่หัวเราะเป็นคนสุดท้าย คือ ข้าเองนี่แหละ”

“ถ้าอย่างนั้นดิฉันจะกลับไปโลกปีศาจแล้วดำเนินการแผนแรกในทันทีนะคะ ……มีอีกอย่างหนึ่งค่ะ ฝ่าบาทคะ ท่านจะให้ชื่อ แผนปฏิบัติการใหญ่นี้ว่าอย่างไรคะ?”

“เราเรียกมันว่า ปฏิบัติการณ์มิเนอร์ว่าก็แล้วกัน(Operation Minerva)”

แล้วบริษัทเคียนคุสก้าก็ได้มีบทบาทสำคัญยิ่งในแผนอลังการนี้

ไม่มีกลุ่มใดที่จะสามารถกระจายข่าวลือ และให้สินบนต่อผู้นำระดับสูงของชาติมนุษย์ได้ดีไปกว่าที่บริษัทเคียนคุสก้าทำได้อีกแล้ว

ปัญหาใหญ่ ถึงแม้ว่า ลาพิสจะคอยช่วยเหลืออย่างสุดกำลังความสามารถ แต่ก็ยังมีคำถามว่า ทั้งบริษัทเคียนคุสก้านั้นจะเล่นไปตามแผนของดันทาเลี่ยนหรือไม่

แน่นอน ดันทาเลี่ยนรู้ว่า พวกเขาช่วยแน่

อิวาร์ ล็อดบรอค แวมไพร์ลอร์ดผู้เป็นเจ้าของบริษัทเคียนคุสก้าที่ดูถูกจอมมารยิ่งกว่าใครๆทั้งปวง!

อิวาร์ ได้มาพบกับดันทาเลี่ยนอย่างลับๆ

พวกเขาพูดคุยกันอย่างจริงจังยาวนานหลายชั่วโมง สีหน้าของอิวานนั้นย้อมไปด้วยความตกตะลึง ก่อนจะกลายเป็นสีหน้าจริงจัง ก่อนจะจบลงด้วยการมองที่เยือกเย็น

เธอเข้าใจแผนการนี้ดีว่า จะมีผลคุกคามต่อจอมมารทั้งหลาย

อิวาร์พูดพึมพัมอะไรบางอย่างออกมา

“……จอมมารผู้ยิ่งใหญ่แห่งอังกอมัวร์  (Great Demon Lord of Angolmois)”

“หืมม?”

ดันทาเลี่ยนมองอิวาร์ ด้วยความฉงนสงสัย อิวาร์ได้แต่ส่ายหัว

“ไม่มีอะไร เรานั้นระลึกถึงบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

อันตัวเรานี้ อิวาร์ ล็อดบรอค อาจจะด้อยไปบ้าง แต่เราขออุทิศการให้การสนับสนุนสุดกำลังเพื่อแผนการของฝ่าบาทดันทาเลี่ยน”

เป็นที่แน่นอนว่า อิวาร์คนนี้นี่แหละที่เตรียมไวน์อันสุดจะแพงแสนแพงตอนที่ไปแวะเยี่ยมเยียนบาร์บาทอส

ความจริงแล้วทั้งหมดเป็นแผนของดันทาเลี่ยน เขามั่นใจในแผนการของเขาว่า จะสามารถล่อกองกำลังของมนุษย์มาได้ แต่เขาไม่รู้ว่า จะล่อกองกำลังจอมมารนอกเหนือจากกองทัพภาค 6 มาได้อย่างไร

ตอนนั้นเองที่เขานึกถึงความเป็นไปได้ที่พวกเขาถูกไล่บี้จากเหล่ามนุษย์ทั้งหลายตอนที่หนีกลับออกมาจากภูเขาดำ

ตอนนั้นเองที่เขาได้พบกับแผนการณ์ที่ไพมอนคิดจะทรยศกองทัพจอมมาร

―ดันทาเลี่ยนตื่นเต้นมาก เขาสุดแสนจะดีใจจนต้องเอาไวน์ทั้งหมดที่มีอยู่ออกมาดื่มด้วยกันกับลอร่า

ทำไมเขาจะไม่ทำอย่างนั้นล่ะ?

ก็ในเมื่อขั้นตอนที่สี่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย อยู่ๆมันก็สำเร็จด้วยตัวเองเสียอย่างนั้น!

“ไพมอน! ช่างโง่เขลาอะไรเช่นนี้!”

เขาระเบิดหัวเราะออกมา

“นี่เธอได้ช่วยเหลือแผนการข้าตั้งแต่เริ่มจนจบเลย!”

ดันทาเลี่ยนนั้นปล่อยข้อมูลให้รั่วไหลไปยัง มาร์บาส แห่งกองทัพภาค 2 , อกาเรสแห่งกองทัพภาค 3 ,เวสซาโก้แห่งกองทัพภาค 4 และกามิกินแห่งกองทัพภาค 5 เพื่อแจ้งให้รู้ว่า ไพมอนแห่งกองทัพภาค 1 วางแผนจะโจมตี บาร์บาทอสแห่งกองทัพภาค 6 อย่างไร

จอมมารโดยมากแล้วก็ไม่ค่อยจะเชื่อข้อมูลที่ปล่อยออกมาจากดันทาเลี่ยนนัก พวกเขาคิดว่า มันไร้สาระสิ้นดี

แต่ถึงอย่างนั้น จอมมารลำดับ 5 มาร์บาส ผู้ซึ่งดันทาเลี่ยนเคยไปเพิ่มแต้มค่าความชอบไว้ในช่วงพิจารณาคดี ในราตรีวีลเพอกีสได้เอาคำพูดของดันทาเลี่ยนไปคิดอย่างจริงจัง

ที่สำคัญที่สุด มาร์บาสรู้จักบุคลิกของไพมอนเป็นอย่างดี เขาไตร่ตรองตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วว่า เป็นไปได้อย่างมาก

มาร์บาสจึงหยุดเดินกองทัพภาค 2 แล้วจับตาดูความเคลื่อนไหวของกองทัพภาค 1

ความจริงก็เป็นเช่นนั้น การเคลื่อนไหวของกองทัพ ภาค 1 นั้นแปลกประหลาด จริงอยู่ที่ฝ่ายภูเขาไม่ชอบสงครามนัก แต่การเคลื่อนไหวของพวกเขานั้นออกจะดูขี้เกียจนิ่งเฉยมากเกินไป และพอกองทัพภาค 1 ยอมเคลื่อนย้ายกองทัพตน พวกเขากลับมุ่งตรงไปยังจักรวรรดิฮับบวร์ก มิใช่ราชอาณาจักรทิวทัน

“……ดันทาเลี่ยนพูดถูก”

มาร์บาสกลืนน้ำลาย

และไม่ใช่แต่เพียงมาร์บาสเท่านั้น ผู้บัญชาการคนอื่นต่างรับข้อมูลไปใคร่ครวญอย่างจริงจัง หรืออย่างน้อยๆก็ส่งสายลับไปยังกองทัพภาค 1 แล้วข่าวที่ว่ากองทัพภาค 1 มุ่งหน้าไปยังฮับบวร์กก็ส่งตรงถึงเหล่าผู้บัญชาการของกองทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทราในทันที

จอมมารระดับสูงทั้งหลายผู้ปกครองเหล่าปีศาจจึงได้มาพร้อมกับการตัดสินใจแล้วว่า

“ทุกคน เกิดเหตุบางอย่าง พวกเราจะมุ่งหน้าไปฮับบวร์ก”

-จอมมารลำดับ 5 มาร์บาส, ผู้บัญชาการกองทัพภาค 2

“อิย๊าาาาา ไพมอน ยัยหนูนี่ ข้าได้ยินเสียงสมองของนางหมุนติ้วๆๆจากที่นี่เลยล่ะ ข้าจะไม่ปล่อยให้นางได้สนุกคนเดียวหรอก! ไปกันเล้ยยย!”

-จอมมารลำดับ 2 อกาเรส, ผู้บัญชาการกองทัพภาค 3

“พวกเราจะเปลี่ยนทิศทางการเดินทัพ”

-จอมมารลำดับ 3 เวสซาโก้, ผู้บัญชาการภาค 4

“เฮ่ออออ เป็นปัญหาอีกจนได้ ข้าก็ว่าอยู่แล้วว่าช่วงนี้รู้สึกไม่ดีเลย”

-จอมมารอันดับ 4 กามิกิน, ผู้บัญชาการภาค 5

กองทัพภาค 2 , 3 , 4 และ 5  ที่เป็นกองกำลังหลักของทัพพันธมิตรเสี้ยวจันทราได้เปลี่ยนเส้นทางไปยังฮับบวร์กในทันที พวกเขาไม่ต้องการให้ไพมอนได้รับความสำเร็จของทัพพันธมิตรไปเพียงแต่ผู้เดียว

ไพมอนในตอนนี้กำลังอึ้งกับการปรากฏตัวของมาร์บาส แต่หากเธอรู้ว่า สามผู้บัญชาการต่างก็กำลังเดินทัพเข้ามาใกล้ เธอคงเป็นลมสลบไป

นับถอยหลังสู่สงครามที่ดันทาเลี่ยนกำลังเฝ้ารออยู่

สงครามที่ว่านั่นกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

จบบทที่ บทที่ 109 – ผู้สาปแช่งที่ขุดหลุมฝังศพสองหลุม(5)

คัดลอกลิงก์แล้ว