เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่  051 –ปาร์ตี้นักผจญภัยแร๊ง E (5)

บทที่  051 –ปาร์ตี้นักผจญภัยแร๊ง E (5)

บทที่  051 –ปาร์ตี้นักผจญภัยแร๊ง E (5)


บทที่  051 –ปาร์ตี้นักผจญภัยแร๊ง E (5)

“ก็อบลิน,ก็อบลินบุกมาแล้ว!”

“ยึดแนวรั้วไว้! แม่งเอ้ย อย่าหนีสิวะ! ยึดรั้วไว้!

“ซีฟาร์ ไอ้แม่งเอ้ย! คิดว่าวิ่งหนีแล้วจะรอดเหรอ ครอบครัวมึงโดนแทนแน่!”

ชาวบ้านต่างตกอยู่ในความวุ่นวายโดยสมบูรณ์ พวกเขารวมตัวหลบอยู่หลังรั้วไม้แต่ดูเหมือนมีบางคนตะโกนให้ชาวบ้านเกาะยึดแนวรั้วไว้ ในขณะที่บางคนกำลังผละจากแนวรั้ว บางคนกรีดร้องอย่างที่ไม่อาจช่วยเหลือ และบางคนหยิบฉวยอะไรก็ได้เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ มีผู้คนมากมายหลากหลายแบบที่แสดงถึงสิ่งที่เรียกว่า ความโกลาหล

พวกเราเฝ้าดูหมู่บ้านจากระยะห่าง ทุ่งที่เป็นชั้นๆรอบหมู่บ้านไม่ช่วยให้มันกลายเป็นวิวทิวทัศน์ที่แสนโรแมนติก แต่เป็นเพียงทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ดีแห่งหนึ่งในสายตาผม หากไม่มีผู้คนที่วิ่งอย่างสิ้นหวังกลับไปที่หมู่บ้าน

ผมพูดขึ้นอย่างสบาย

“ช่างน่าประหลาดมากที่เห็นว่า ไม่มีใครพยายามจะหนีเลยแม้แต่คนเดียว”

“แม้ก็อบลินจะหลั่งไหลมาไม่หยุดก็ตาม แต่ไม่มีมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในหุบเขาจะเลิกล้มง่ายๆ พวกเขาอยู่ในโลกที่ต่างจากพวกขี้ขลาดที่อยู่ในทุ่งหญ้า”

พาร์ซินั้นแสดงความภูมิใจที่ดูล้นเกิน ผมแอบสงสัยว่าคงมีความไม่ถูกกันระหว่างชาวภูเขากับชาวที่ราบ

ผมยิ้มออกมาอย่างขมขื่น แค่มีอะไรที่แตกต่างกันภายนอกแค่นั้นเอง

มนุษย์ก็ยังเป็นประเภทที่ยึดติดกับเหตุผลเพื่อที่จะได้แบ่งแยก

“พวกมันเป็นคนเร่ร่อนในหมู่พวกชั้นต่ำ”

ลอร่าบอกผมขณะที่อยู่ข้างกายผม เธอสะบัดผมสีบลอนด์ให้ลอยไปตามลม แต่วิธีการที่เธอแสดงออกนั้นเท่เสียจนเกือบลืมไปเลยว่า เธอกำลังขี่ลาอยู่

พูดง่ายๆคือ มันช่างน่าขัน หลังจากนี้พอกลับไปผมจะให้ของขวัญเธอเป็นม้าอย่างแน่นอน

“พวกเขาขี่มอนสเตอร์ข้ามแนวเขาเพื่อหนีการเก็บภาษีจากลอร์ดประจำดินแดนนั้น พวกเขาทำแบบนั้นเพื่อปกป้องสิ่งที่เป็นของๆตน แต่โลกไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้หากไม่แก้ไขตน”

“เจ้ารู้สึกผิดที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรือเปล่า?”

“พวกเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่กล้าชี้ดาบเข้าหาฝ่าบาทก่อน หญิงสาวผู้นี้ไม่เคยถูกสอนว่าให้เห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่เป็นศัตรูของฝ่าบาท”

เธอให้คำตอบที่ฟังดูน่าเชื่อถือ

เป็นเวลาพักใหญ่ที่ก็อบลินเริ่มตะโกนกู่ร้องออกมาทั้งที่ผมไม่ได้สั่งพวกมัน มันเหมือนกับฝูงลิงจำนวนมากที่พยายามส่งเสียงแหบๆออกมาโดยมีทั้งเสียงทุ้มแหลม และจังหวะเป็นหนึ่งเดียวกัน

ก็อบลินกระโดดไปรอบข้างอย่างสุ่มๆ ร้องด้วยภาษาที่ผมไม่เข้าใจ━

มันฟังดูคล้ายๆกับเสียง

‘คุรุ กุรุ กุรุ กุรุ!’

━และเต้นระบำไปรอบๆพลางสะบัดแขนสะบัดขา หนึ่งในพวกเขานั้นทุบกลองหนังสีเขียวและตัวอื่นๆก็พยายามทำตามจังหวะนั้น มันเป็นเพลงสดุดีของก็อบลิน.

“จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้”

“ช่างน่าสนใจ ในบรรดาดนตรีทั้งหมดที่ข้าได้เคยฟังมา ข้าชอบเพลงนี้ที่สุดแล้ว”

“ขอประทานอภัย ฝ่าบาท แต่เพลงจำพวกใดที่ฝ่าบาทนั้นชื่นชอบมากที่สุด?”

“ข้าเกลียดดนตรี”

ลอร่าหัวเราะ

ชาวบ้านที่อยู่อีกฝั่งของรั้วก็เร่งเสียงขึ้นอย่างรุนแรงบ้าง เพลงของพวกเขานั้นเป็นเพลงกี่ยวกับการปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวได้ในภูเขา เครื่องดนตรีทุกอย่างถูกหยิบมาใช้ราวกับเป็นวงออเคสตร้า ทักษะทางดนตรีของพวกเขาเห็นได้ชัดเลยว่าสูงกว่าพวกก็อบลิน

เมื่อผู้นำวงดนตรีเริ่มการบรรเลง ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ทำตาม มีบางคนที่จะหยิบเครื่องดนตรีขึ้นมาแล้วเล่นไปตามจังหวะ

ผมถึงได้รู้เรื่องที่ทำให้แปลกใจ ในหมู่ชาวบ้านนั้นมีฆ้องด้วย พูดกันตามตรงนะ ในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหลาย ผมเกลียดฆ้องมากที่สุด ผมสงสัยมาเสมอว่าฆ้องนั้นประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออะไร เล่นกับดนตรีแบบไหน

แต่ถึงอย่างนั้นในโลกเดิมผมก็ยังไขปริศนาไม่ได้ แต่กลับมาเข้าใจในโลกนี้ แทน ผมแน่ใจแล้วว่า ฆ้องนั้นเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้อย่างเป็นทางการในสงคราม!

เนื่องจากเสียงอันดังมากของทั้งฝั่งก็อบลินและมนุษย์ ฆ้องนั้นส่งเสียงดังก้องทะลวงผ่านทุกเสียงที่อยู่ที่นั่น

“ฆ่าพวกมันนน ฆ่ามันให้ตาย!”

“เออ รู้แล้วโว้ย ได้ยินแล้ว!”

“ฆ่าพวกมันนน ฆ่ามันนนนน!”

ทั่วภูเขาใกล้กับเขตหมู่บ้านเต็มไปด้วยเสียงสาปแช่งและเสียงเครื่องดนตรี ว่ากันตามตรงนะ ผมอาจจะเหยียดหยามมากเกินไปหากจะพูดว่า นั่นเป็นเสียงดนตรี แต่ไม่ใช่เลย มันก็แค่เสียงดังหนวกหูเท่านั้น

“นี่พวกเราต้องรออีกนานแค่ไหนกัน!?”

แม้ผมจะตะโกนถามออกไปแต่เสียงของผมกลับถูกเสียงพวกนั้นกลบมิด

“ขอโทษ นายท่าน! ปกติแล้ว มีกฏความวุ่นวายตอนที่กองทัพมนุษย์เผชิญหน้าต่อกัน! มันเป็นข้อตกลงที่ไร้เงื่อนไขที่ว่า ต้องเป็นไปตามนั้นไม่ว่าจะชนะหรือแพ้! ตัวตนต่ำต้อยนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ดูมอนสเตอร์กับมนุษย์สู้กันแบบโกลาหล ดังนั้นผมจึงไม่แน่ใจ!”

“พาร์ซิ!”

“ขอรวบรัด!”

พาร์ซิพยายามตอบด้วยเสียงดังที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“เราจะรอจนกว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนล้า!”

ช่างเป็นกฏที่ง่ายนัก หากไม่ใช่ว่าตอนนี้ผมกำลังฟังเสียงระยำนั่นอยู่ ผมคงพูดสรรเสริญคนที่สร้างกฏนั้นขึ้นมาแล้ว

“แล้วถ้าหาก การศึกมันลากยาวไปอีกล่ะ!?”

“ถ้ามันลากยาว ก็ให้ลากยาวครับ! ถ้าท่านเบื่อ นายท่าน ลองเต้นรำแก้เบื่อดูไหม? ก็อบลินมันก็เริ่มคลั่งกันแล้ว!”

แน่ล่ะ ก็อบลินมันเต้นกันเป็นกลุ่มแล้วตอนนี้ ไม่ว่าจะมองยังไง ผมก็รู้สึกเหมือนกำลังมองพวกพ่อมดที่พยายามเฉลิมฉลองด้วยการอัญเชิญจ้าวปีศาจออกมา

นี่อย่าบอกนะว่า กระโดดจากตรงกลางนั่นแล้วส่ายสะโพกไปด้วย? จะบ้าตายจริงๆ

นับเป็นโชคดีที่ ผิดไปจากที่ผมห่วงไว้ จิตวิญญาณการต่อสู้นั้นมาเร็วไปเร็ว ชาวบ้านไม่เกิน 50 คนนั้นน้อยเกินไปที่จะต่อต้านก็อบลินนับร้อยตัวได้

ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ เสียงของมนุษย์ก็ยิ่งถูกกลบฝังด้วยเพลงสดุดีของก็อบลินก่อนหน้า ยิ่งไปกว่านั้นเหลือแต่เสียงฆ้องที่ได้ยินมาจากฝั่งพวกเขา พวกเขาเริ่มเหนื่อยล้ากันแล้ว

━ เครุรุรุรุ!

━ คิรุรุก! เครุ, คิรุรุรุก!

ก็อบลินส่งเสียงเชียร์ด้วยชัยชนะ พวกนั้นตะโกนไปอีกสักพักหนึ่ง แต่ดูไม่เหนื่อยเลย น่าแปลกเหลือเกิน ในสงคราม ผู้คนนั้นจะหลงลืมความเหนื่อยล้าแล้วเต็มไปด้วยแรงขับทางใจเคลื่อนที่หล่อเลี้ยง

พูดได้ว่า เมื่อสูญเสียจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ทั้งความแข็งแกร่งทางร่างกายทั้งหลายจะถูก ความเครียด ความอ่อนล้า เข้าเหยียบย่ำกดขี่บีทาเหนือคุณ และนั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ณ ตอนนี้

ทหารอาสานั้นได้ย้ายไปรวมกับพวกปาร์ตี้นักผจญภัยชั่วคราว

กำลังคนของเขายังถือว่าขาดแคลนเมื่อเทียบกับมอนสเตอร์ แม้แต่กำลังใจก็ลดลงเช่นกัน

จงชนะก่อนที่จะชนะ กองทัพนั้นจะต้องได้รับชัยชนะแล้วจึงทำการรบ โดยไม่เสียเลือดแม้สักหยด ผู้ชนะได้รับการตัดสินแล้วว่าเป็นฝ่ายไหน

“่ฝ่าบาท ถึงเวลาแล้ว”

“แน่นอน”

“ท่านช่วยพูดบางอย่างก่อนรบได้ไหม?”

ผมหันตัวกลับมา

กองทัพก็อบลินจำนวนมากต่างเบียดเสียดเข้ามาอยู่ในการมองเห็นของผม ผมสามารถมองเห็นพวกมันทุกตนด้วยการกวาดตาเพียงครั้งเดียวเพราะก็อบลินนั้นตัวเตี้ย ก็อบลินสีเขียวที่เต็มหุบเขาสีเขียวขจี จนดูคล้ายกับฝูงหนอนเขียวที่เต้นขลุกขลัก

ผมฉีกคัมภีร์ที่จะช่วยขยายเสียง มีแผ่นโปร่งใสปรากฏขึ้นตรงหน้าผม ผมสั่งใช้ สกิล <การแสดง> ก่อนตะโกนออกมา

“เหล่านักรบทั้งหลาย!”

ดวงตากว่าร้อยคู่หันมาจ้องผมเป็นตาเดียว ผมหยุดชั่วครู่ก่อนจะพูดสุนทรพจน์ต่อ

“ข้าขอให้พวกเจ้าทั้งหลายดูที่รั้วเหล่านั้น!”

ผมเหยียดแขนชี้ไปที่หมู่บ้าน ชาวบ้านต่างก็เงียบเพื่อฟังผมเช่นกัน

“ไอ้พวกชาวภูเขาพวกนั้นมันเย่อหยิ่ง พวกมันสร้างรั้วด้วยคิดว่า ดินแดนนี้เป็นของมัน หลังจากสร้างหมู่บ้านของพวกมันและก่อขึ้นด้วยไม้ พวกมันก็เริ่มทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของภูเขาแถบนี้

……แล้วเจ้าพวกมนุษย์เหล่านั้นเป็นเจ้าของหุบเขาแถบนี้หรือ?”

━ เครุรุรุก!

━ คิรุก! คุรุรุก!

ก็อบลินได้กระโดดไปรอบๆด้วยท่าทางเหมือนลิงที่กำลังโกรธ เมื่อผมถามคำถามนั้น ความดุร้ายของสัตว์ป่าได้แพร่ขยายไปทั่วพื้นที่ ผมสามารถเข้าใจความรู้สึกจากคำพูดของพวกมันนับตั้งแต่ที่ผมเป็นจอมมาร

“ก็อบลินได้อาศัยอยู่ที่นี่ก่อนมนุษย์จะมาวางรั้วของพวกมัน

ก็อบลินได้อาศัยอยู่ที่นี่ก่อนมนุษย์จะมาเริ่มทำฟาร์มของพวกมัน

ก่อนมนุษย์จะกล้ามาเหยียบย่างในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ก็อบลินเคยอยู่ที่นี่มานับร้อยปี!”

━ คิรุรุรุรุร!

“ดีเลย ถ้าอย่างนั้น ขอถามพวกเจ้าหน่อยในฐานะเผ่าพันธุ์ที่น่าภาคภูมิใจแห่งเขาลูกนี้”

ผมยกแขนขึ้น

“พวกเจ้าน่ะ รักภูเขาศักดิ์สิทธิ์แถบนี้ไหม!?”

━ เครุรุก! คุรุก! เครุรุก!

ก็อบลินตอบพร้อมเพรียงกันเช่นเดียวกับที่กระทืบเท้า

ผมตะโกนให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้

“พวกเจ้าคือ นักรบผู้คุมกฏแห่งภูเขานี้ ใช่หรือไม่?!?”

━ เครุก! เครุก! เครุรุก!

“เจ้าจะลงโทษหมูจองหองที่บุกเข้ามาดินแดนของพวกเราหรือไม่!?”

ก็อบลินตะโกนออกมา

“ถูกต้องแล้ว! ฆ่ามัน!”

ผมกำหมัดแน่น

“จงอย่าอภัยให้หมูระยำพวกนั้นที่มาทำให้อาหารพวกเราแปดเปื้อน! เฉือนเนื้อมัน!ถลกหนังมัน! ตัดไส้มัน! ฟันหัวมัน! พิสูจน์ให้พวกมันเห็นว่า ใครเป็นเจ้าของภูเขาลูกนี้ตัวจริง!

ทำให้มันรู้ว่า มันไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากไอ้หมูกักขฬะ แสดงให้พวกมันเห็นว่า ใครคือผู้ล่า ━และใครคือ เหยื่อ!”

ผมหันหลังให้กับกองกำลังก็อบลินจำนวนมากที่ผมพึ่งพูดจบ

ขณะนั้นเอง ลอร่าฉีกม้วนคัมภีร์เวทย์ ซึ่งพวกเราเตรียมไว้ก่อนแล้ว คัมภีร์ที่ฉีกนั้นเป็น เวทย์เทเลพอร์ทระดับกลางโกเลมจึงปรากฏพร้อมกับแสงสว่างสีขาว แผ่นดินไหวเล็กน้อยเมื่อมันมาถึงพื้น ก็อบลินส่งเสียงเชียร์ตะโกนที่กองหนุนปรากฏขึ้น ในขณะที่มนุษย์กรีดร้องด้วยความหวาดผวา

ผมจึงมอบคำสั่งสุดท้าย

“ทหารทุกนาย! บุกเข้าไป!”

━ คูว้าาาาาาา!

━ คิรุรุรุรุก!

เสียงคำรามระบือลั่นเหนือเสียงเพลงทั้งหมด ได้ก้องสะท้อนไปทั่วทุกพื้นที่ โกเลมเป็นแนวหน้านำทัพ รั้วไม้ถูกทำลายราวกับไม้ขีดไฟทันทีที่โกเลมทั้งหลายเหวี่ยงหมัดตันๆ

“นะ-หนีเร็ว!!”

“พวกเราจะตายหมด ถ้าแนวรบถูกดันกลับมา! พวกเราจะตายหมดถ้าแนวหน้าถูกดันกลับมา━!”

“แม่งเอ้ย! ไม่มีทางที่พวกเราจะต้านพวกมันได้!”

“ไม่! ติดกับรั้วไว้! มันไม่สำคัญว่าเป็นหรือตาย ติดกับรั้วไว้สิวะ ไอ้โง่เอ๊ย!”

เพียงการขยับเคลื่อนเพียงครั้งเดียวก็ทำลายกระบวนทัพของชาวบ้าน โกเลมของผมที่เลเวลเฉลี่ยอยู่ที่เลเวล 7 อาจไม่ใช่สิ่งที่ชาวภูเขาจัดการได้โดยง่าย

หากมีแต่ก็อบลิน พวกเขาคงจะปกป้องรั้วไปได้สักพักด้วยการใช้หอกแทงระหว่างรั้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาไม่เคยคิดถึงการที่จะป้องกันจากโกเลม

เมื่อโกเลมทำลายรั้วได้ง่ายดายเหมือนเอาค้อนทุบ ก็อบลินก็หลั่งไหลเข้าไปตามช่องที่เปิดเหมือนกับน้ำ

มันจบแบบนั้นแหละ ชาวบ้านส่วนหนึ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมา คนที่ยังคงสู้อยู่สุดท้ายแล้วก็เสียความตั้งใจที่จะสู้ต่อ เมื่อเห็นคนอื่นวิ่งหนีไป

ยิ่งกว่านั้น พวกนักวิ่งกับนักธนูต่างชนกันเองทำให้ยิ่งสับสนอลหม่านยิ่งกว่าเดิม ก็อบลินและโกเลมก็ได้บุกทำลายเข้าไปเหมือนกับโรยเกลือลงบนแผลสด

“อย่าฆ่━แอ่ก!”

“โอ้ววว อ๊ากกกกก!”

ผมทำลงไปโดยไร้ความปราณี ผมอนุญาตให้ก็อบลินนั้นปล้นสดมภ์ได้ตามสะดวก สำหรับก็อบลิน การปล้นสดมภ์นั้นหมายถึง การเชือดเนื้อเถือกระดูกมนุษย์ มันจะเข่นฆ่าโดยไม่แบ่งแยกว่า เป็นชายเป็นหญิง เป็นเด็กเป็นคนแก่ ต่างได้รับเสมอกันหมด

ผมเดินผ่านเข้าไปท่ามกลางการฆ่าล้างหมู่ ลอร่าและพาร์ซินั้นยืนเคียงข้างเหมือนเป็นบอดี้การ์ด พาร์ซินั้นดูตกใจและหวาดกลัวมาก แต่ก็ยังดีที่เขายังพอมีความกล้ามากพอที่จะไม่โดนทิ้งไว้ข้างหลัง ผมไม่ค่อยอยากเชื่อเลยจากภาพลักษณ์ภายนอกของเขา ความจริงแล้วเขาอายุ 15 ปี

“คุ้มกันยุ้งฉาง กลุ่ม 1 ไปทางนั้น กลุ่ม4 ไปทางนั้น”

ลอร่าได้ให้คำสั่งระหว่างที่เธอกำลังเดินอยู่ ตั้งแต่ที่ผมมอบอำนาจให้เธอมีสิทธิ์ในการสั่ง โกเลมก็ยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ว่ากันตามตรงแล้ว สีหน้าของลอร่านั้นไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่เริ่มการศึกมา ไม่น่าเชื่อ เธอนั้นอายุ 15 ปีเช่นกัน

‘อย่างที่คิดเลยว่า หนุ่มสาวในยุคกลางนั้นจะมีวุฒิภาวะเร็ว’

ผมแอบสะเทือนใจกับผู้คนแห่งยุคนี้

ความจริงที่ชาวบ้านยังคงพยายามสู้กลับแม้ฝ่ายมอนสเตอร์จะได้เปรียบเป็นอย่างมากในแง่จำนวน ได้สร้างความประหลาดใจให้ผม

ผมชะลอการปรากฏตัวของโกเลมเพราะห่วงว่า การต่อสู้อาจเริ่มต้นขึ้นด้วยการที่ชาวบ้านวิ่งหนีก็อบลินทันทีที่เห็น

มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ยอมแพ้มากกว่าที่ผมคิดไว้ เป็นที่แน่นอนว่า มันก็มีบุคคลที่ทิ้งครอบครัว สหายและทุกๆคนเพียงเพื่อจะรักษาชีวิตตัวเองไว้ แต่พวกนั้นก็เป็นจำนวนที่น้อยมากๆ

“โอ ตัวตนผู้ยิ่งใหญ่! ฉันขออ้อนวอนท่าน ไว้ชีวิตเด็กน้อยผู้นี้ด้วย!”

ผู้หญิงที่ทะลุผ่านกำแพงก็อบลินมาและหมอบคลานอยู่หน้าผม เธอทิ้งแขนขวาไว้ที่ไหนสักแห่งในขณะที่แขนซ้ายยังคงอุ้มทารก

ผมหยุดเดิน

“เด็กคนนี้……เด็กคนนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด! ได้โปรด……!”

“ลอร่า”

ไม่จำเป็นสำหรับผมที่ต้องให้คำอธิบายกับเธอ

ลอร่าดึงดาบยาวออกมาจากสะเอวแล้วแทงไปที่อกข้างหญิงผู้นั้นในทันที คมดาบนั้นทะลวงผ่านอกนิ่มๆ ออกมาทางแผ่นหลัง

ลอร่าดึงดาบออกอย่างลื่นไหล เลือดได้กระจัดกระจายเต็มพื้น เธอล้มตัวลงกับพื้น และยังคงอ้อนวอนขอความเห็นใจแม้กระทั่งวาระสุดท้าย

ผมไม่สนใจศพผู้หญิงและทารกที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอ ผมยังคงเดินหน้าต่อไป

พาร์ซิมาทางขวามือผม

“เอ่อ ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องฆ่าคนๆนั้นนี่ครับ?”

“ไม่เลย ไม่จำเป็น”

การมองดูฝูงมนุษย์ที่ถูกฆ่าล้างนั้นช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียใจระดับที่สามารถเรียกได้ว่า เป็นโศกนาฏกรรม

สัญชาติญาณความเป็นแม่ของหญิงผู้นั้นที่ทำให้เธอกล้าผ่านฝูงก็อบลินมาโดยที่ยังเสียแขนทำให้ผมเจ็บปวดใจเหลือเกิน

แต่ถึงอย่างนั้น วางเรื่องความรู้สึกส่วนตัวไว้

นี่คือ การต่อสู้กันระหว่างมอนสเตอร์และมนุษย์ ผมเป็นผู้นำของมอนสเตอร์พวกนี้ ผมไม่ให้ผู้อื่นเห็นว่า ผมมีความเห็นอกเห็นใจแก่พวกมนุษย์

ผมจึงพูดกึ่งการเมืองหยอกกลับไป

“แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่มีเหตุผลที่ข้าต้องไว้ชีวิตเธอด้วยเช่นกัน”

Ο

จบบทที่ บทที่  051 –ปาร์ตี้นักผจญภัยแร๊ง E (5)

คัดลอกลิงก์แล้ว