เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 031  – ฤดูที่อยู่ในนรก(3)

บทที่ 031  – ฤดูที่อยู่ในนรก(3)

บทที่ 031  – ฤดูที่อยู่ในนรก(3)


บทที่ 031  – ฤดูที่อยู่ในนรก(3)

“เจ้าสิ่งมีชีวิตแสนต่ำต้อย เราบอกให้เจ้าถอด”

เธอคิดเพียงไม่นาน ลาพิสได้แกะกระดุม ถอดเสื้อ ตามด้วยกระโปรงเลื่อนหลุดมาอยู่ที่ขา กองลงกับพื้น

“…….”

แสงจากโคมไฟเวทย์นั้นฉายมาที่เธอ ส่วนโค้งละเอียดอ่อนเห็นชัดขึ้นในความมืด

อิวาร์ยืนขึ้น เขาวนรอบตัวลาพิสและใช้ไม้เท้าที่อยู่ในมือขวาแหย่เข้าไปในร่างกายของเธอ ปลายไม้เท้าทิ่มหน้าอก คอ และสะโพก ดูไปก็คล้ายกับกำลังประเมินสินค้า

“เจ้ายังบริสุทธิ์อยู่รึ?”

“ค่ะ”

“แม้จะเป็นเพียงลูกครึ่งซัคคิวบัสที่ต้อยต่ำ แต่เจ้าก็ยังถือพรหมจรรย์ไว้ อย่างนี้นี่เอง”

“ดิฉันมีความสามารถมากพอจะปกป้องเรือนร่างตนเองค่ะ และยิ่งไปกว่านั้น…….”

“ยิ่งไปกว่านั้น?”

“ดิฉันไม่ปรารถนาจะให้ความบริสุทธิ์ของดิฉันเสียไปอย่างไร้ราคา”

อิวาร์แสยะยิ้ม

“ช่างเป็นแนวคิดของพ่อค้าเสียนี่กระไร ถ้าอย่างนั้นเจ้าเชื่อจริงหรือ ว่า การถวายความบริสุทธิ์ให้ตัวเรานั้นจะคุ้มค่า?”

“ใช่ค่ะ”

“ตัดสินใจตามสถานการณ์ได้ไวเสียจริง อย่างนี้นี่เอง”

เขาเผยรอยยิ้มที่พึงพอใจออกมา

ลาพิสรู้ว่า อิวาร์มิได้ปรารถนาในเรือนร่างเธอตั้งแต่แรก ผู้มีสายเลือกซัคคิวบัสไหลอยู่ในกายจะสามารถสัมผัสได้ถึงตัณหาราคะของผู้อื่น สิ่งที่เธอทำนั้นเป็นเพียงการกระทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากที่เธอรู้ว่า มันไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าการทดสอบ

อิวาร์หยิบไม้เท้ามาแล้วเดินรอบลาพิสเป็นวงกลม

“อันตัวเรานั้นเป็นหนึ่งในห้า แวมไพร์ลอร์ดที่เหลืออยู่ในโลก ผู้ได้รับสืบทอดสายเลือดสูงศักดิ์ที่สามารถรักษาไว้ได้ถึงหนึ่งหมื่นปี เหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงได้ให้คุณค่ากับสายเลือดในโลกปีศาจแทนที่จะเป็นเหตุผลน่าเบื่ออย่างอำนาจ

มันมีสิ่งหนึ่งที่ได้พิสูจน์มาแล้วข้ามผ่านกาลอันยาวนาน มันง่ายทีจะทำให้สำเร็จในหนึ่งรุ่น มีผู้คนมากมายที่สำเร็จเช่นนั้น แล้วการสำเร็จถึง2รุ่นเล่า?

การที่คนรุ่นก่อนประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องยาก แต่แล้วรุ่นที่ 3 ? รุ่นที่4 ? แล้วหากเป็นรุ่นที่ 50,100และ200เล่า?”

โทนเสียงของอิวาร์ต่ำลง

“นั่นก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นไปไม่ได้มากขึ้นอีก เจ้าต้องไม่เหลิงเพราะความสำเร็จจากสายเลือดที่ทำได้นอดีต เจ้าต้องปฏิบัติกับทุกๆรุ่นราวกับเป็นรุ่นแรกและขัดเกลาตัวเองราวกับมันจะไม่มีวันจบ

ความเจ็บปวดและความอดกลั้นที่จะทำไปสู่ความไม่รู้จบนับร้อยปี

นี่คือ ความยิ่งใหญ่แห่งสายเลือด ไม่ใช่อะไรที่จะสามารถสำเร็จได้เพียงในรุ่นเดียว

ในช่วงหนึ่งของกาลเวลา แวมไพร์ทุกตนเคยมีสายเลือดบริสุทธิ์ แต่ถึงกระนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เหลือเพียงสายเลือดบริสุทธิ์เพียง 5 ตน ที่เหล่าปีศาจนับถือ และยกให้เป็นแวมไพร์ลอร์ด สายเลือดแท้

“แม้พวกเขาจะถูกเรียกว่าเป็น จอมมาร แต่พวกเขาไม่เคยถ่ายทอดความสำเร็จไปได้ไกลเกินกว่า หนึ่งรุ่น และมิได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าชั่วขณะแห่งความรุ่นโรจน์ ความงดงามในเกียรติแห่งพวกเรา ชาวเผ่าปีศาจมิได้เป็นสิ่งที่งดงามเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเช่นนั้น

มีเพียงผู้ที่มองไปยังอนาคตเบื้องหน้าเท่านั้นที่จะกลายเป็นปีศาจที่แท้

ลาซูลิ จงช่วงใช้จอมมาร แต่จงอย่ากลายเป็นแมลงเม่าที่ถูกสังเวยเนื่องจากถูกล่อเข้าไปด้วยไฟของจอมมารเสียล่ะ

“ดิฉันจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ”

“ดี……จอมมารนั้นมิได้เป็นสิ่งใดไปนอกจากภาพลวงตา”

อิวาร์ตกสู่ห้วงความคิดในขณะที่เหม่อไปชั่วขณะ เขาส่ายหัวแล้วกลับลงไปนั่ง หันหลังให้ลาพิส

“เราเลื่อนตำแหน่งเธอ จากระดับ 4 ให้กลายเป็นระดับ 2”

“……!”

นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ตกตะลึงเป็นอย่างมาก ใช้เวลาเกือบร้อยปีที่ลาพิสนั้นเริ่มต้นจากผู้ถูกภาคทัณฑ์ไปสู่ระดับ 5

เธอประเมินไว้ว่า หากยังสามารถเก็บเกี่ยวความสำเร็จผ่านดันทาเลี่ยน ต่อจากนั้นสัก 50ปีก่อนที่เธอจะได้ขึ้นเป็นระดับ 4 แต่ถึงอย่างนั้นหลังเหตุการณ์กาฬโรค

เธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นระดับ 4 แล้วมาตอนนี้เธอก็ได้เลื่อนขึ้นมาถึง สองขั้น

แม้บริษัทเคียนคุสก้า ในยุคที่โอ่อวดว่า เป็นยุคสมัยแห่งความสำเร็จก็ยังมี ระดับ 1 เพียง 200 ตนเท่านั้นที่เป็นเอลีทในหมู่เอลีทด้วยกัน

‘ในที่สุด⎯⎯⎯.’

ลาพิสตัวสั่นอย่างเงียบๆ

‘ในที่สุด ฉันก็คว้าโอกาสไว้ได้’

ความทรงจำทั้งหมดทั้งมวลที่เคยถูกกลั่นแกล้งได้ถูกปัดเป่าหายวับไปจากหัวในชั่วขณะเดียว เธอไม่สามารถร่วมกลุ่มสังคมกับซัคคิวบัส เพราะเธอเป็นลูกครึ่งซัคคิวบัส แม้แต่กลุ่มอื่นเองก็ไม่ยอมรับทั้งยังเว้นระยะห่างจากเธอ

ในโลกของปีศาจที่มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด การที่ไม่อาจพึ่งพาเผ่าพันธุ์ตนเองได้นั้นแทบจะเป็นคำตัดสินประหารในตัวอยู่แล้ว

เธอเคยคุ้ยขยะ แต่งตัวเลียนแบบอีตัวและฆ่าคนจรจัดหลังเขา เธอเคยทั้งขอทานและร้องอ้อนวอน

เธอเรียนรู้การใช้ดาบและเวทย์มนตร์เพื่อจะมีชีวิตรอด จนกระทั่งมีความสามารถมากพอที่จะปกป้องตนเอง เธอจึงอุทิศตัวเองทั้งหมดให้กับบริษัทเคียนคุสก้า เธอได้จัดการงานจิปาถะมาร้อยปี แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่ได้โอกาสที่เหมาะสมเสียที

200 ปี

กว่าที่เธอจะรู้ตัว เธอก็ได้สูญเสียการแสดงออกทางใบ้หน้าและน้ำเสียงไปแล้ว หลังจากใช้แต่ละวันที่ผ่านกับความพ่ายแพ้ต่อเนื่อง ในที่สุดเธอก็ได้รับโอกาสนั้น

มันเป็นทั้งโอกาสและแบบทดสอบ หัวหน้าอิวาร์พึ่งได้มอบคำสั่งใหม่ให้แก่เธอเพื่อให้เธอใช้งาน จอมมารดันทาเลี่ยน พูดง่ายๆคือ เขาอยากให้เธอดึงจอมมารมาอยู่ฝั่งบริษัท ด้วยวิธีใดก็ได้ แม้มันจะหมายถึง ร่างกายของเธอ

‘ฉันทำได้แน่.’

ไม่เพียงเธอมีทัศนคติที่ดีต่อดันทาเลี่ยน แต่อีกฝ่ายเองก็ชื่นชอบเธอด้วยเช่นกัน เธฮแค่ใช้ความสนใจนั้น

พอมาคิดดูแล้ว มีช่วงไม่กี่วันก่อนที่ดันทาเลี่ยนนั้นท่วมท้นไปด้วยกามราคะตอนที่มองจ้องไปที่ฟาร์เนเซ่ การที่เขาเผชิญกับความปรารถนานั่นแต่หาที่ปล่อยออกไม่ได้ ต้องเป็นปัญหาใหญ่แน่

ลาพิสนั้นรีบคิดพิจารณา

เธอพยายามคิดถึงวิธีการที่ทำให้เธอสำเร็จในบริษัทได้โดยไม่ทำภัยคุกคามมาสู่ดันทาเลี่ยน

แม้เธอจะเกิดสงสัยว่า ดันทาเลี่ยนต้องการมันไหม แต่เธอก็เลิกคิดถึงมันในทันทีเช่นกัน

มันจะไม่ดีต่อดันทาเลี่ยนหรือยังไง หากคนที่เขาติดต่อด้วยนั้นได้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญในบริษัทเคียนคุสก้า

“ขอบคุณมากค่ะ”

“คำขอบคุณไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ”

“ขอประทานอภัยค่ะ ดันทาเลี่ยนจะต้องมาเป็นพันธมิตรฝ่ายบริษัทเราไปตลอดกาล”

อิวาร์หัวเราะ

“ฉลาดอะไรเช่นนี้ เราไม่ได้เกลียดลูกน้องที่ฉลาด”

“ดิฉันจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังค่ะ”

อิวาร์เคาะปลายไม้เท้ากับพื้น เขาให้เธอออกไป ลาพิสโค้สให้กับแผ่นหลังของเขา หลังจากเธอออกไปจากห้อง อิวาร์จ้องไปที่หน้าต่าง เมืองที่ประสบความสำเร็จในโลกปีศาจ เนฟเฮม(Niflheim)ได้สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา

เขาเผลอพูดกับตัวเองโดยไม่ตั้งใจ

“ใช่แล้ว จอมมารน่ะเป็นของปลอมทั้งนั้น”

คำพูดนั้นไม่ได้ลอยไปยังที่ไหน มันเพียงแต่ละลายหายไปในอากาศ สิ่งที่วางอยู่ข้างเก้าอี้หรูหราที่เขานั่ง นั้นคือ โลกสุดหรูมากมายที่วางเรียงรายอยู่

* * *

วันแห่งการพักร้อนใกล้เข้ามาแล้วววว

ผมได้มอบความไว้ใจในภารกิจปกป้องดันเจี้ยนให้กับลอร่าก่อนจะฉีกคัมภีร์เทเลพอร์ทที่ได้รับมาจากลาพิส

วู้วว!

แสงสีฟ้าอมเขียวเติมเต็มดวงตา ผมหลับตาแน่น และหูหนวดไปชั่วครู่ พอเปิดตามาอีกครั้ง ผมก็ยืนยันได้ว่าตัวเองมาอยู่ ณ สถานที่แห่งใหม่

มีถนนเหยียดยาวตรงหน้าผม มันเป็นถนนหินปูด้วยหินสีขาว ผมหันซ้ายหันขวา มองเห็นผู้คนมากมายเทเลพอร์ทอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น

ไม่สิ ผมจะเรียกพวกเขาว่า ผู้คนได้ไหม? มอนสเตอร์อย่างมิโนทอร์กับมนุษย์ปลาต่างเทเลพอร์ทมาที่นี่พร้อมกับกระเป๋าส่วนตัว

“นายอยู่นั่นเอง! รีบเข้า ขยับได้แล้ว!”

็ก็อบลินตัวเมียตะโกนเสียงแหลม ผมมองไปรอบๆก็เห็นเธอกำลังพูดตรงหน้าผม ตอนนั้นจึงได้รู้ว่า เธอพูดกับผมนี่แหละ เธอมีปลอกแขนที่แขนซ้าย ดูท่าว่าเธอจะเป็นผู้ต้อนรับ ณ ลานเทเลพอร์ทขนาดใหญ่

“คนข้างหลังเขาเคลื่อนไปไม่ได้ก็เพราะนายน่ะแหละ!”

“อ่า”

ผมหลีกทางให้ พอทำแบบนั้นแสงสีเขียวก็เติมเต็มในพื้นที่ที่ผมยืนอยู่ คนแคระตัวเล็กลากกระเป๋าสัมภาระที่ใหญ่กว่าตัวเองถึงสี่เท่า เขาจ้องมองผมพลางพ่นลมออกจมูกก่อนจะมุ่งหน้าไป ผมว่า เขาคงสบถด่าผมไปมากมายในหัวแล้วล่ะ

“แล้วนายจะยืนตรงนั้นเพื่ออออ!? อยากจะให้จราจรมันติดขัดอีกรึไง!?”

ผมขยับออกแบบเก้ๆกังๆ แม้แต่ตอนนี้แสงสีเขียวก็ยังคงปะทุขึ้นมาไม่หยุด มีที่วางเท้าเกือบ20ที่อยู่บนถนนไหน พวกมันคือ อุปกรณ์เทเลพอร์ทนั่นเอง

มอนสเตอร์ที่มาถึงจะต้องตรงไปยังจุดตรวจ มอนสเตอร์ทั้งหลายต่างจ่ายค่าเข้าด่านให้กับก็อบลินที่จุดตรวจ มันทำให้ผมนึกถึงด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางด่วน

“ชิ นี่แหละสาเหตุว่าทำไมชั้นถึงไม่ชอบพวกบ้านนอก”

ก็อบลินตัวเมียโผล่มาหาผมด้วยการสาวเท้าก้าวยาว

“นี่เป็นครั้งแรกในนิฟเฮมสินะ ใช่มะ?”

“ห้ะ? อ่า  ช่าย”

“อ่านี่ก่อนจะเข้าเมืองล่ะ”

เธอส่งอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายแผ่นพับ บนปกเขียนไว้ว่า

『ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเนฟเฮม! กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญแห่งเนฟเฮมใน 10หน้า!』

นั้นได้เขียนลงด้วยอักษรแบบพิเศษ

“ที่นี่คือ สถานที่ที่จมูกนายจะโดนตัดแหว่งไปทันทีที่นายเผลอล้ม ชั้นน่ะการันตีได้เลยว่าบ้านนอกทึ่มๆอย่างนายพอเข้ามาเมืองมาเนี่ย จะโดนปอกปลอกจนแห่งภายใน 3 วินาที!”

“อือฮึ”

ความคิดของผมมันว่างเปล่าไปทันทีหลังจากได้ยิน ก็อบลินนี่เรียกผมว่า บ้านนอก การได้ยินเสียงเธอพยายามลากเสียงสระให้เสียงยาวขณะที่สะบัดจมูกไปมา มันน่ารำคาญมาก

อย่าบอกนะว่า เธอคิดว่าการพูดแบบนั้นมันทำให้ดูน่ารัก

แม้ถึงบางทีที่ผมจะคิดว่า ก็อบลินน่ารัก แต่ผมก็อยากบอกเธอว่า ทั้งในเชิงจิตวิสัยและวัตถุวิสัยที่เปิดกว้างของผม วิธีการพูดของเธอนั้นมันทำให้ท้องไส้ผมปั่นป่วนไปหมด

“นี่คือ แผ่นพับที่จะบอกให้นายรู้ตำแหน่งของโรงเตี๊ยม และถนนที่ปลอดภัย ตราบใดที่มันยังอยู่กับนาย แขนข้างหนึ่งของนายจะไม่หายไป ปกตินี่ 2 โกลด์เชียวนะ แต่เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่นายมาถึงเมืองนี้ ชั้นจะลดให้ แค่โกลด์เดียวพอ ส่งตังมาสิ”

“เอ่? อ่า ใช่ แน่นอน ขอบใจนะ”

“ไม่มีปัญหา คิดซะว่า เป็นค่าเรียนวิชาก็แล้วกัน”

ค่าเรียนวิชา? เรียนวิชาอะไรน่ะ ก็อบลินตัวนั้นวิ่งออกไปอย่างเร่งรีบจนผมต้องเอียงคอสงสัย

“เอาแล้วโว้ย ชั้นได้ตังแล้ว! มันอาจไม่คุ้มกับการเป็นผู้ต้อนรับคนที่เทเลพอร์ท ถ้าไม่ทำแบบนี้!”

ก็อบลินตัวนั้นเหยียดแขนเหมือนแสดงความดีใจ หลังไวๆของเธอหายไปทันที ผมมองเธอจากไปด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ในหัวมันโล่งกลวงไปหมด ผมยังไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นเลย

“เฮ่อ นี่นายโดนต้มเข้าให้แล้ว”

มนุษย์หมาป่าแก่ๆแสดงความเห็นตอนที่เขาเดินผ่านมา

“ตะ-ต้ม?”

“ทริคเก่าๆจากในหนังสือน่ะ ขายแผ่นข้อมูลดาดๆที่เป็นแผ่นพับวิเศษ ที่ราคาสูงลิ่วให้กับนักท่องเที่ยวโง่ๆโดยอ้างว่าเป็นการสอนพวกเขาเกี่ยวกับเมืองนี้”

ผมรู้สึกเหมือนหินหนัก 5 ตันหล่นลงมาทับหัว

“แต่เธอก็เป็นผู้ต้อนรับของทางการที่ๆจริงๆนี่! แล้วทำไม ผู้ต้อนรับถึงได้มาหลอกนักท่องเที่ยวฟะ!?”

“มันก็เป็นวันปรกติธรรมดาของคนที่ไม่ใช่พลเมืองเนฟเฮมนี่ ผิดตรงไหนกับการที่จะหลอกคนที่ไม่ใช่ชาวเมืองเนฟเฮม?  กฏของเนฟเฮมนั้นมีผลต่อกับเฉพาะชาวเมืองเนฟเฮมเท่านั้น หึ”

พูดง่ายๆคือ โลกปีศาจไม่ได้มีกฏหมายชาติ จะมีก็แต่กฏเมือง

ผมย้อนนึกได้ถึงคำพูดที่ก็อบลินตัวนั้นพูดก่อนไป

“ที่นี่คือ สถานที่ที่จมูกนายจะโดนตัดแหว่งไปทันทีที่นายเผลอล้ม ชั้นน่ะการันตีได้เลยว่าบ้านนอกทึ่มๆอย่างนายพอเข้ามาเมืองมาเนี่ย จะโดนปอกปลอกจนแห่งภายใน 3 วินาที!”

มันก็เป็นอย่างที่เธอพูดนั่นแหละ ยกเว้นแต่ ผมชี้ให้เห็นจุดที่ต่างไป ความจริงคือ 30 วินาที ไม่ใช่ 3 วินาที

ผมตระหนักได้ว่า ทำไมก็อบลินตัวนั้นถึงเรียกว่าเป็น ‘ค่าเรียนวิชา’

เธอได้หลอกผมตามคำสั่งแบบส่วนตัวเพื่อให้ผมรู้ว่า เมืองนี้เป็นสถานที่ประเภทไหน หากจะถามว่าเป็นการตักเตือนแบบไหน นับว่าเป็นการตักเตือนที่ใจดีทีเดียว

แม่งเอ้ย! ขอให้เอ็งกลิ้งล้มตอนฝนตก!

“ข้าคงไม่สามารถช่วยอะไรได้สำหรับพวกหนุ่มคิดอะไรง่ายๆอย่างแกเนี่ย ว่าแต่สนใจจะไปดูรอบๆเมืองกับข้าไหม? ข้าจะสอนอะไรบางอย่างให้โดยที่ไม่ต้องกลัวจะโดนขโมยอวัยวะไป”

“อ้า ขอบคุณ…….”

แต่เดี๋ยวก่อน

เจ้าคนนี้ก็น่าสงสัยเหมือนกัน ไม่มีเหตุผลให้มนุษย์หมาป่าจะไม่หลอกผมสักหน่อย แม้ผมจะถูกหลอกมาจากผู้ต้อนรับมาแล้ว

ผมโบกมือปฏิเสธ

“ไม่ ไม่เป็นไร ผมไม่ต้องการรบกวนคนที่ไม่รู้จัก”

“โอ้? ดูเจ้าอ่อนหัดนี่สิ? นี่เจ้ากล้าสงสัยคนแก่เรอะ?”

มนุษย์หมาป่าทำหน้าบูด

“ข้าเสนอสิ่งนี้ให้กับเจ้าเพราะเจ้าทำให้ข้านึกถึงหลานชาย เขามาที่เมืองนี้เมื่อปีที่แล้ว และเงินก็ถูกขโมยไป อย่าบอกใครเรื่องนี้นะ แต่ทุกคนที่นี่ต่างเป็นโจร ใช่ โจรอย่างที่ข้าพูด คนนอกอย่างพวกเราเนี่ยต้องช่วยเหลือกันนะ ดังนั้นพวกเรามา…….”

“โอ้ยยย นั่นนายกำลังดูอะไรอยู่น่ะ? อ้าว นั่นวิลเลี่ยมไม่ใช่เรอะ!”

มนุษย์สัตว์อีกคนพูดขึ้นมาจากด้านหลัง

“ว่าไงบ้างล่ะ กับทริปไปเที่ยวเมืองข้างๆน่ะ? เนฟเฮฟที่ไม่มีเอ็งนี่เหงาเลยว่ะ ? เมียเอ็งรออยู่นะ แต่ก็อย่างที่คิดแหละไม่มีที่ไหนดีเหมือนบ้านเนอะ ใช่มะ?”

มนุษย์กิ้งก่าเข้ามาใกล้มนุษย์หมาป่าและกระทบไหล่อย่างสนิทสนม

“เฮ้ย คืนนี้บาร์เก่าเวลาเดิม แกมาสายล่ะโดนฆ่าแน่!”

มนุษย์กิ้งก่ายิ้มอย่างมีความสุขแล้วก็จากไป หลังจากเขาหายตัวไป ผมก็มองจ้องมนุษย์สัตว์ที่ถูกเรียกว่า วิลเลี่ยม ด้วยความเย็นชา

“…….”

“…….”

“ไหนบอก เป็นคนนอกไง?”

เหงื่อแห่งความวิตกไหล่ลงมาถึงหน้าผากของมนุษย์หมาป่า

จบบทที่ บทที่ 031  – ฤดูที่อยู่ในนรก(3)

คัดลอกลิงก์แล้ว