- หน้าแรก
- เป็นสายลับกู้ชาติ แต่ระบบอันธพาลดันบังคับให้เป็นคนเลว
- บทที่ 230 - กระดูกเหล็กของอู๋จื่ออวี้
บทที่ 230 - กระดูกเหล็กของอู๋จื่ออวี้
บทที่ 230 - กระดูกเหล็กของอู๋จื่ออวี้
บทที่ 230 - กระดูกเหล็กของอู๋จื่ออวี้
หลังจากไล่เกาเซิงผิงไปทำงาน หลินเจ๋อก็วิ่งเหยาะ ๆ กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลอู๋ คิตาฮาระเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตู พอเห็นหลินเจ๋อก็รีบปรี่เข้ามา "เป็นไงบ้าง?"
หลินเจ๋อพยักหน้า "ท่านอธิบดีเกาสั่งปิดตายถนนตงซื่อแล้วครับ แมลงวันตัวเดียวก็บินไม่ผ่าน ผมถ่ายทอดคำสั่งท่านไปแล้ว ท่านรีบบึ่งไปที่ศูนย์ข่าวไมนิจิทันที"
คิตาฮาระค่อยโล่งใจขึ้นเปราะหนึ่ง หันกลับไปจ้องศพนักข่าว พยายามหาเบาะแสเพิ่ม
จ้องอยู่นานก็สบถออกมาอย่างหัวเสีย "บากะยาโร่! ไอ้หมอนี่มันไม่เคยฝึกทหารมาเลยนี่หว่า! ดูวิถีกระสุนสองนัดนั่นสิ ยิงนกยังไม่โดนเลย ไม่ว่าใครจะบงการอยู่เบื้องหลัง ทำไมถึงส่งไอ้โง่นี่มาทำงานสำคัญวะ? บ้าเอ๊ย!"
ในห้องโถงบุปผา พิธีไหว้ครูจบลงแล้ว
มัตสึซากิหน้าบานเป็นกระด้ง ยืนกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้านักข่าว
เขาพล่ามตั้งแต่วความหลงใหลในวัฒนธรรมจีน โยงไปถึงมิตรภาพสองชาติ จากนั้นก็แถไปเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน ยืนยันว่าจักรวรรดิญี่ปุ่นใจป้ำ ไม่เคยทอดทิ้งมิตรแท้ และย้ำว่าญี่ปุ่นไม่ได้มารุกราน แต่มาเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในเอเชียบูรพา!
ที่เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซาก ก็เพราะพวกทางใต้หัวดื้อ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่ยอมร่วมมือกับจักรวรรดิ!
ถ้าทางใต้ยอมวางอาวุธ หันหน้ามาเจรจา จักรวรรดิยินดีมอบความจริงใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วยสร้างระเบียบโลกใหม่บนแผ่นดินนี้
จากนั้นเขาก็ยกตัวอย่างคณะกรรมการความมั่นคงมาอ้าง เพื่อแก้ต่างข้อกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด
"คณะกรรมการชุดปัจจุบันมีอำนาจบริหารเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะท่านประธานหวังที่ดูแลกิจการบ้านเมืองแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นกองทัพภาคเหนือหรือกองสารวัตรทหาร เราถอยออกมาเป็นแค่ที่ปรึกษา คอยประสานงานและสนับสนุนเท่านั้น ตอนนี้คณะกรรมการมีกองกำลังป้องกันตนเองเป็นของตัวเองแล้วด้วย เศรษฐกิจก็เฟื่องฟู ผลผลิตถ่านหิน เหล็กกล้า ผ้าฝ้าย พุ่งสูงขึ้น นี่คือหลักฐานความสำเร็จของนโยบายวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา!"
มัตสึซากิพูดน้ำไหลไฟดับ ฟังดูดีจนน่าขนลุก ในสายตาคนยุคหลัง นี่มันคำโกหกคำโต
แต่ต้องยอมรับว่าในยุคนั้น ญี่ปุ่นระดมนักวิชาการหัวกะทิ ทั้งจีนทั้งญี่ปุ่น มาช่วยกันแต่งนิยายหลอกเด็กเรื่องนี้จนดูสมเหตุสมผล
พวกญี่ปุ่นเองก็หลอกตัวเองจนเชื่อสนิทใจ คนทางใต้บางกลุ่มก็พลอยเคลิ้มตาม ถึงขั้นออกมาเชียร์ออกหน้าออกตาว่าเป็นหนทางเดียวสู่สันติภาพ
แต่ความจริงคือ สงครามยืดเยื้อจนญี่ปุ่นเริ่มหน้ามืด แผนเผด็จศึกสายฟ้าแลบพังไม่เป็นท่า ความหวังที่จะยึดครองจีนด้วยกำลังทหารเริ่มริบหรี่
กองบัญชาการใหญ่จึงต้องงัดไม้ตาย 'สงครามจิตวิทยา' ออกมาใช้ ทั้งกล่อม ทั้งขู่ ทั้งบีบให้ยอมจำนน
อู๋เพ่ยฟูคือหมากตัวสำคัญในเกมนี้ ด้วยบารมีระดับตำนาน หากท่านยอมเข้าพวก คนจำนวนมหาศาลก็จะทิ้งความลังเลและหันมาสวามิภักดิ์ตาม
ช่วงถามตอบเริ่มขึ้น
"ไมนิจิ ชิมบุนขอถามครับ ท่านพันเอกมัตสึซากิ หลังจากฝากตัวเป็นศิษย์ท่านอู๋แล้ว จะมีความร่วมมือด้านอื่น ๆ ตามมาอีกหรือไม่ครับ?"
มัตสึซากิจ้องหน้านักข่าวไมนิจิด้วยความแค้นเคือง ถ้าตาไม่ฝาด ไอ้คนที่ลุกขึ้นมายิงเมื่อกี้ก็ใส่ปลอกแขนไมนิจิเหมือนกัน
ไอ้พวกเวรตะไล!
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีแบ็คดี ทั้งนายพลในกองทัพ ทั้งเจ้าสัวใหญ่โตหนุนหลัง เลยไม่เคยเห็นหัวกองสารวัตรทหาร!
จบงานนี้เมื่อไหร่ พ่อจะคิดบัญชีทบต้นทบดอก!
แต่ตอนนี้ต้องปั้นหน้ายิ้มสู้ "แน่นอนครับ ท่านอาจารย์อู๋ไม่ได้มีดีแค่เรื่องตำรา ท่านเคยเป็นถึงแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ความสามารถของท่านไม่ควรถูกฝังกลบ เรื่องนี้... ท่านอาจารย์จะมีแถลงการณ์ด้วยตัวเองในช่วงท้าย ขอให้ทุกท่านรอติดตาม"
"มิลเลอร์รีวิวขอถามครับ กองทัพของท่านดูเหมือนจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ตามแนวรถไฟสายจินผู่ พอจะเปิดเผยรายละเอียดได้ไหมครับ?"
มัตสึซากิด่าในใจ ไอ้กันพวกนี้มันร้ายลึก! ถ้าท่านแม่ทัพเทราอุจิไม่อยากได้พื้นที่สื่ออินเตอร์ คงไม่เชิญพวกมันมาให้รกหูรกตาหรอก!
ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม "นั่นเป็นเรื่องของกองทัพครับ ผมเป็นแค่ผู้บัญชาการสารวัตรทหารปักกิ่ง ไม่ทราบรายละเอียดปฏิบัติการทางทหาร"
นักข่าวญี่ปุ่นหน้าม้าอีกสองสามคนถามคำถามที่เตรียมมา มัตสึซากิตอบอย่างคล่องแคล่ว
จนกระทั่ง...
"เอาล่ะครับ! ลำดับต่อไป ขอเชิญท่านอาจารย์อู๋เพ่ยฟูผู้เป็นที่เคารพรัก กล่าวสุนทรพจน์ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องภาษา เราได้จัดพิมพ์คำแปลภาษาจีน ญี่ปุ่น และอังกฤษ แจกให้ทุกท่านแล้ว"
เจ้าหน้าที่เดินแจกเอกสาร
นักข่าวฝรั่งกวาดตาดู เนื้อหาเขียนชัดเจนว่า อู๋เพ่ยฟูจะเข้ารับตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการความมั่นคง รับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตหัวเป่ยทั้งหมด
อู๋เพ่ยฟูแค่นหัวเราะ หึ แล้วลุกขึ้นยืน
"ไม่จำเป็นต้องแจกกระดาษพวกนั้นหรอก บ้านข้าถึงจะไม่มีคนเก่งกาจอะไร แต่ล่ามแปลภาษาดี ๆ สักคนก็พอหาได้"
แม้จะวางมือไปนาน แต่อู๋เพ่ยฟูยังมีลูกน้องเก่าผู้จงรักภักดีติดตามมาอยู่ด้วยเพียบ ทั้งฝ่ายเลขานุการ ฝ่ายเสนาธิการ ฝ่ายประสานงาน คนพวกนี้กินนอนอยู่ในบ้าน คอยช่วยงานจิปาถะ
ชายหนุ่มท่าทางสุขุมคนหนึ่งเดินเข้ามา ยืนเคียงข้างท่านแม่ทัพ นี่คือล่ามส่วนตัว
มัตสึซากิสังหรณ์ใจไม่ดี
แต่จะให้วิ่งไปอุดปากท่านแม่ทัพตอนนี้ก็คงไม่งาม ได้แต่กัดฟันลุ้นระทึกว่าตาแก่จะพูดอะไร
และแล้ว... ประโยคแรกที่ออกจากปากอู๋เพ่ยฟูก็ทำเอาฟ้าถล่มดินทลาย
"เมื่อครู่ มัตสึซากิพูดถึงสันติภาพ ข้ามีความเห็นว่า สันติภาพที่แท้จริงต้องเกิดจากความเสมอภาค ความสามัคคีต้องมีพื้นฐานจากความเท่าเทียม หากต้องการสันติภาพ ต้องปฏิบัติตามสามข้อนี้ ขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้"
"ข้อหนึ่ง ญี่ปุ่นต้องถอนทหารออกจากหัวเป่ยอย่างไม่มีเงื่อนไข และทยอยถอนออกจากสามมณฑลตะวันออกในลำดับต่อไป"
"ข้อสอง บูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของประเทศจีน ต้องได้รับการรับรองอย่างแท้จริง"
"ข้อสาม คู่เจรจาของพวกเจ้า ต้องเป็นและต้องเป็นเพียง 'รัฐบาลฉงชิ่ง' เท่านั้น ไม่ใช่หุ่นเชิดหน้าไหนที่พวกเจ้าปั้นขึ้นมา!"
ล่ามหนุ่มคนนี้ฝีมือฉกาจ แปลเป็นอังกฤษและญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำทุกถ้อยคำ
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
ได้ยินเพียงเสียงปากกาขีดเขียนลงบนกระดาษอย่างบ้าคลั่ง แกรก แกรก แกรก
สำหรับมัตสึซากิ เสียงนั้นมันบาดหูยิ่งกว่าเสียงมีดกรีดกระจก!
[จบแล้ว]