- หน้าแรก
- เป็นสายลับกู้ชาติ แต่ระบบอันธพาลดันบังคับให้เป็นคนเลว
- บทที่ 200 - ชิมิสึต้องการเรียกคุย
บทที่ 200 - ชิมิสึต้องการเรียกคุย
บทที่ 200 - ชิมิสึต้องการเรียกคุย
บทที่ 200 - ชิมิสึต้องการเรียกคุย
เจียวเจิ้นกั๋วแสยะยิ้มเย็น "วินัยเหรอ? หลงจู๊ซุน ผมขอเตือนความจำหน่อยนะ ผมไม่ใช่คนของพรรคพวกคุณ เราแค่ร่วมมือกันเพราะเป้าหมายคือฆ่าไอ้พวกญี่ปุ่น ผมไม่ชอบไอ้พวกรัฐบาลทางใต้ที่ 'แนวหน้าตึงเครียด แนวหลังกินแหลก' นั่นหรอก แต่ผมก็ไม่ได้ศรัทธาในอุดมการณ์ของพวกคุณเหมือนกัน น้องชายผมตายด้วยน้ำมือพวกญี่ปุ่น ใครพาผมฆ่าพวกมันได้ ผมก็ร่วมมือกับคนนั้นแหละ"
ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งของหลงจู๊ซุนฉายแววเสียดายวูบหนึ่ง "นายยังกล้าอ้างตัวว่าเป็นสายเลือดเป่ยหยางอีกรึ ผมถามหน่อย ตระกูลเฉาลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง ทำไมไม่ส่งคนอื่นมากู้ชาติ หรือมาเป็นสายลับ? ทำไมหวยถึงมาออกที่นาย ที่เป็นแค่หลานเขย? ผมจะบอกให้ ที่พวกนั้นส่งนายมา ไม่ใช่เพื่อชาติหรอก แต่มันคือการแทงหวย! พวกเขาแค่กระจายความเสี่ยง!"
"มีเรื่องอื่นอีกไหม? ถ้าไม่มีผมจะไปเดินเล่นแล้ว"
หลงจู๊ซุนระงับอารมณ์ รู้ว่าพูดไปตอนนี้ก็ป่วยการ "สายข่าวรายงานมาว่า ช่วงนี้ภายในองค์กรของพวกนายอาจจะมีปัญหา ถ้าเป็นไปได้... ผมหมายถึงถ้ามีโอกาส ถ้านายสามารถแทรกซึมเข้าไปในวงในของศัตรูได้ นายอาจจะมีประโยชน์มากกว่านี้ แต่ก็นะ อย่างที่นายว่า นายไม่ใช่คนของเรา ผมแค่เสนอแนะเฉยๆ อีกอย่าง ทางซานซีตอนนี้ขาดแคลนยาเวชภัณฑ์อย่างหนัก ถ้านายพอมีลู่ทาง ก็ติดต่อผมมา วิธีเดิม"
เจียวเจิ้นกั๋วไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ กระดกชาจนหมดถ้วย ล้วงเศษสตางค์แดงโยนลงบนโต๊ะ
"น้องชาย เก็บตังค์! ไม่ได้จะติหรอกนะ แต่น้ำร้านเอ็งเนี่ย ไม่ใช่น้ำจากบ่อ 'หวาน' นี่หว่า? กินแล้วฝาดคอชะมัด!"
เด็กเสิร์ฟรีบกุลีกุจอมาเก็บเงิน ยิ้มประจบ "โธ่ท่าน ร้านเราเปิดมาตั้งกี่ปี ก็ใช้น้ำบ่อหวานมาตลอดแหละขอรับ ลูกค้าเยอะอาจจะดูแลไม่ทั่วถึง ท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดอภัยให้ผู้น้อยด้วยเถิด!"
เจียวเจิ้นกั๋วแค่นเสียงฮึ "ช่างเถอะ สงสัยปากฉันมันจะชินกับน้ำจากเขาหยกสมัยอยู่บ้านเก่า ไปล่ะ!"
"ขอรับ เดินทางปลอดภัย!"
ลับหลังเจียวเจิ้นกั๋ว เด็กเสิร์ฟถ่มน้ำลายลงพื้น "ถุย! อะไรของมันวะ น้ำเขาหยกบ้าบออะไร รถขนน้ำเข้าวังเขาไม่วิ่งผ่านหน้าบ้านเอ็งหรอกโว้ย! ดีไม่ดีก็นอนเบียดอยู่ในสลัมไหนสักแห่ง ฮ่องเต้ล้มไปกี่ชาติแล้ว ยังจะมาวางมาดผู้ดีตีนแดงอยู่อีก!"
........
พอกลับถึงสถานีตำรวจ หลินเจ๋อยังไม่ทันจะได้นั่งพักก้น สายโทรศัพท์จากคิตาฮาระ รันสุเกะก็ดังเข้ามา
"คุณหลิน พอจะมีเวลาว่างไหมครับ?"
"คุณคิตาฮาระ แหม พูดอะไรอย่างนั้น ต่อให้ผมยุ่งแค่ไหน แต่ถ้าเป็นคำสั่งคุณ คอขาดบาดตายยังไงผมก็ต้องวางมือไปหาคุณก่อนอยู่แล้ว"
ปลายสายหัวเราะชอบใจ "ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ คือร้อยเอกชิมิสึที่ย้ายมาจากหน่วยข่าวกรองร่วม เขาเกิดสนใจคดีเชฟเฟอร์ขึ้นมา พอดีเบื้องบนยังมีข้อสงสัยบางจุดเกี่ยวกับคดีนี้ เขาเลยอยากจะสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ คุณเป็นคนยิงเชฟเฟอร์ ก็เลยอยากให้มาเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย ไปหาเขาที่ห้องทำงานได้เลย อ้อ ห้องเก่าของนิมาตสึ ไทเซน่ะครับ"
ชิมิสึ ทาคุโนะนี่ไม่ถือเรื่องโชคลางเลยแฮะ กล้าใช้ห้องทำงานของคนดวงกุดอย่างนิมาตสึต่อหน้าตาเฉย
หรือว่าคนญี่ปุ่นเขาไม่ถือเรื่องพวกนี้กันนะ?
แต่ทำไมจู่ๆ ถึงมาสนใจคดีเชฟเฟอร์เอาป่านนี้?
สำหรับเบื้องบน การจับกุมเชฟเฟอร์ได้ถือเป็นความดีความชอบ แม้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ยังไม่เคลียร์ แต่คนก็ส่งตัวไปแล้ว คดีก็ปิดไปแล้ว แถมยังมีการแจกรางวัลปูนบำเหน็จกันถ้วนหน้า ทั้งเลื่อนยศทั้งแจกเงิน
คดีแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยเบื้องบนไม่อยากให้ขุดคุ้ยขึ้นมาให้เป็นเรื่องราวอีกหรอก
ดังนั้นที่คิตาฮาระบอกว่า 'เบื้องบนมีข้อสงสัย' น่าจะเป็นข้ออ้าง
ตัวตั้งตัวตีที่อยากรื้อฟื้นเรื่องนี้ น่าจะเป็นตัวชิมิสึ ทาคุโนะเองมากกว่า
เป้าหมายของหมอนั่นคืออะไร?
เด็กใหม่ไฟแรง อยากจะหาเรื่องเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อสร้างบารมี หรือว่าถือโอกาสนี้ทำ 'การตรวจสอบภายใน' หน่วยงานกันแน่?
ยังไม่ทันจะคิดตก โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก
หลินเจ๋อกดรับ "ฮัลโหล สถานีตำรวจเขตสาม"
"เซิงหมินเหรอ ฉันเองนะ นายได้รับโทรศัพท์หรือยัง พันตรีคิตาฮาระบอกว่าร้อยเอกชิมิสึจะขอสอบปากคำ ถามเรื่องคดีเชฟเฟอร์ ถามเรื่องการสืบสวนแล้วก็สถานการณ์ตอนนั้น นี่มันเล่นลิเกโรงไหนกันเนี่ย? คดีจบไปชาติเศษแล้วจะมาถามหาพระแสงอะไร อีกอย่าง ถึงมันจะเป็นร้อยเอก แต่ข้าเป็นถึงผู้กำกับสถานีตำรวจนครบาลนะโว้ย มันมีสิทธิ์อะไรมาสอบสวนข้า!"
หลินเจ๋อหัวเราะเบาๆ "ท่านครับ เขาอยากถามก็ให้เขาถามไปเถอะครับ เบื้องบนเขาปิดคดีแจกโล่กันไปหมดแล้ว มันจะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไมก็ช่างหัวมัน ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย มันอยากบ้าก็ปล่อยมันบ้าไป เราก็แค่พูดความจริงไปตามเรื่อง"
"เออๆ เซิงหมิน งั้นเราไปพร้อมกันไหม เดี๋ยวฉันแวะไปรับ"
"ท่านครับ เรื่องนี้แยกกันไปน่าจะดีกว่า ผมเป็นคนยิงเชฟเฟอร์ เดี๋ยวผมเข้าไปก่อน ท่านรอสักครึ่งชั่วโมงค่อยตามไป"
เกาเซิงผิงเพิ่งนึกได้ จริงด้วยสิ นี่มันการสอบสวน ถ้าตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ เดี๋ยวจะหาว่าเตี๊ยมคำให้การกัน
"เออ นายรอบคอบดี พับผ่าสิ ช่วงนี้กินเหล้ากับไอ้ไซโตะทุกวัน เมาจนสมองฝ่อหมดแล้ว งั้นเอาตามนั้น ฉันค่อยไปทีหลัง"
วางสายเสร็จ หลินเจ๋อก็เดินออกจากห้อง ตะโกนเรียกหนิ่วซานเอ๋อร์ที่อยู่ในห้องพักเล็ก
"ไปกองบัญชาการสารวัตรทหาร"
"ครับผม!"
หนิ่วซานเอ๋อร์รีบคว้าเสื้อโค้ทมาสวมให้หลินเจ๋อ แล้วทั้งคู่ก็เดินลงบันไดไป
...........
กองบัญชาการสารวัตรทหาร ห้องทำงานคิตาฮาระ รันสุเกะ
คิตาฮาระวางหูโทรศัพท์ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองชิมิสึ ทาคุโนะที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย คิ้วขมวดมุ่น
"คุณชิมิสึ ก่อนหน้านี้นิมาตสึ ไทเซก็เคยทำการตรวจสอบภายในแบบนี้ แถมยังส่งคนไปสะกดรอยตามคุณหลินอีก ผลสุดท้ายเป็นยังไงคุณก็น่าจะได้ยินมาบ้าง คุณหลินมีปัญหาหรือไม่ ผมย่อมรู้ดีที่สุด แม้การตรวจสอบภายในจะเป็นกฎระเบียบ แต่ผมขอเตือนคุณไว้คำหนึ่ง ให้รู้จักรักษาระยะและขอบเขต อีกอย่าง คดีเชฟเฟอร์ปิดไปแล้ว ต่อให้คุณเจออะไร ก็ห้ามผลีผลามเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเบื้องบนจะลำบากใจ เข้าใจไหม?"
ชิมิสึ ทาคุโนะยิ้มรับ "ครับคุณคิตาฮาระ ขอบคุณที่เตือนครับ โปรดวางใจ ผมแค่เรียกคุยตามระเบียบเฉยๆ คดีเชฟเฟอร์มันมีจุดน่าสงสัยเยอะ ถ้าจะหาหนอนบ่อนไส้ในองค์กรเรา ก็คงต้องเริ่มแกะรอยจากตรงนี้แหละครับ ท้ายที่สุดแล้ว ผมทำเพื่อแผนการใหญ่ของเรา เพื่อให้แผนนั้นสำเร็จ เราจะปล่อยให้มีจุดด่างพร้อยภายในไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนจีนที่ทำงานให้เรา หรือคนของเราเอง ผมจะเรียกคุยทีละคน ไม่ได้เจาะจงใครเป็นพิเศษครับ"
คิตาฮาระพยักหน้า "พูดถึงแผนการนั้น... คุณชิมิสึ สมแล้วที่ทำงานในหน่วยข่าวกรองร่วมมานาน ช่าง 'กล้าหาญและรอบคอบ' จริงๆ ถ้าสำเร็จขึ้นมา ถือเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่เลยนะ แต่ว่าพวกสายลับที่แฝงตัวในปักกิ่งก็ไม่ใช่หมูในอวย ยังไงก็ต้องระวังตัวด้วย"
"ไฮ่!"
[จบแล้ว]