- หน้าแรก
- ภรรยาผม คือจอมราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 5: สัมผัสเรียวขาของเยี่ยนโดยตรง
ตอนที่ 5: สัมผัสเรียวขาของเยี่ยนโดยตรง
ตอนที่ 5: สัมผัสเรียวขาของเยี่ยนโดยตรง
ตอนที่ 5: สัมผัสเรียวขาของเยี่ยนโดยตรง
สีหน้าของเฉินเป่ยเสวียนเรียบเฉย หัวใจไม่ได้เต้นระรัว เขาไม่รู้สึกหวั่นไหวใดๆ เลย
สำหรับเธอที่มีชีวิตอยู่มากว่าเจ็ดพันปี นี่เป็นครั้งแรกที่เคยเจอคนแบบนี้
"ไอ้หนู นายมันแตกต่างจริงๆ มีทูตสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบยืนอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย"
"สมแล้วที่เป็น 'แสงแห่งทูตสวรรค์'!"
เยี่ยนเก็บสีหน้าขี้เล่นลงและมองเฉินเป่ยเสวียนด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม
เด็กหนุ่มอายุเพียงยี่สิบปี แต่กลับมีจิตใจที่มั่นคงแข็งแกร่งขนาดนี้ หรือนี่จะเป็นเพราะพลังของแสงแห่งทูตสวรรค์?
ที่ทำให้เด็กอายุยี่สิบปีมีพลังใจที่กล้าแกร่งถึงเพียงนี้
"ผมว่าไม่น่าเกี่ยวกับแสงแห่งทูตสวรรค์หรอกครับ" เฉินเป่ยเสวียนส่ายหน้าปฏิเสธ
เยี่ยนถามกลับ "แล้วเพราะอะไรล่ะ?"
เฉินเป่ยเสวียนลุกขึ้นยืน มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพูดเสียงเรียบ
"ตามความคิดของคุณ ผมควรจะทำท่าเหมือนพวกไม่เคยเห็นผู้หญิงสินะ แต่ผมไม่ได้ทำแบบนั้น คุณเลยคิดว่ายีนเป็นตัวเปลี่ยนนิสัยผม"
"คุณเชื่อว่ายีนเปลี่ยนคนได้ แต่ผมไม่คิดงั้น ดูอย่าง 'พลังแห่งกาแล็กซี' สิ หมอนั่นยังคิดจะจีบดาวโรงเรียนตั้งสิบคน"
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยนจึงเปิดใช้งาน 'ดวงตาแห่งปัญญา' และเข้าใจทุกอย่างในทันที
หลังจากพลังแห่งกาแล็กซีตื่นขึ้น เขาก็เอาแต่จ้องมองผู้หญิงคนอื่นตาไม่กะพริบด้วยสายตาหื่นกาม
แถมยังคิดจะไล่จีบดาวโรงเรียนถึงสิบคนจริงๆ
เยี่ยนนึกย้อนไปถึงคำพูดของราชินีเค่อซาที่เคยบอกว่า แม้พลังแห่งกาแล็กซีจะไม่ได้ทรงพลังเท่าแสงแห่งทูตสวรรค์ แต่เขาก็มีความงดงามในแบบของเขา
งดงามตรงไหนกัน? นี่มันไอ้ขี้แพ้ชัดๆ การมองสาวน่ะไม่ใช่เรื่องผิดหรอก
แต่พลังแห่งกาแล็กซีเล่นจ้องเอาเป็นเอาตาย แถมยังจ้องตาไม่กะพริบอีกต่างหาก
"เป็นไง? ที่ผมบอกว่านิสัยของมนุษย์ไม่เกี่ยวกับยีนน่ะถูกไหม?" เฉินเป่ยเสวียนถามยิ้มๆ เมื่อเห็นสีหน้าพูดไม่ออกของเยี่ยน
เยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง มุมปากกระตุกเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า "พลังแห่งกาแล็กซี... หมอนั่นมัน..."
เยี่ยนถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูด
"ถึงแม้ยีนจะมีอิทธิพลต่อคนเราได้บ้าง แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นมีจิตใจแบบไหน จิตใจต่างหากที่เป็นตัวนำทาง ส่วนยีนก็เป็นแค่ปัจจัยภายนอก"
"ยกตัวอย่างเช่น พลังแห่งกาแล็กซีคนนั้น เป็นสัญลักษณ์ของความงาม ความซื่อสัตย์ ความเป็นชาย ความมั่นคง ความเมตตา และความยุติธรรมจากสวรรค์ แต่ดูสิ่งที่เขาเป็นตอนนี้สิ?"
เฉินเป่ยเสวียนนึกถึงสภาพของเก๋อเสี่ยวหลุนแล้วอดขำไม่ได้
หมอนั่นคือที่สุดแห่งความขี้แพ้จริงๆ
เยี่ยนพึมพำกับตัวเอง "น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ ไอ้หนู สิ่งที่นายพูดมาถูกต้องมาก"
"งั้นในเมื่อนายบอกว่ายีนมีอิทธิพลต่อคนได้ แล้วนายล่ะ จะถูกครอบงำไหม?"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ริมฝีปากของเฉินเป่ยเสวียนยกโค้งขึ้นเล็กน้อย อ่านนิยายมาตั้งเยอะ จะไม่เข้าใจคำถามแบบนี้ได้ยังไง?
บทพูดเท่ๆ ไว้ขิงสาว มันต้องไหลออกมาเองตามธรรมชาติอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?
แถมเขาชื่อเป่ยเสวียน การโชว์ออฟมันอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว!
"กาลเวลาผันผ่าน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง แต่จิตใจของข้าเป่ยเสวียนจักนิรันดร์และไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีปัจจัยใดทั้งภายในหรือภายนอกที่จะสั่นคลอนข้าได้"
เฉินเป่ยเสวียนยืนไพล่มือข้างหนึ่งไว้ด้านหลัง สายตาฉายแววพลังอำนาจ
ถ้าเขาถูกเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะแสงแห่งทูตสวรรค์ เขาก็คงไม่ใช่เฉินเป่ยเสวียน และคงไม่ใช่ตัวเขาในตอนนี้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ริมฝีปากของเยี่ยนก็เผยรอยยิ้มบางๆ เฉินเป่ยเสวียนให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับเธอมากจริงๆ
มันคล้ายกับการได้เผชิญหน้ากับราชินีเค่อซา
"อะไรครับ ยิ้มให้ผมแบบนี้ หลงเสน่ห์ผมเข้าแล้วเหรอ?"
"อยากจะมาเป็นแฟนคลับตัวน้อยของผมหรือเปล่า?"
เฉินเป่ยเสวียนผายมือออก ท่าทางดูภูมิใจในตัวเอง
เยี่ยนพยักหน้าแล้วพูดเสียงนุ่ม "ไอ้หนู ได้ยินคำพูดของนายแล้ว ฉันเปลี่ยนความคิดที่มีต่อนายไปเลย"
"เปลี่ยนยังไงครับ?" เฉินเป่ยเสวียนถาม
"ตอนแรกฉันนึกว่านายจะเป็นเหมือนพลังแห่งกาแล็กซี แต่พอได้คุยกัน ฉันเชื่อแล้วว่านายแตกต่างจากเขามาก"
พูดจบ เยี่ยนก็เดินเข้ามาหาเฉินเป่ยเสวียนพร้อมรอยยิ้มจางๆ "ไอ้หนู ฉันมั่นใจในอนาคตของนายมาก ถึงขนาดที่ว่าฉันจะยอมตกหลุมรักนายและปกป้องนายไปจนวันตายเลยล่ะ!"
เธอเข้าใจในศักยภาพของแสงแห่งทูตสวรรค์ดี จึงมั่นใจในอนาคตของเขามาก เพราะเธอเติบโตมากับตำนานเรื่องเล่าของพลังนี้
"เอาล่ะๆ งั้นพี่สาวนางฟ้า คุณมาที่นี่ทำไมครับ?" เฉินเป่ยเสวียนถาม
เพราะคงไม่ใช่แค่แวะมาดูหน้าเขาเฉยๆ แน่
"ไอ้หนู นายฉลาดมาก เหตุผลที่ฉันมาก็คือราชินีเค่อซาสั่งให้ฉันมาดูนาย แล้วก็เอามรดกของทูตสวรรค์มาให้ด้วย"
เยี่ยนนั่งลงบนโซฟา เผยให้เห็นรูปร่างเย้ายวนโดยไม่ตั้งใจ เธอหยิบแก้วไวน์ขึ้นมา ริมฝีปากอวบอิ่มสีกุหลาบเปิดออกเล็กน้อยเพื่อจิบไวน์
"ของอะไรเหรอครับ?" เฉินเป่ยเสวียนถาม
"นายใช้ 'ดาบเปลวเพลิง' เล่มนี้ไปก่อน ส่วนเรื่องอาวุธและชุดเกราะของนาย ท่านราชันย์เทียนจีและราชินีเค่อซากำลังวางแผนสร้างให้ โดยใช้วัสดุจากแร่เงินทมิฬ" เยี่ยนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ได้ยินดังนั้น เฉินเป่ยเสวียนก็ตาโต นี่เล่นใหญ่กันตั้งแต่เริ่มเลยเหรอ?
สมกับเป็นเศรษฐีนีอันดับหนึ่งของจักรวาลจริงๆ "ในอนาคต" เขาต้องตอบแทนเค่อซากับเฮ่อซีให้ดีซะแล้ว
เยี่ยนยิ้มและถามว่า "ว่าแต่ นายมีความต้องการพิเศษอะไรสำหรับชุดเกราะและอาวุธไหม?"
"ชุดเกราะขอแบบไซไฟผสมกลิ่นอายย้อนยุคหน่อยครับ ส่วนอาวุธขอเป็นดาบแปดเล่มลอยรอบตัวผมได้ คำขอของผมมีเท่านี้แหละ"
เฉินเป่ยเสวียนคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบช้าๆ
ในเมื่อให้ขอได้ เขาก็ต้องขอ และมันต้องเท่สมฐานะของเขา
"เหอะ เด็กก็คือเด็กสินะ ยังแสวงหาของไร้สาระพรรค์นี้อยู่ได้!" เยี่ยนแกล้งถอนหายใจ
"เด็กเหรอครับ? ลองดูแล้วจะรู้ ผมอาจจะทำให้คุณทนไม่ไหวเลยก็ได้นะ!" เฉินเป่ยเสวียนพูดทีเล่นทีจริง
เยี่ยนเลิกคิ้วเรียวสวยขึ้น นั่งไขว่ห้างแล้วพูดด้วยน้ำเสียงยั่วยวน "ไอ้หนู อยากจับขาฉันไหม?"
"พี่สาวรู้นะว่านายอยากจับ ในเมื่อฉันเชื่อใจนาย จะยอมให้จับขานี้หน่อยก็ได้"
เฉินเป่ยเสวียนชำเลืองมองเรียวขายาวสวยของเยี่ยน มันเรียวยาว กลมกลึง ขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะและหยกเนื้อดี
เยี่ยนสังเกตเห็นสายตาของเฉินเป่ยเสวียน จึงยื่นขาออกไปตรงหน้าเขาแล้วยั่วเย้า "เอ้า มันอยู่ตรงหน้านายแล้วนะ!"
เฉินเป่ยเสวียนตาโต จะให้ทนไหวได้ไง?
เนื้อมาจ่อที่ปากแล้วไม่มีเหตุผลที่จะไม่กิน ถึงจะเป็นแค่การจับ แต่มันก็ฟินมากแล้ว
เฉินเป่ยเสวียนเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงในทันที โดยรีดเร้นศักยภาพยีนแสงแห่งทูตสวรรค์ออกมาถึงขีดสุด
เขาถึงกับคำนวณมิติระยะทาง
เพียงชั่วพริบตา เขาก็สัมผัสโดนเรียวขาขาวเนียนนุ่มนั่น
ลื่นมาก นุ่มมาก ชุ่มชื้น และยืดหยุ่น
ความรู้สึกนี้เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ชัดๆ
เยี่ยนตะลึงงัน เธอไม่คิดว่าเฉินเป่ยเสวียนจะพุ่งเข้ามาจับจริงๆ แถมความเร็วของเขายังสูงมากจนเธอตั้งตัวไม่ทัน
มีชีวิตมาเจ็ดพันกว่าปี นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเจอเหตุการณ์แบบนี้
เฉินเป่ยเสวียนพูดหน้าตาย "อืม รู้สึกดีชะมัด ขาวจั๊วะ ลื่นปรื๊ด คุณใช้ครีมอาบน้ำยี่ห้ออะไรเนี่ย? แนะนำหน่อยสิ"
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น นางฟ้าเยี่ยนก็หายตัววับไปจากตรงนั้นทันที
ทิ้งไว้เพียงดาบเปลวเพลิงหนึ่งเล่ม
"โธ่เอ๊ย สาวน้อยบริสุทธิ์ชัดๆ ขี้อายง่ายจังแฮะ"
เฉินเป่ยเสวียนจิบไวน์แดงแล้วถอนหายใจ
ถ้าเป็นเหลียงปิง รายนั้นคงไม่เขินม้วนต้วนขนาดนี้หรอก