- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในยุคกลายพันธุ์ ฉันดันมีสกิลคุยกับดอกไม้
- บทที่ 422 - ตอนพิเศษ IF: บทที่ต้องอ่าน!
บทที่ 422 - ตอนพิเศษ IF: บทที่ต้องอ่าน!
บทที่ 422 - ตอนพิเศษ IF: บทที่ต้องอ่าน!
บทที่ 422 - ตอนพิเศษ IF: บทที่ต้องอ่าน!
หลินเสวี่ยเฟิงไม่ยอมขายภาพวาดให้ เพราะเวลาไม่พอ ภาพสีน้ำวาดเสร็จแล้วต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะแห้งสนิท
สองสามีภรรยาคู่นั้นดูอาลัยอาวรณ์มาก ก่อนกลับยังลังเลอยู่นานกว่าจะขอช่องทางติดต่อไว้ แล้วยังส่งคลิปวิดีโอของลูกทั้งสองคนมาให้ดูอีก "คุณลองพิจารณาดูอีกทีนะ ผมไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินหรอก แต่ผมชอบพลังในภาพวาดของคุณจริงๆ!"
หลินเสวี่ยเฟิงเปิดคลิปดู พบว่าลูกทั้งสองคนของเขา หลี่หรูซิงและหลี่หรูเยว่ คนหนึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดน ท่ามกลางพายุหิมะโหมกระหน่ำ ส่วนอีกคนสวมชุดสกี กระโดดลงจากเฮลิคอปเตอร์บนความสูงเสียดฟ้า แล้วกระตุกร่มชูชีพกางออกก่อนจะถึงพื้น
วินาทีที่ร่มชูชีพสีแดงพองตัวออกอย่างรวดเร็ว สกีบอร์ดก็กวาดเอาละอองหิมะฟุ้งกระจายเป็นวงกว้าง ราวกับจะพุ่งทะลุเลนส์กล้องมาใส่ตัวเขา
ในวินาทีนั้น ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่รู้จักและยากจะอธิบาย... เหมือนความยำเกรงต่อชีวิต หรือความตื่นตะลึงต่อจิตวิญญาณที่ไม่ยอมจำนนต่อขีดจำกัดของชีวิต ก็เอ่อล้นขึ้นมาเต็มอก
หลินเสวี่ยเฟิงส่งข้อความตอบกลับไปเงียบๆ
"กีฬาเอ็กซ์ตรีม อันตรายมากใช่ไหมครับ"
"อันตรายสิ!" ปลายสายหัวเราะร่า "อันตรายแต่ลูกๆ ดันชอบ ผมจะทำอะไรได้? ลูกชายผมหัวดื้อ อยากจะเป็นทหารให้ได้"
"ลูกสาวผมนี่ยิ่งดื้อเข้าไปใหญ่! ชอบแต่แบบนี้... ก็ตามใจเขาเถอะ แค่เขาชอบก็พอแล้ว"
เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดูคลิปวิดีโอทั้งสองคลิปที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงซ้ำอีกรอบ... คลิปหนึ่งนิ่งสงบ อีกคลิปหนึ่งเคลื่อนไหวไม่หยุด
เมฆขาวเปลี่ยนรูปร่าง ทางช้างเผือกทอแสง วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน... ทหารที่เฝ้าชายแดนยืนนิ่งไม่ไหวติง ทำคำว่า "นิ่ง" ให้ไปถึงขีดสุด
กระโดดลงสู่เบื้องล่าง พุ่งทะยานผ่านภูเขาหิมะ หมุนตัวกลางอากาศ... ผู้กล้าแห่งกีฬาเอ็กซ์ตรีมไม่เคยหยุดพัก ทำคำว่า "เคลื่อนไหว" ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
จากนั้นเขาก็พยักหน้าเงียบๆ "ตกลงครับ ผมจะวาดให้... ถ้าเป็นไปได้ ผมจะนำภาพนี้ไปร่วมแสดงในงานนิทรรศการ จบงานแล้วผมจะส่งคืนให้พวกคุณฟรีๆ ไม่คิดเงินสักบาท"
เอ่อ...
น้าหลี่ปรึกษากับภรรยา "ไปงานนิทรรศการจะดีเหรอ? ภาพตอนเข้าเวรชายแดนเอาไปโชว์ได้เหรอ?"
"ฉันว่าได้นะ! จะเอาไปโชว์ในงานนิทรรศการแสดงว่าต้องตั้งใจวาดมากแน่ๆ ส่วนเรื่องลูกชายจะได้ไหม... เดี๋ยวโทรบอกให้ลูกลองถามหัวหน้าดู"
สามวันต่อมา หลินเสวี่ยเฟิงก็ได้รับคำตอบที่แน่นอน
"ลูกชายบอกว่าถามหัวหน้าแล้ว หัวหน้าก็สนใจ บอกว่าเป็นครั้งแรกที่มีจิตรกรจะวาดภาพแนวนี้... ขอแค่เบลอฉากหลังหน่อยก็พอ วาดได้! วาดเลย! เอาไปโชว์ได้ด้วย!"
หลินเสวี่ยเฟิงรับปาก
เขามองภาพ "สาวน้อยกุหลาบ" ที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิต ซึ่งแม้แต่อาจารย์ยังเลือกให้เป็นภาพหลักของงานนิทรรศการทันทีที่เห็น
ที่แท้... พลังชีวิตมันร้อนแรงและพุ่งพล่านขนาดนี้นี่เอง
เขารวบรวมสมาธิ แล้วกางกระดาษวาดภาพออกอย่างเงียบเชียบ
...
ในฐานะศิลปินร่วมสมัย อาจารย์จำเป็นต้องมีผลงานสร้างชื่อ งานนิทรรศการครั้งนี้ย่อมมีผู้ร่วมแสดงผลงานมากมาย หลินเสวี่ยเฟิงและเพื่อนนักศึกษายังไม่ผ่านการพิสูจน์จากตลาด จะจัดนิทรรศการเดี่ยวคงเกินกำลังไปหน่อย ดังนั้นแต่ละคนจึงได้พื้นที่จัดแสดงเล็กๆ คนละโซน
นี่คือความหวังดีของอาจารย์ เมื่อเจ้าหน้าที่ถามถึงธีมของโซนจัดแสดง เขาตอบออกไปโดยไม่ลังเลว่า "ชีวิต"
"เอ่อ" เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนในวงการเช่นกัน มองดูภาพ "สาวน้อยกุหลาบ" แล้วถามอย่างลังเลว่า "ภาพนี้ ใช้ธีม 'ความรัก' ก็น่าจะเหมาะเหมือนกันนะครับ"
หลินเสวี่ยเฟิงนึกถึงภาพอีกสองภาพที่วาดเสร็จแล้ว จึงพยักหน้า "ใช่ครับ 'ความรัก' ก็เหมาะ แต่ผมรู้สึกว่าความรักคือความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลัง แต่ชีวิตต่างหากที่เป็นหัวข้อที่ตรงไปตรงมาที่สุด"
นิทรรศการครั้งนี้สเกลไม่ใหญ่นัก จัดแสดงแค่สองวัน หลังผ่านพิธีเปิดอันครึกครื้นไปแล้ว น้าหลี่ก็พาภรรยาถือตั๋วเข้ามาเป็นกลุ่มแรกๆ เลย!
"อาจารย์หลิน!"
เขาเดินเข้ามาทักทายหลินเสวี่ยเฟิงที่เดินดูงานอยู่อย่างเกรงใจ "ไม่ต้องให้บัตรฟรีผมหรอก! ลูกชายลูกสาวผมอยู่ในงานทั้งที ต้องควักเงินซื้อสิถึงจะถูก! มันต้องมีพิธีรีตองหน่อย! จะให้ลูกเสียหน้าไม่ได้!"
หลินเสวี่ยเฟิงยิ้มรับ ไม่ได้พูดจาตามมารยาทมากความ แค่เบี่ยงตัวเล็กน้อยแล้วผายมือ "ขอบคุณคุณน้าทั้งสองที่สนับสนุนครับ... เชิญทางนี้ครับ ภาพของพวกเขาสองคนแขวนอยู่ทางโซนโน้น"
ตอนนี้คนในฮอลล์ยังไม่เยอะ แต่น่าแปลกใจที่หน้าภาพวาดสามภาพซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางโซน "ชีวิต" กลับมีคนมุงดูอยู่สามสี่คนแล้ว
น้าหลี่ตาเป็นประกายทันที รีบจูงมือภรรยาเดินเข้าไปเงี่ยหูฟัง
แต่จริงๆ แล้วคนข้างหน้าไม่ได้พูดอะไรกันเลย
พวกเขาดูภูมิฐาน การแต่งกายดูเรียบง่ายแต่ผ่านการดูแลมาอย่างดี น่าจะเป็นเศรษฐีที่มีวุฒิภาวะ หลังจากยืนชมเงียบๆ อยู่นาน ถึงมีคนถอนหายใจยาวออกมา "ภาพดี!"
"อาทิตย์อุทัยสาดแสง ทางเดินของมนุษย์ช่างรุ่งโรจน์!"
อีกคนก็หัวเราะร่า "จริงด้วย! ผมความรู้น้อย บอกไม่ถูกว่าดีตรงไหน แต่มองแล้วรู้สึกฮึกเหิมมีพลังขึ้นมาเลย!"
ส่วนอีกคนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเงียบๆ "อาจารย์ดีศิษย์ก็เก่ง! จิตรกรคนนี้ชื่ออะไรนะ? หลินเสวี่ยเฟิง? ผมชอบความรู้สึกในภาพของเขา เดี๋ยวไปถามอาจารย์เสิ่นดูหน่อยว่าภาพลูกศิษย์เขาขายยังไง..."
"เฮ้ย อย่าเพิ่งรีบสิ! พวกเราถามกันหมด เดี๋ยวก็กลายเป็นประมูลหรอก!"
สามคนเริ่มถกเถียงกันทันที ส่วนชายวัยกลางคนอีกคนที่ไม่ได้พูดอะไรกลับชูมือถือให้ดู "ผมเสนอราคาไปทางอาจารย์เสิ่นแล้ว"
น้าหลี่ที่ตอนแรกฟังอย่างดีใจ... ทั้งที่ยังไม่เห็นภาพวาดเลยนะ!
พอได้ยินคำว่าประมูลก็ร้อนรนขึ้นมาทันที รีบแทรกตัวเข้าไป
แต่หลินเสวี่ยเฟิงก็รีบพูดขึ้นว่า "ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจครับ แต่ภาพสามภาพนี้ไม่ได้ขายครับ ขอโทษด้วย"
เขาชี้ไปที่ป้ายข้างๆ ก็เห็นคำว่า "ไม่ได้ขาย" เขียนอยู่จริงๆ
กลุ่มคนที่โทรเสนอราคาไปแล้วถึงกับ: ...
ในที่สุดน้าหลี่ก็พาภรรยาเดินมาถึงข้างหน้า พอเงยหน้ามองก็ต้องตะลึงงัน
ตรงกลางคือภาพ "สาวน้อยกุหลาบ"
ใช้อะไรวาดน้าหลี่ไม่รู้ แต่ท่ามกลางใบไม้สีเขียวเข้มอ่อน ดอกไม้สีชมพูขาวราวกับบานสะพรั่งอยู่ตรงหน้า หยาดน้ำค้างบนกลีบดอกเห็นชัดเจนทุกหยด
และในดงดอกไม้ หญิงสาวที่ใบหน้าเลือนรางกำลังหันกลับมา แม้มองไม่ชัดว่าหน้าตาเป็นยังไง แต่กลับรู้สึกเหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายหน้าตาแบบไหน โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น... ความสุขที่อัดแน่นอยู่ในดวงตาคู่นั้นแทบจะล้นทะลักออกมา...
สวยจริงๆ!
ไม่รู้เรื่องเทคนิค แสงเงา หรือความเสมือนจริงอะไรทั้งนั้น... รู้แต่ว่าสวย! สวยจนคนที่ไม่รู้เรื่องศิลปะสองคนยังตะลึงจนละสายตาไม่ได้ หัวใจพองโตไปด้วยความสุขแบบเดียวกัน
น้าหลี่มองอยู่นาน จนลืมเรื่องลูกไปชั่วขณะ จ้องมองอยู่อย่างนั้น
จนกระทั่งมีคนตามมาดูเพิ่มและส่งเสียงฮือฮาเบาๆ เขาถึงนึกขึ้นได้... อ้อ ฉันมาดูลูกนี่นา!
เขาหันตัวไป แล้วก็เห็นภาพทางซ้ายมืออย่างรวดเร็ว
มันเป็นภาพ...
จะอธิบายยังไงดีนะ?
ไกลออกไปคือภูเขาหิมะสลับซับซ้อน แสงอาทิตย์สาดส่องยอดเขาเป็นสีทอง ส่วนใกล้เข้ามาคือทหารที่สวมชุดป้องกันความหนาวมิดชิด
เขาเผยให้เห็นแค่ดวงตาคู่หนึ่ง คิ้วดกดำมีเกล็ดหิมะเกาะพราว ดวงตาที่มุ่งมั่นคู่นั้นกำลังมองออกไปนอกภาพ ราวกับจะจ้องลึกเข้าไปในใจคน
ผิวพรรณของเขาหยาบกร้าน ทั้งที่ให้ความรู้สึกว่ายังหนุ่มแน่นมาก แต่หางตาที่โผล่ออกมากลับมีริ้วรอยจางๆ และรอยกัดจากความเย็น
ขนตาหนาๆ ก็มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่เหมือนแม่คะนิ้ง พอเงยหน้ามองสบตา น้าหลี่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็เผลอยกมือทาบอกโดยไม่รู้ตัว สบตาเข้ากับดวงตาคู่นั้น
แล้วไม่รู้ทำไม จู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมา
ทุลักทุเลชะมัด!
เขาสะอื้นฮักเช็ดน้ำตา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าลูกลำบาก แต่วินาทีนั้น กลับเหมือนเห็นลูกนั่งหมดแรงอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วหอบหายใจยิ้มให้เขา:
"พ่อ ผมไม่เสียใจ..."
น้ำตาของเขาไหลพรากไม่หยุดอย่างไม่มีเหตุผล จนภรรยาต้องประคองไปนั่งยองๆ อยู่ข้างๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้น ทั้งภูมิใจ ทั้งปวดใจ
นักข่าวข้างๆ เห็นเข้าก็รีบกดชัตเตอร์ "แชะๆ" รัวๆ
หลินเสวี่ยเฟิงที่ในที่สุดก็ปลีกตัวจากกลุ่มคนมาได้ รีบหยิบกระดาษทิชชูมาให้ "ขอโทษครับ คุณน้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ? ไม่รู้ว่าพอใจกับภาพไหม คืนพรุ่งนี้งานจบแล้วผมถึงจะมอบภาพให้ได้นะครับ"
"ไม่เป็นไรๆ" คุณป้าบุคลิกอ่อนโยนข้างๆ ก็เช็ดน้ำตาเหมือนกัน "อาจารย์หลิน ขอบคุณนะที่วาดลูกๆ ออกมาได้ดีขนาดนี้... เขาเป็นผู้หญิง ตอนแรกฉันคิดว่ามันลำบากเกินไป อันตรายเกินไป เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมบ้าบออะไร เผลอๆ ตายได้เลยนะ... ฉันกลัวจะไปกระทบจิตใจเขา เลยไม่กล้าพูด..."
"ฉันเก็บไว้ในใจตลอด... อยากให้เขากลับมา..."
กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ทำงานซื้อบ้านซื้อรถ หรือจะทำธุรกิจก็ได้ พ่อแม่สนับสนุนได้หมด แบบนั้นมันมั่นคงจะตาย!
แต่ว่า เด็กในภาพวาด ช่างดูมีความสุขเหลือเกิน!
เธอเหม่อลอยนึกถึงภาพนั้น...
เธอกระโดดลงมาจากที่สูง สองมือกำไม้สกี สกีบอร์ดรวบอยู่ที่เท้า ท่าทางไม่ได้ดูผ่อนคลาย ชุดสกีหนาเตอะก็ไม่ได้โชว์สรีระของผู้หญิงเลย...
เธอไม่เห็นหน้าด้วยซ้ำ เห็นแค่ดวงตาที่มองไปยังที่ไกลแสนไกลอย่างแน่วแน่...
มุ่งมั่น และอดทน
ใจของเธอไม่ได้อยู่ที่เท้า แต่อยู่ในอนาคตอันนิรันดร์
ที่แท้ นี่คือสิ่งที่ลูกไขว่คว้าสินะ... ขาหัก กระดูกคอเคลื่อน หน้าเป็นแผล หัวแตกเลือดไหล...
สิ่งเหล่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับวินาทีที่เธอได้โบยบินบนท้องฟ้า พิชิตทุ่งหิมะ
เธอก็ร้องไห้ออกมา แล้วจับมือหลินเสวี่ยเฟิงไว้แน่น "ขอบคุณ ขอบคุณคุณจริงๆ"
...
นิทรรศการจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ
ศาสตราจารย์เสิ่นมองลูกศิษย์ด้วยความภูมิใจ "เธอนี่นะ! เมื่อก่อนเทคนิคแพรวพราว พรสวรรค์ก็ดี ขาดแค่อารมณ์ความรู้สึก ตอนนี้บรรลุแล้วสินะ!"
วันคืนที่ขัดเกลาและเรียนรู้ หยาดเหงื่อและความพยายาม ในที่สุดก็สวมมงกุฎให้เขาหลังจากก้าวข้ามขีดจำกัด
หลินเสวี่ยเฟิงยิ้มออกมา "ผมก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากครับ"
เขาเห็นพ่อแม่ของหลี่หรูซิงและหลี่หรูเยว่ ที่แท้ ความรักของพ่อแม่ปกติมันเป็นแบบนี้นี่เอง!
พอมองดูสายที่ไม่ได้รับและข้อความยาวเหยียดในมือถือ ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจยาว แล้วปล่อยวางทุกอย่างนับจากนี้
ในวินาทีนี้ ศาสตราจารย์เสิ่นมองลูกศิษย์ของเขา ราวกับเพชรที่ถูกเจียระไนจนใสกระจ่างในชั่วพริบตา ไม่มีอะไรมาผูกมัดความอิสระและประกายแสงของเขาได้อีกแล้ว
เขายิ้มแล้วตบไหล่ลูกศิษย์ "วันนี้มีพาร์ทเนอร์สองเจ้าติดต่อมาจ้างงาน ค่ามัดจำเจ้าละห้าแสน เดี๋ยวให้เขาโอนเข้าบัญชีเธอ... เสวี่ยเฟิง การเป็นศิลปินแล้วยังเลี้ยงชีพได้ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ มันยากมากนะ"
"แต่เธอ เธอได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 'ศิลปิน' เรียบร้อยแล้ว"
"ในเมื่ออยู่ที่บ้านไม่มีความสุข ก็ตั้งใจพัฒนาตัวเองเถอะ เมืองบุปผาจริงๆ แล้วเหมาะกับการตั้งรกรากนะ ว่าไหม"
ดึกคืนนั้นเขาไม่ได้กลับที่พัก แต่กลับไปที่เขาซานชิงอีกครั้ง
เช้าตรู่ตอนที่เขตท่องเที่ยวเปิด เขาซื้อตั๋วขึ้นเขาเป็นคนแรก
ทิวทัศน์ระหว่างทางมีมากมาย แต่เขาใจจดใจจ่ออยู่กับกุหลาบกิ่งนั้นที่เขาเอาไม้ไผ่ล้อมรั้วป้องกันไว้อย่างดี
ในวินาทีนี้ เขาอยากจะไปดูมันเหลือเกิน
ดูชีวิต การเบ่งบาน และความไม่ยอมแพ้ของมัน
ยามเช้าในหุบเขามีหมอกหนาปกคลุม บนถนนไม่มีนักท่องเที่ยว แต่พอเขามาถึงวิหารเต๋าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งกาลเวลา กลับพบว่ามีคนมาถึงก่อนแล้ว
เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
ผมครึ่งหนึ่งของเธอยุ่งเหยิงชี้โด่เด่ อีกครึ่งหนึ่งยังเห็นร่องรอยการถักเปียอย่างประณีต หนังยางหลากสีสันมัดจุกกุหลาบสีชมพูขาวช่อใหญ่ที่ดูครึกครื้นเอาไว้
ตอนนี้ เธอกำลังใช้เท้าเปล่าที่ขาวอวบอูมเหยียบลงบนพื้นโคลน สวมชุดนอนสีขาวสะอาดตา และถูกล้อมอยู่ในรั้วไม้ไผ่ กำลังดึงใบกุหลาบต้นนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"อย่า..."
หลินเสวี่ยเฟิงร้องห้ามด้วยความเสียดาย อีกฝ่ายหันกลับมา ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำมองมาที่เขา แก้มยุ้ยๆ โผล่ออกมา ดูแล้วน่าจะอายุประมาณห้าหกขวบ
หลินเสวี่ยเฟิงไม่เคยเลี้ยงเด็ก เลยไม่ค่อยแน่ใจ
แต่แล้วเขาก็ต้องตะลึง
เพราะวินาทีที่หันมา เขาดันรู้สึกว่าเด็กคนนี้ หน้าตาเหมือน "สาวน้อยกุหลาบ" ที่เขาเก็บสะสมไว้อย่างประหลาด
ไม่สิ ไม่ใช่แค่เหมือน แต่ยังมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก...
และพออีกฝ่ายเห็นเขา ก็ยื่นแขนขาวป้อมเหมือนรากบัวออกมาจากในรั้ว แล้วฉีกยิ้มหวานที่ละลายได้ทุกสรรพสิ่ง:
"ปะป๊า!"
[จบแล้ว]