เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 301 - ความไม่พอใจของอู๋เยว่

บทที่ 301 - ความไม่พอใจของอู๋เยว่

บทที่ 301 - ความไม่พอใจของอู๋เยว่


บทที่ 301 - ความไม่พอใจของอู๋เยว่

อู๋เยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าดูเหม่อลอยคล้ายกำลังจมดิ่งอยู่ในความซาบซึ้งของตัวเอง

ฝ่ายไป๋อวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในใจแอบนึกค่อนขอดว่าไอ้พวกผู้ชายโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงบางคน ก็ชอบอาศัยหน้าตาดีๆ (พูดกันตามตรง อู๋เยว่ก็หน้าตาดีแถมดูมีมาดผู้ดีจริงๆ นั่นแหละ) ไปหลอกเด็กมัธยมมาเป็นแฟนก็มีถมไป!

เธอก็เคยมีความรักก่อนวัยอันควรเหมือนกัน แต่เด็กอายุสิบสี่สิบห้ากับผู้ชายอายุยี่สิบมาคบกันเนี่ย มันจะไม่ผิดศีลธรรมไปหน่อยเรอะ!

พอนึกถึงตรงนี้ เส้นประสาทตอนพูดของเธอก็เขม็งเกลียว รอยยิ้มฉาบหน้ากับความหงุดหงิดภายในใจแทบจะแยกขาดจากกัน "ท่านนายพลอู๋คะ อีกฝ่ายชื่อ หวาย ตัวไหน อวี่ ตัวไหน อายุเท่าไหร่ ทราบภูมิลำเนาคร่าวๆ ไหมคะ ถ้ามีข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้อีกนิด น่าจะรู้ผลได้เร็วขึ้นค่ะ"

ความกลัดกลุ้มอันแสนเศร้าสร้อยของอู๋เยว่ถูกขัดจังหวะ เขาพอจะจับสังเกตความหงุดหงิดของไป๋อวี่ได้ลางๆ ผู้หญิงก็เป็นแบบนี้แหละนะ พอเป็นเรื่องความรักของตัวเอง ก็มักจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลเสมอ

แต่ไม่เป็นไร เขารู้ว่าจริงๆ แล้วไป๋อวี่เป็นเด็กดี

เขาจึงพูดขึ้นว่า "หวาย ที่แปลว่าอ้อมกอด ส่วน อวี่ ที่แปลว่าส่วนเกิน แต่เธอไม่ค่อยชอบชื่อนี้เท่าไหร่ อาจจะเปลี่ยนชื่อเป็น อวี่ ที่แปลว่าหยกก็ได้"

"ส่วนอายุ... ปีนี้น่าจะเกือบสามสิบแล้วมั้ง วันเกิดเธออยู่ในเดือนกรกฎาคม"

"ภูมิลำเนาเดิม... ทะเบียนบ้านเก่าของเธออยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเมืองบุปผา"

ไป๋อวี่จดข้อมูลพวกนี้ไว้อย่างตั้งใจ ในใจลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ขณะเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกดูแคลนมากขึ้นไปอีก

ในเมื่อคบกันมาตั้งหลายปี แถมอีกฝ่ายยังเป็นเด็กกำพร้า แต่ดันมาเลิกกันตอนปีที่เกิดภัยพิบัติ ข้อมูลตรงนี้มันบอกอะไรได้ตั้งหลายอย่าง

อย่างเช่น ต้องเจอเรื่องที่รับไม่ได้ขนาดไหนกันนะ เด็กผู้หญิงไร้บ้านคนหนึ่งถึงยอมเลือกที่จะเลิกกับแฟนที่คบกันมาหลายปี ในสถานการณ์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนั้น

ชั่วพริบตานั้น ในหัวของไป๋อวี่มีร้อยแปดความคิดแล่นผ่าน

แต่ประเทศนี้ใช้กฎเหล็กมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นระเบียบสังคมของพวกเขาจึงไม่เคยพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง แม้แต่พลังพิเศษในช่วงแรกๆ ก็ตื่นขึ้นในกลุ่มทหาร นักกีฬา หรือนักวิจัยที่มีร่างกายแข็งแกร่งและมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมสูงที่สุด

ดังนั้นแม้ตอนเริ่มภัยพิบัติจะวุ่นวายไปบ้าง แต่ภาพรวมก็ถือว่ายังค่อนข้างมั่นคง จะมีก็แค่พืชป่าที่โตเร็วเกินไป จนทำให้การคมนาคมยากลำบากในช่วงแรกเท่านั้น

การเลิกกันในสถานการณ์แบบนี้ เป็นไปได้สูงว่าอีกฝ่ายอาจจะยังอยู่ที่เมืองบุปผา

เพียงแต่... ถ้าตัวคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว

เธอปิดสมุดโน้ตลง "ฉันจะรีบโทรศัพท์ไปสอบถามให้ค่ะ ท่านรอสักครู่นะคะ"

ใจจริงเธออยากจะถามว่า ถ้ารู้ข่าวของฝ่ายหญิงแล้วจะทำยังไงต่อ แต่พอยั้งคิดดูอีกที นึกถึงบทสนทนาที่คุยกันคนละเรื่องเดียวกันก่อนหน้านี้ ก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ โทรสั่งเลขาเสร็จเธอก็เปิดแท็บเล็ตขึ้นมาอีกครั้ง

"ขอบเขตการสำรวจแดนรกร้างในอีกสามวันข้างหน้า กำหนดไว้คร่าวๆ คือ..."

...

ขณะเดียวกัน

หวายอวี๋ไม่รู้เลยสักนิดว่าไป๋อวี่กำลังประสาทแดกขนาดไหน เธอนั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ มองดูโลกภายนอกที่ดูดิบเถื่อนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอารมณ์ที่เบิกบานสุดๆ

"มีความสุขขนาดนั้นเชียว?" โจวเฉียนหันมามองแวบหนึ่งตอนขับรถ เห็นหวายอวี๋นั่งท่าทางผ่อนคลาย สีหน้าเปี่ยมสุข ดวงตาจับจ้องไปนอกหน้าต่างรถ รัศมีแห่งความดีใจแผ่ออกมาทั่วร่าง

หวายอวี๋พยักหน้าหงึกหงัก "ก็คนมันมีความสุขนี่นา ได้ออกมาข้างนอกก็ดีใจ ได้เห็นต้นไม้เยอะแยะก็ดีใจ"

หยุดไปนิดหนึ่งเธอก็ถามต่อ "พี่โจวเฉียน ฉันยังขับรถไม่คล่อง ถ้าพี่เหนื่อยก็จอดพักเลยนะ"

โจวเฉียนนึกในใจว่าเธอไม่ใช่ขับไม่เป็นหรอก แต่เธอขับกล้าตายเกินไปต่างหาก ขึ้นรถได้ก็เหยียบคันเร่งมิดตีนไม่ยอมผ่อนเลย

ตอนลองขับหน้าบ้านกี่รอบๆ ก็มาทรงนี้ สุดท้ายโจวเฉียนทั้งเสียดายรถ เสียดายน้ำมัน แถมยังรักตัวกลัวตาย ก็เลยตัดสินใจยอมเป็นคนขับรถให้นายหญิงนั่งดีกว่า

คนบางคนเกิดมาเพื่อสบายจริงๆ งานหยาบๆ แบบนี้ทำไม่ได้สักนิด

หวายอวี๋ไม่รู้หรอกว่าโจวเฉียนกำลังบ่นอุบในใจ ความรู้สึกผิดของเธอเป็นของจริงล้วนๆ เพียงแต่... เวลาขับรถแล้วจำได้แค่ว่ามีมือแต่ลืมไปว่ามีเท้า มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ

แต่โจวเฉียนตอบกลับมาแล้ว "แทะเมล็ดทานตะวันของเธอไปเถอะ ฉันเหนื่อยเมื่อไหร่จะหาที่จอดเอง อีกอย่างนี่เพิ่งออกมาได้แค่สองชั่วโมง ยังไม่ทันเหนื่อยหรอก"

หวายอวี๋ถอนหายใจเฮือก "สองชั่วโมงแล้วยังไม่ถึงรอบนอกแดนรกร้างเลย ยังต้องอ้อมเขาซานชิงไปอีก ถ้าขับรถทะลุระเบียงกุหลาบไปแดนรกร้างได้เลยก็คงดีสิ!"

ถ้าทำแบบนั้นได้ พวกเขาก็คงบุกเข้าบุกออกได้ตามใจชอบแล้ว

แต่ระเบียงกุหลาบกับเขาซานชิงด้านหลัง รวมถึงเนินเขาที่ทอดยาวต่อเนื่องกัน เป็นปราการธรรมชาติที่ช่วยปกป้องเมืองบุปผาไม่ให้ถูกรุกรานง่ายๆ และในขณะเดียวกันก็จำกัดเส้นทางของหวายอวี๋ไปด้วย

โจวเฉียนเองก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นไร การขับรถเป็นแค่งานที่เบาที่สุดในภารกิจสำรวจแดนรกร้าง พลังของหวายอวี๋ต่างหากที่สำคัญที่สุด

"ถึงแล้ว"

เขาชะลอความเร็วรถ "เห็นด่านข้างหน้าไหม เอาใบผ่านทางออกมา เดี๋ยวเขาต้องประทับตรา"

หวายอวี๋รีบคุ้ยกระเป๋าตัวเอง

คิดไปคิดมา เธอก็กอบเมล็ดทานตะวันขึ้นมาอีกกำมือ เจ้าขุยกับครอบครัวของมันช่างขยันขันแข็งจริงๆ จานดอกใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม แต่ขนาดเมล็ดเท่าเดิม จานดอกหนึ่งเก็บเมล็ดได้ตั้งกะละมังหนึ่ง ที่บ้านต้องเอาถุงพลาสติกซ้อนกระสอบเก็บไว้ กินให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลย

ตอนนี้เห็นทหารยามหน้าตาเคร่งขรึมอยู่ข้างหน้า อีกฝ่ายยื่นมือมาทางหน้าต่างคนขับ "ตรวจยืนยันตัวตน"

ส่วนหน้าต่างฝั่งคนนั่งก็มีคนยื่นมือมาเหมือนกัน "เอาใบผ่านทางออกมา แค่พวกคุณสองคนเหรอ เป็นการเดินทางส่วนตัวหรือทีมสำรวจที่ลงทะเบียนแล้ว"

"การเดินทางส่วนตัวต้องได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ ไม่งั้นก็เหมือนเอาชีวิตไปทิ้งในแดนรกร้าง เพิ่มภาระให้คนอื่นเปล่าๆ แนะนำให้พวกคุณคิดให้ดีๆ นะ"

"คิดดีแล้วจ้า!"

ฝั่งโน้นโจวเฉียนทำหน้าจริงจัง ทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง ฝั่งนี้หวายอวี๋ยื่นกำปั้นขาวผ่องออกไป วางลงบนฝ่ามือของอีกฝ่าย

จากนั้นพอกางมือออก เมล็ดทานตะวันกำใหญ่ก็ร่วงกราวลงมา

เจ้าหน้าที่: ...

เขาจ้องมองเมล็ดทานตะวันในมือ พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเอ่ยปาก "เก็บกลับไป เราห้ามรับสินบน"

แต่หวายอวี๋ยิ้มหวานหยดย้อยไปแล้ว "พี่ชาย นี่แค่เมล็ดทานตะวันกำเดียวเอง แทะสองทีก็หมดแล้ว แบบนี้ก็นับเป็นสินบนเหรอ"

"อะนี่จ๊ะ!" เธอยื่นใบผ่านทางให้อย่างคล่องแคล่ว แล้วพูดอย่างภูมิใจ "พวกเราทำถูกกฎหมายเป๊ะๆ ไม่ต้องให้พี่ชายทำผิดกฎช่วยหรอกจ้ะ อากาศหนาวๆ แบบนี้ เมล็ดทานตะวันนี่ฉันคั่วเองนะ หอมมากเลยล่ะ!"

เจอใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใสขนาดนี้ ไม่มีใครใจแข็งปฏิเสธลงหรอก โจวเฉียนฟังคำพูดหวานหูที่คุ้นเคยนี้แล้วก็อดหันไปมองเธอไม่ได้

พอมองออกไปนอกหน้าต่าง เจ้าหน้าที่ที่เคยเคร่งขรึมก็ต้านทานกระสุนเคลือบน้ำตาลนี้ไม่ไหวจริงๆ ตอนนี้มือนึงกำเมล็ดทานตะวัน อีกมือนึงรับใบผ่านทางไปตรวจดูอย่างละเอียด

จากนั้นสีหน้าก็ผ่อนคลายลง พยักหน้าให้หวายอวี๋ "รอสักครู่"

เขาเดินดุ่มๆ ไปทางโซนสำนักงานด้านข้าง ไม่นานนักเสียงประทับตราก็ดังขึ้น ใบผ่านทางถูกส่งคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว

"ขอบคุณนะจ๊ะพี่ชาย!" ดวงตาของหวายอวี๋เป็นประกายวิบวับ

อีกฝ่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงเอ่ยปากบอก "เพิ่งได้รับข่าวมา อีกสามวันท่านนายพลอู๋ผู้บัญชาการหน่วยพิทักษ์จะเริ่มสำรวจวงในจากเขต C9 ถ้าพวกคุณสองคนคิดจะเข้าไปลึก แนะนำให้รออยู่รอบนอกก่อน แล้วค่อยเข้าทางเขต 3 ตามขบวนใหญ่ไป ความปลอดภัยจะสูงกว่ามาก"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 301 - ความไม่พอใจของอู๋เยว่

คัดลอกลิงก์แล้ว