เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 301 - พันธนาการแห่งฟ้าดิน

บทที่ 301 - พันธนาการแห่งฟ้าดิน

บทที่ 301 - พันธนาการแห่งฟ้าดิน


บทที่ 301 - พันธนาการแห่งฟ้าดิน

บนยอดเขากวนอวิ๋น

ติงอี้ยืนอยู่ที่นั่น มองดูเมฆขาวที่ม้วนตัวอยู่ใต้ฝ่าเท้า ในใจไม่รู้กำลังครุ่นคิดสิ่งใด

วินาทีถัดมา ร่างกายของเขาก็เปล่งแสงสว่างจ้า กลิ่นอายอันเกรี้ยวกราดระเบิดออกมาจากร่างของเขาอย่างฉับพลัน

แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวราวกับกระแสน้ำหลากซัดสาดไปเบื้องหน้า ถึงกับปั่นป่วนจนเมฆขาวกระจัดกระจาย เผยให้เห็นดวงตะวันสีทองหลังม่านเมฆ

เขายืนอยู่บนยอดเขาสูงตระหง่านในยามนี้ ราวกับสัตว์ร้ายในยุคบรรพกาล หากคนธรรมดาเข้าใกล้ในระยะร้อยเมตร เส้นลมปราณคงขาดสะบั้น ร่างกายแหลกเหลวเป็นโคลนโลหิตอย่างแน่นอน

และนี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น

กลิ่นอายบนร่างของติงอี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แผ่ขยายออกไปในอัตราทวีคูณ และในขณะที่ความว่างเปล่ารอบกายเขาเริ่มสั่นสะเทือนนั้นเอง โซ่ตรวนโปร่งใสหลายเส้นก็พุ่งลงมาจากห้วงนภา ราวกับมังกรพิโรธ รัดพันแขนขาของเขาไว้แน่นในพริบตา

ทันใดนั้น กลิ่นอายของติงอี้ก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่กล้ามเนื้อบนร่างกายก็ยังสั่นระริก ดูเหมือนกำลังแบกรับแรงกดดันมหาศาลบางอย่าง

"นี่หรือคือสิ่งที่เรียกว่าพันธนาการแห่งฟ้าดิน?"

ติงอี้มองโซ่ตรวนยาวเหยียดที่ทิ้งตัวลงมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า พึมพำกับตัวเอง

นับตั้งแต่ตื่นขึ้นมาตอนกลางวัน เขาก็พบว่าตนเองบรรลุถึงระดับเก้าแล้ว

แรกเริ่มเขาก็ไม่สังเกตเห็นโซ่ตรวนโปร่งใสเหล่านี้ที่ตกลงมาจากฟ้า จนกระทั่งเขากระตุ้นพลังกายเนื้อถึงขีดสุด โซ่ตรวนเหล่านี้จึงปรากฏขึ้นโดยไร้สัญญาณเตือน

เมื่อถูกโซ่ตรวนนี้รัดตรึง ติงอี้รู้สึกว่าพลังในกายถูกสูบออกไปกว่าครึ่ง ความรู้สึกนี้เหมือนกับตอนที่เห็นสาวงามสวมถุงน่องดำนอนรออยู่บนเตียง แต่ตัวเองกลับนกเขาไม่ขันเสียอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม ขอเพียงติงอี้ลดการปลดปล่อยพลังกายเนื้อลงเล็กน้อย พันธนาการนี้ก็จะหายไปเอง กลับไปซ่อนเร้นอยู่ในความว่างเปล่า

ถึงตรงนี้ ติงอี้ก็เข้าใจแล้วว่า พันธนาการแห่งฟ้าดินที่ทัวป๋าเย่พูดถึงคือสิ่งใด

"ดูท่า นี่คงเป็นการกดทับของโลกใบนี้ที่มีต่อนักสู้ระดับสูงสุด... ไม่สิ ไม่ใช่นักสู้เท่านั้น ผู้บูชาเทพก็น่าจะโดนกดทับเช่นกัน"

เมื่อลมหายใจของติงอี้แผ่วเบาลง โซ่ตรวนบนร่างก็หดกลับขึ้นไปบนฟ้าและหายไป แต่คิ้วของเขากลับขมวดมุ่น

"หรือว่าโลกนี้ห้ามมิให้ผู้ใดทะยานสู่สวรรค์?"

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของติงอี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

น่ารำคาญชะมัด

ติงอี้ถอนหายใจ ก่อนที่จะหาวิธีแก้ได้ เขาทำได้เพียงใช้พลังระหว่างระดับแปดถึงระดับเก้าเท่านั้น หากเกินระดับเก้า โลกใบนี้จะจับได้และส่งโซ่ตรวนประหลาดนั่นลงมา

บัดซบเอ๊ย

ติงอี้มองโซ่ตรวนที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากแขนขวา สบถในใจ

แต่ในใจลึกๆ เขามีลางสังหรณ์ว่า ขอเพียงหาวิธีจัดการกับโซ่ตรวนเหล่านี้ได้ เขาก็จะทำลายพันธนาการของโลกใบนี้ และก้าวเข้าสู่ดินแดนมหัศจรรย์ หรือที่เรียกว่าขอบเขตเซียนที่แท้จริงได้

แต่ทว่า ตอนนี้เขายังมีปัญหาที่เร่งด่วนกว่าต้องจัดการ

เพื่อบรรลุเซียนบนดินระดับเก้า เขาได้ทุ่มอายุขัยไปกว่าสองพันหนึ่งร้อยปีในคืนเดียว ตอนนี้เหลือติดตัวอยู่เพียงร้อยกว่าปีเท่านั้น

อายุขัยแค่นี้ สำหรับติงอี้ในตอนนี้ มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน

และที่สำคัญที่สุด อาวุธล็อตนั้นที่ส่งไปแนวหน้าดูเหมือนจะเริ่มขาดช่วง การแจ้งเตือนอายุขัยที่ได้รับในแต่ละวันเริ่มลดลงอย่างฮวบฮาบ ทำให้ติงอี้รู้สึกร้อนใจขึ้นมา

เขาต้องสร้างช่องทางการส่งอาวุธในแคว้นชิงโจวขึ้นมาใหม่ มิเช่นนั้นเขาต้องตายแน่!

คิดได้ดังนั้น ติงอี้จึงหันหลังเดินลงจากยอดเขา มุ่งหน้าสู่ตำหนักกวนอวิ๋นด้านล่าง

ไม่นานนัก ติงอี้ก็มาถึงหน้าตำหนักกวนอวิ๋น

เฉียวจิ่วโหย่วกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ที่ลานหน้าตำหนัก เห็นติงอี้เดินลงมาจากทางเดินด้านบน ก็ยิ้มถาม

"เป็นอย่างไร ทิวทัศน์บนยอดเขากวนอวิ๋นของข้าไม่เลวเลยใช่ไหม"

ติงอี้หัวเราะตอบ แล้วถามว่า

"ท่านเจ้าสำนัก คราวก่อนข้าลืมถามไป หากเซียนบนดินไปถึงระดับเก้าแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?"

เฉียวจิ่วโหย่วมองติงอี้ด้วยความแปลกใจ ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า

"เจ้าเพิ่งจะอยู่ระดับไหนกันเชียว รีบร้อนอยากรู้เรื่องระดับเก้าไปทำไม?"

"แต่คำถามนี้ข้าก็ตอบเจ้าไม่ได้ เพราะแม้แต่อาจารย์ของข้าก็ยังไม่เก่งเท่าข้า ข้าถือว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในสายนี้แล้ว"

ติงอี้ชะงัก แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ เปลี่ยนเรื่องคุย

"อีกไม่กี่วันข้าจะไปแคว้นชิงโจวแล้วขอรับ"

เฉียวจิ่วโหย่วถามกลับ

"ทำไม ไม่กลัวเจ้านั่นที่แคว้นชิงโจวแล้วรึ?"

ติงอี้หัวเราะ

"ก็มีท่านอยู่ไม่ใช่หรือ"

เฉียวจิ่วโหย่วกล่าว

"ก็ได้ ข้ากำลังขาดเซียนที่แท้จริงมาลับคมแดนกระบี่อยู่พอดี เจ้าจะไปเมื่อไหร่ก็เรียกข้าแล้วกัน"

ติงอี้ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว แม้ตอนนี้เขาจะเป็นเซียนบนดินระดับเก้า แต่เขาก็เข้าใจความน่ากลัวของขอบเขตเซียนที่แท้จริงมากขึ้น

เซียนจากภพเบื้องล่างเหล่านี้แม้พลังจะถูกกดทับ แต่ก็อาจมีไม้ตายก้นหีบซ่อนอยู่ มีเฉียวจิ่วโหย่วยืนค้ำอยู่ข้างหน้า เขาจะได้สบายขึ้นเยอะ

เรื่องแย่งผลงานปิดฉาก เขาทำจนชินมือแล้ว ไม่ถือสาหรอกครั้งนี้

บอกลาเฉียวจิ่วโหย่วแล้ว ติงอี้ก็ลงเขาเดินกลับไปยังตำหนักของตน

ระหว่างทาง ติงอี้พบกับเสนาบดีชิวไป๋อวี่ที่รออยู่นานแล้ว

ข้างกายชิวไป๋อวี่มีศิษย์สายในสวมชุดยาวสีขาวยืนอยู่คนหนึ่ง เมื่อเห็นติงอี้เดินลงมา ก็รีบคุกเข่าลงกับพื้น ตะโกนก้อง

"น้อมรับท่านติงเซียนจุนลงจากเขา"

ติงอี้มองคนกลุ่มนี้ด้วยความแปลกใจ สายตาไปหยุดอยู่ที่ชุดขุนนางของชิวไป๋อวี่

ขุนนางขั้นสาม

นี่ถือเป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่โตมาก เพราะในแคว้นจงโจว ขุนนางขั้นหนึ่งและขั้นสองมีอยู่เพียงไม่กี่คน ขุนนางขั้นสามเรียกได้ว่าเป็นเพดานสูงสุดของคนจำนวนมากแล้ว

"ข้าน้อยชิวไป๋อวี่ เสนาบดีกรมคลัง น้อมคารวะท่านติงเซียนจุน"

ชิวไป๋อวี่เห็นติงอี้มองมา ก็รีบโค้งคำนับ

ที่แท้ก็เสนาบดีกรมคลัง

ติงอี้คิดใคร่ครวญเพียงครู่เดียว ก็เข้าใจเหตุผลที่คนผู้นี้มาหา มุมปากยกยิ้มเยาะหยัน ดูซิว่าเขาจะพูดอะไร

ชิวไป๋อวี่เห็นติงอี้ไม่พูดจา ก็เข้าใจสถานการณ์ทันที เขารีบรับสมุดบัญชีสองเล่มจากผู้ติดตาม แล้วเดินจ้ำอ้าวเข้าไปหาติงอี้

"ท่านติงเซียนจุน นี่คือบัญชีทรัพย์สินที่ยึดมาจากบ้านคนบาปเหอเหวยหมิน ข้าน้อยมิได้แก้ไขแม้แต่อักษรเดียว ทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้วขอรับ"

ติงอี้มองดูบัญชีที่ชิวไป๋อวี่ส่งมา รับมาพลิกดูผ่านๆ แล้วก็หมดความสนใจ

ทองคำและเงินขาวมีไม่น้อย ของแปลกๆ ก็มีอยู่บ้าง แต่สำหรับเขาในตอนนี้ มันไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็ก

เวลานี้ มีเพียงวิธีเปิดผนึกพันธนาการแห่งฟ้าดินเท่านั้น ที่จะทำให้เขาสนใจได้บ้าง

"บริจาคไปซะ"

ติงอี้โยนสมุดบัญชีคืนให้ชิวไป๋อวี่ กล่าวเรียบๆ

"ข้าน้อยขอขอบพระคุณท่านติงเซียนจุนแทนราษฎรแคว้นจงโจว!!"

ชิวไป๋อวี่ได้ยินดังนั้น ก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ประสานมือคารวะติงอี้

เซียนบนดินมีศักดิ์เทียบเท่าขุนนางขั้นหนึ่ง แต่สถานะที่แท้จริงนั้นเหนือกว่าขั้นหนึ่ง ดังนั้นการที่ชิวไป๋อวี่ทำความเคารพด้วยการคุกเข่าจึงไม่ถือว่าเกินเลย

เพียงแต่เขามิได้คุกเข่าทั้งสองข้าง นี่เป็นการยกย่องฮ่องเต้ไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่า เพียงรายละเอียดเล็กน้อยนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของขุนนางขั้นสามผู้นี้แล้ว

ติงอี้ไม่สนใจชิวไป๋อวี่ เดินผ่านร่างเขาไปเฉยๆ แต่สีหน้าของชิวไป๋อวี่ที่คุกเข่าอยู่กลับไม่ได้โกรธเคือง กลับเต็มไปด้วยความยินดี

การกระทำของติงอี้เช่นนี้ ย่อมหมายความว่าเขาผ่านด่านแล้ว

เรื่องของเหอเหวยหมินจบลงพร้อมกับการยึดทรัพย์ ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องตายแล้ว!

ชิวไป๋อวี่ปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก นับตั้งแต่เขาขึ้นเป็นเสนาบดี จำไม่ได้แล้วว่าไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนี้มานานกี่ปี

แม้แต่ตอนเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เขาก็ไม่รู้สึกหวาดหวั่นเท่าวันนี้

บารมีของเซียนจุน ช่างมิอาจคาดเดาได้จริงๆ!

ตลอดทาง ศิษย์สำนักกวนอวิ๋นที่เห็นติงอี้ต่างหยุดเดินทำความเคารพ ไม่กล้าแสดงความไม่เคารพแม้แต่น้อย

นี่คือเซียนบนดิน ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีตัวจริงเสียงจริง นี่มิใช่เพียงสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นการสืบทอดจิตวิญญาณของนักสู้!

แต่ท้ายที่สุด ติงอี้กลับถูกพวกเขาทำให้รู้สึกอึดอัด

เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเซียนบนดินเหล่านั้นถึงทำตัวลึกลับ เดินมาตั้งนานไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงได้เป็นบ้าตายแน่ๆ

จบบทที่ บทที่ 301 - พันธนาการแห่งฟ้าดิน

คัดลอกลิงก์แล้ว