- หน้าแรก
- ยอดเชฟภรรยาตัวน้อย บอสคะ ได้เวลาทานข้าวแล้ว
- บทที่ 30 ฮีโร่สาวกับโรงงานอิฐ
บทที่ 30 ฮีโร่สาวกับโรงงานอิฐ
บทที่ 30 ฮีโร่สาวกับโรงงานอิฐ
บทที่ 30 ฮีโร่สาวกับโรงงานอิฐ
ซูเสี่ยวเป่ยอดรบเร้าอีกครั้งไม่ได้ "พี่ชายทั้งสองคนดีกับเรามากเลยนะ ไปเยี่ยมพวกเขากันเถอะ ถ้าเอาอะไรไปให้กินด้วยก็จะดีมากเลย"
หลี่ซิงฟางแอบเตี๊ยมกับซูเสี่ยวเป่ยไว้ก่อนแล้ว เขาคิดว่าชีวิตแบกอิฐอันแสนรันทดของเขา จะกลับมามีความสุขได้ก็ด้วยการเยียวยาจากอาหารฝีมือซูอิงอันเท่านั้น
ในที่สุด ซูอิงอันก็ใจอ่อนยอมแพ้ต่อลูกตื๊อของซูเสี่ยวเป่ย โรงงานอิฐอยู่ห่างจากตัวเมืองไม่มาก เดินจากตลาดสดไปประมาณสิบนาทีก็ถึง
ถนนในตัวเมืองเป็นถนนคอนกรีต การเข็นรถวีลแชร์พาซูเสี่ยวเป่ยไปจึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากสำหรับซูอิงอัน
ภายใต้แสงแดดแผดเผา หลี่ซิงฟางและซ่งลี่กำลังเข็นรถบรรทุกอิฐเต็มคันออกมาจากเตาเผาด้วยใบหน้านองน้ำตา
รูปร่างของซ่งลี่ถือว่าไม่เลว แม้จะดูขาวผอมเพรียว แต่แขนขาก็มีกล้ามเนื้อที่เห็นได้ชัดเจน
อิฐแดงร้อนๆ ที่เพิ่งออกจากเตาแผ่ไอระอุออกมา ซ่งลี่เข็นรถด้วยความยากลำบาก เดินโซซัดโซเซออกมาทีละก้าว
เนื้อตัวของพวกเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเต็มไปด้วยฝุ่นผงอิฐสีแดงเถือก แต่ถึงอย่างนั้น สองหนุ่มก็ยังคงเป็นจุดเด่นที่หล่อที่สุดในโรงงานอิฐอยู่ดี!
ทีมงานเดินกินไอศกรีมแท่งนำหน้าทั้งสองคน พร้อมแบกกล้องจับภาพท่าทางทุลักทุเลน่าสมเพชของพวกเขาเอาไว้
หลี่ซิงฟางเข็นรถไปพลางกัดฟันแน่น หอบหายใจแรงราวกับวัว ตอนแรกพวกเขาก็ไม่คิดว่าการเข็นอิฐจะเหนื่อยขนาดนี้
แต่หลังจากทำงานมาทั้งเช้า เรี่ยวแรงของพวกเขาก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ทั้งหิว มือไม้อ่อน และขาแข้งก็ล้าไปหมด
เหงื่อเม็ดโตไหลย้อยลงมาตามโครงหน้าหล่อเหลาและสันจมูกโด่งของหลี่ซิงฟาง จนเสื้อด้านหน้าเปียกโชก
ระยะทางจากเตาเผาอิฐไปยังจุดวางอิฐห่างกันแค่ไม่กี่สิบก้าว แต่ระยะทางสั้นๆ นี้กลับทำให้หลี่ซิงฟางรู้สึกราวกับอยู่คนละฟากโลก
ช่างกล้องถ่ายภาพความยากลำบากของทั้งสองคนด้วยความสะใจ
ถ้าไม่โดนลอกคราบสักชั้น ก็อย่าหวังจะเอาหน้าไปบอกใครได้ว่ามาร่วมรายการ X-Change Life
หลี่ซิงฟางเข็นรถด้วยร่างกายที่สั่นเทา หน้าแดงก่ำ เขาหยีตาแน่นพยายามกันไม่ให้เหงื่อไหลเข้าตา
แต่โชคร้าย เหงื่อไหลพรากราวกับท่อน้ำแตก แล้วมันก็ไหลซึมเข้าตาเขาจนได้
"โอ๊ย!"
เหงื่อผสมฝุ่นทำเอาแสบตาจนน้ำตาไหลพราก หลี่ซิงฟางร้องลั่น เท้าสะดุดก้อนอิฐแตกจนเสียหลักเซถลาล้มลง
รถเข็นอิฐที่เขาเข็นอยู่ก็พลอยเอียงเทลงมาหาตัวเขาด้วย!
หัวใจของทุกคนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ขณะที่ทีมงานทิ้งอุปกรณ์เตรียมจะวิ่งเข้าไปช่วย ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาเร็วกว่าราวกับลมพายุ
ซูอิงอันยื่นมือออกไปคว้าตัวหลี่ซิงฟางที่กำลังล้มเข้ามาไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย และในขณะเดียวกันที่รถเข็นกำลังจะคว่ำ เธอก็ตวัดขาขวาเตะรถเข็นที่เอียงกะเท่เร่ให้กลับไปตั้งตรงที่เดิมอย่างทรงพลัง
หลังจากทีมงานที่ตามมาทันช่วยจับรถเข็นไว้มั่นคงแล้ว เธอก็พาหลี่ซิงฟางไปหลบแดดใต้ชายคาอย่างนุ่มนวล
"ล้างหน้าซะ"
ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอยื่นขวดน้ำและทิชชู่เปียกให้เขา ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปเข็นรถอิฐของหลี่ซิงฟางไปยังจุดวางของ
จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ เธอก็หันไปมองซ่งลี่ที่ยืนอึ้งกิมกี่อยู่ข้างๆ "ให้ช่วยไหม?"
"ไม่ๆๆๆ ผมทำเองได้"
ซ่งลี่รีบส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ หลังจากเข็นรถไปวางและกลับมา เขาก็ยังไม่หายตะลึงกับความเท่ ระเบิดระเบ้อ และทรงพลังของซูอิงอันเมื่อครู่นี้
หลี่ซิงฟางที่ถูกเธอช่วยชีวิตไว้ รู้สึกหน้าร้อนผ่าว ก้มมองขวดน้ำและทิชชู่เปียกในมือด้วยหัวใจที่เต้นรัว
ถ้าตอนแรกเขาคิดว่าความสัมพันธ์ของเขากับซูอิงอันคือภาวะพึ่งพาอาศัยกัน งั้นตอนนี้... เขาคงเป็นแค่... เชื้อรา? ...ที่อาศัยร่มเงาของซูอิงอันเพื่อความอยู่รอดกระมัง?
อ๊าก... เขาช่างดูต้อยต่ำเหลือเกินเมื่ออยู่ต่อหน้าซูอิงอัน
หลี่ซิงฟางอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองซูอิงอัน และเห็นเธอกำลังเข็นวีลแชร์พาซูเสี่ยวเป่ยเข้ามาด้วยท่าทีสบายๆ
หน้าเขาแดงเถือกขึ้นอีกครั้ง รีบใช้ทิชชู่เปียกเช็ดหน้าเช็ดตา
ซูอิงอันอุตส่าห์มาหา เขาต้องโชว์ด้านที่เพอร์เฟกต์ที่สุดให้เห็น
ช่างกล้องสองคนที่ยังใจหายใจคว่ำหันมามองหน้ากัน ก่อนจะก้มหน้าพิมพ์ข้อความลงในแชทกลุ่ม เล่าฉาก 'วีรสตรีช่วยสาวงาม (หนุ่มงาม)' ของซูอิงอันเมื่อกี้อย่างออกรส
ทุกคนตอบกลับมาด้วยเครื่องหมายตกใจยาวเหยียด เต็มไปด้วยคำพูดที่อัดอั้นตันใจ!
มีเพียงผู้กำกับที่ตอบมาอย่างไม่เหมือนใคร: เด็กคนนี้ หรือจะเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ปลีกวิเวกมาอยู่บนเขา? หรือจะเป็นจอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรมที่เกลียดความชั่วร้ายเข้าไส้!
ช่างกล้อง: น่าจะเป็นแนวคุณธรรมน้ำมิตรและบุญคุณต้องทดแทนมากกว่าครับ
ดูจากการที่เธอยื่นมือเข้าช่วยหลี่ซิงฟางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ช่างกล้องรู้สึกว่าซูอิงอันเหมือนจอมยุทธ์หญิงผู้สันโดษและมีวิทยายุทธล้ำเลิศในนิยายกำลังภายในของโกวเล้งไม่มีผิด!
กลุ่มคนที่จับกลุ่มนินทาผ่านมือถือเงียบกันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพร้อมใจกันกดไลก์รัวๆ
ขณะที่หลี่ซิงฟางแอบจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผม ซ่งลี่เองก็หยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดหน้าและปัดฝุ่นตามตัวเช่นกัน
ไม่ถึงสามนาที หนุ่มหล่อรากดินสองคนก็มายืนปรากฏกายต่อหน้าซูอิงอัน
ท่ามกลางบ่ายอันร้อนระอุ หลี่ซิงฟางมองซูอิงอันด้วยดวงตาเป็นประกาย รอยยิ้มแห่งความดีใจฉายชัดในแววตา "เธอมาหาฉันเหรอ?"
ซ่งลี่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ สายตาจับจ้องซูอิงอันอย่างพินิจพิเคราะห์ "ขอบใจนะที่มาเยี่ยมพวกเรา"
ซูอิงอันยื่นเนื้อพะโล้ที่เตรียมมาให้ทั้งสองคน "กินซะสิ ซูเสี่ยวเป่ยเป็นห่วงพวกนายมาก รบเร้าจะมาหาให้ได้"
หลี่ซิงฟางก้มหน้าสบตากับซูเสี่ยวเป่ยอย่างรู้กัน: ทำดีมากน้องชาย เดี๋ยวบ่ายนี้พี่เลี้ยงไอติม!
ซูอิงอันไม่ทันสังเกตเห็นสายตานั้น ภายใต้สายตาละโมบของช่างกล้อง เธอยื่นเนื้อพะโล้อีกชุดให้พวกเขา "นี่มื้อเที่ยงของพวกพี่ค่ะ"
ช่างกล้องรับมาด้วยความปลื้มปริ่ม นอกจากเนื้อแล้วยังมีมะระผัดแห้งและขนมเปี๊ยะงาหอมกรุ่นอีกด้วย
"เดี๋ยวผมไปซื้อเบียร์สับปะรดมาสองขวดนะ" ผู้ช่วยช่างกล้องรีบวิ่งไปที่ร้านค้าเล็กๆ ใกล้โรงงานอิฐ
เบียร์สับปะรดคือเครื่องดื่มรสสับปะรด บ่ายนี้พวกเขายังต้องถ่ายทำต่อ ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ การได้ดื่มเบียร์สับปะรดเย็นเจี๊ยบจึงเป็นทางเลือกที่ดี
หลี่ซิงฟางและซ่งลี่ต่างพยายามเรียกร้องความสนใจจากซูอิงอันอย่างเงียบๆ ทว่ากลิ่นหอมของเนื้อพะโล้นั้นรุนแรงจนดึงดูดคนงานทั้งโรงงานให้มารุมล้อม
ซูอิงอันไม่ปล่อยโอกาสทองทางธุรกิจให้หลุดมือ เธอแอบเข้าไปในครัวมิติของระบบ ทำเนื้อพะโล้ออกมาเพิ่ม แล้วทำทีเป็นหยิบออกมาจากกระเป๋าเป้ ขายให้กับคนงานในโรงงาน
งานแบกอิฐต้องใช้แรงกายอย่างหนัก มื้อเที่ยงต้องกินให้อิ่มถึงจะมีแรงทำงานต่อในช่วงบ่าย
คนงานจำนวนมากจึงยอมควักเงินซื้อเนื้อพะโล้มากินเพิ่มพลัง!
เพราะกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย แม้แต่ผู้อำนวยการโรงงานที่มาตรวจงานยังต้องเดินตามกลิ่นออกมา เขาซื้อไปชิมหนึ่งจินก่อน
ปรากฏว่ารสชาติอร่อยเหาะจนต้องเหมาซื้อกลับบ้านไปอีกหลายจิน
ผู้อำนวยการโรงงานเป็นคนกว้างขวาง เพื่อนฝูงเยอะ เที่ยงนี้ก็นัดเพื่อนมากินข้าวและเล่นไพ่นกกระจอกพอดี ชีวิตช่างสุขสบายเหลือเกิน!