- หน้าแรก
- ยอดเชฟภรรยาตัวน้อย บอสคะ ได้เวลาทานข้าวแล้ว
- บทที่ 6 ซูเสี่ยวเป่ยที่ถูกห่มผ้าให้เรียบร้อย
บทที่ 6 ซูเสี่ยวเป่ยที่ถูกห่มผ้าให้เรียบร้อย
บทที่ 6 ซูเสี่ยวเป่ยที่ถูกห่มผ้าให้เรียบร้อย
บทที่ 6 ซูเสี่ยวเป่ยที่ถูกห่มผ้าให้เรียบร้อย
มองดูท่าทีเย็นชาของซูหยิงอันแล้วอดไม่ได้ที่จะอยากอ้อนวอน "พี่ครับ ผมเจ็บขา"
"อดทนไว้!"
ซูหยิงอันไม่ได้ปลอบโยนเขา แต่กลับพูดเสียงเข้มว่า "เป็นลูกผู้ชายห้ามร้องไห้ แล้วนี่ยังเป็นน้องชายของฉันอีก ทำไมถึงอ่อนแอขนาดนี้..." เธอมองจ้องซูเสี่ยวเป่ยเขม็ง "ทั้งโง่ทั้งซื่อบื้อแบบนี้ จะมาเป็นน้องชายฉันได้ยังไง? ต่อไปหัดฉลาดให้มันมากกว่านี้หน่อย"
ซูเสี่ยวเป่ยที่ต้องการคำปลอบโยน: "..."
นี่มันไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการไว้เลย ไหนบอกว่าจะกอดจะหอมกันไง?
นางพยาบาล: "..."
จากไม้เรียวตีสุนัขกลายร่างเป็นตำราสอนใจ น่าจะตั้งชื่อเรื่องว่า "น้องชายของฉันจะอ่อนแอแบบนี้ไม่ได้"
เดิมทีซูเสี่ยวเป่ยอยากสัมผัสถึงความรักและความห่วงใยอันอบอุ่นในเวลานี้ แต่กลับได้รับความดูถูกเหยียดหยามมาเต็มตะกร้าแทน
หัวใจของเด็กน้อยนั้นเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อได้ยินซูหยิงอันพูดว่า 'จะเป็นน้องชายเธอได้ยังไง' ซูเสี่ยวเป่ยก็เริ่มร้องไห้โฮออกมาแล้ว
เหล่านางพยาบาลเห็นเด็กน้อยร้องไห้น่าสงสาร แถมพี่สาวยังดุขนาดนั้น จึงหยิบลูกอมออกมาหลอกล่อซูเสี่ยวเป่ย
ซูหยิงอันมองดูด้วยสายตาเย็นชา เมื่อเห็นซูเสี่ยวเป่ยคาบลูกอมไว้ในปากทั้งน้ำตา เธอก็หัวเราะเบาๆ แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า "ลูกอมอร่อยไหม?"
"ไม่อร่อยเท่าปาท่องโก๋ที่พี่ให้กินเลยครับ" ซูเสี่ยวเป่ยตอบตามตรง
ซูหยิงอันขบขันกับคำตอบของเขา เธอกลั้นขำแล้วพูดต่อ "ในโลกใบนี้ คนดีที่ยื่นลูกอมให้นายน่ะมีน้อย ส่วนคนเลวอย่างจางชุ่ยเซียนน่ะมีเยอะ ถ้านายไม่อยากถูกรังแก ก็ต้องหาวิธีทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น"
ถ้อยคำปลุกใจที่ซูหยิงอันพยายามยัดเยียดให้นั้น ซูเสี่ยวเป่ยในวัยสิบขวบไม่เข้าใจเลยสักนิด
เขาได้แต่มองซูหยิงอันด้วยดวงตาแดงก่ำรื้นน้ำตา แล้วกระพริบตาปริบๆ
ซูหยิงอัน: "..."
เธอไม่ชอบระดับสติปัญญาของซูเสี่ยวเป่ยเอาเสียเลย จำได้ว่าตอนเธออายุ 9 ขวบ เธอเข้าใจกฎแห่งป่าและการเอาตัวรอดในโลกนี้อย่างถ่องแท้แล้ว
แต่พอมาถึงซูเสี่ยวเป่ยวัย 10 ขวบ ไม่เพียงแต่จะอ่อนปวกเปียก แต่ยังเป็นเด็กซื่อบื้อที่ไร้เดียงสา ไม่เข้าใจปรัชญาชีวิตอะไรเลย
ตอนนี้ซูหยิงอันต้องไปขายปาท่องโก๋หาเงิน ไม่มีเวลามาสั่งสอนซูเสี่ยวเป่ยต่อ เธอจึงขึ้นเสียงสั่งว่า "ถ้าคืนนี้จางชุ่ยเซียนมารังแกนายอีก ให้นายร้องไห้แล้วตะโกนว่ามีแก๊งลักเด็กจะมาขโมยเด็กในโรงพยาบาล จำไว้ ตะโกนให้ดังๆ เอาให้ได้ยินกันทั้งชั้นเลยนะ"
"ทำไมล่ะครับ?" ซูเสี่ยวเป่ยถามอย่างงุนงง
ซูหยิงอันยิ้มกว้าง "เพราะทุกคนเกลียดพวกแก๊งลักเด็ก เหมือนกับที่นายเกลียดจางชุ่ยเซียนนั่นแหละ"
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ยื่นมือไปลูบหัวสกปรกของซูเสี่ยวเป่ย เธอเพียงแค่พูดเสียงดังฟังชัดว่า "ด้วยวิธีนี้ ทุกคนจะคิดว่าจางชุ่ยเซียนเป็นพวกแก๊งลักเด็ก แล้วก็จะมาช่วยนายสั่งสอนหล่อนเอง"
"ผมเข้าใจแล้วครับพี่ ผมจะตะโกนให้ดังที่สุดเลย"
แม้ซูเสี่ยวเป่ยจะไม่เข้าใจแผนการ 'ยืมมีดฆ่าคน' ของซูหยิงอัน แต่พอได้ยินว่าทุกคนจะช่วยสั่งสอนจางชุ่ยเซียน เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น
ถ้าพี่สาวสามารถจัดการจางชุ่ยเซียนกับจวินจวินจนไม่กล้าหือได้ งั้นสิ่งที่พี่สาวพูดก็ต้องถูกต้องแน่นอน
นางพยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินซูหยิงอันสอนน้องชายแบบนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ตอนที่เดินออกมาจากห้องผู้ป่วยพร้อมกับเธอ นางพยาบาลอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า "สอนน้องชายแบบนี้ ไม่กลัวเด็กจะเสียคนเหรอคะ?"
ซูหยิงอันตอบเรียบๆ "ไม่หรอก ฉันรู้ขอบเขตดี"
นางพยาบาลเห็นท่าทีเมินเฉยของเธอก็อยากจะพูดต่อ แต่ซูหยิงอันก้าวฉับๆ เข้าไปในลิฟต์เรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้เธอต้องไปขายปาท่องโก๋ ไม่มีเวลามาฟังนางพยาบาลเทศนาเรื่องวิธีเลี้ยงน้องชายหรอก
ระบบ: 【โฮสต์จะขายปาท่องโก๋หาเงินค่ารักษาพยาบาลให้ครบภายในสามวันได้ยังไงครับ?】
ซูหยิงอัน: "ฉันไม่เคยดีแต่พูด"
ระบบ: 【สู้ๆ ครับ โฮสต์】
ซูหยิงอัน: "อ้อ จริงสิ นอกจากสินเชื่อระบบแล้ว นายมีฟังก์ชันวงเงินเครดิตระบบด้วยหรือเปล่า?"
ระบบ: 【โฮสต์รู้ได้ยังไงครับ?】
ใครมีสมองสักครึ่งซีกก็รู้ว่านายก๊อปปี้อาลีเพย์มาทั้งดุ้น
แต่ก็ดีที่รู้ว่าระบบมีฟังก์ชันวงเงินเครดิต ซูหยิงอันเข้าสู่พื้นที่มิติของระบบ เธอเดินไปที่ร้านค้าของระบบ มองดูวัตถุดิบและเครื่องครัวที่ปลดล็อกแล้ว ก่อนจะยิ้มบางๆ "ระบบ วงเงินเครดิตของฉันมีเท่าไหร่?"
"50 หยวน"
ซูหยิงอันแทบกระอักเลือด "แค่ 50 หยวนเนี่ยนะ?"
ระบบ: "ใช่ครับ วงเงินเครดิตคำนวณจากค่าความซื่อสัตย์ของโฮสต์ เนื่องจาติชาติที่แล้วโฮสต์ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย และเป็นต้นเหตุให้เชฟมิชลิน 80% ของโลกต้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้า วงเงินของโฮสต์จึงอยู่ที่ค่าต่ำสุดครับ"
ได้ยินคำตอบของระบบ มุมปากของซูหยิงอันก็กระตุกยิกๆ
ถ้ารู้ว่าจะมีวันนี้ ชาติที่แล้วเธอคงไม่ปากตะไกรวิจารณ์เชฟมิชลินพวกนั้นหนักขนาดนั้นหรอก
50 หยวนทำอะไรตามที่เธอต้องการไม่ได้แน่นอน
ซูหยิงอันจึงพยายามเจรจากับระบบอย่างใจเย็น "ฉันไม่ได้ต้องการเยอะแยะอะไร ขอแค่เงินพอซื้อแป้งหมี่สักร้อยจิน กับเครื่องครัวที่ต้องใช้ทอดปาท่องโก๋ก็พอ"
ระบบ: 【ไม่ได้ครับ】
"นี่นายใช่ระบบปั้นเทพเจ้าพ่อครัวจริงหรือเปล่า? ถ้าแม้แต่ความต้องการพื้นฐานของโฮสต์นายยังตอบสนองไม่ได้ แล้วจะกล้าเรียกตัวเองว่าระบบพ่อครัวเทพได้ยังไง?"
ซูหยิงอันพูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน "อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะพยายามอย่างหนักและขยันขันแข็งตามแนวทางที่ระบบต้องการจะปั้นแท้ๆ แต่นายในฐานะระบบพ่อครัวเทพกลับมาขัดขาฉันซะเองเนี่ยนะ?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูหยิงอันเย็นชาถึงขีดสุด "ในเมื่อนายที่เป็นระบบพ่อครัวเทพทำตัวแบบนี้ ฉันก็คงหาแรงจูงใจที่จะเรียนทำอาหารต่อไม่ได้แล้วล่ะ"
เธออดไม่ได้ที่จะพูดต่อว่า "บางทีฉันควรจะไปเกิดเป็นหมูซะก็สิ้นเรื่อง ถึงการถูกขุนให้อ้วนแล้วโดนคนอื่นเชือดมันจะน่าขยะแขยง แต่อย่างน้อยชีวิตของหมูก็สั้นนิดเดียว"
ระบบ: 【โฮสต์ครับ อย่าเพิ่งถอดใจ ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะเรียนทำอาหารของโฮสต์ทำให้ระบบซาบซึ้งใจมาก ดังนั้นระบบจึงตัดสินใจเพิ่มวงเงินเครดิตให้โฮสต์เป็นการชั่วคราวครับ】
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของซูหยิงอัน เธอรู้สึกว่าไอ้เรื่องน่ากลัวๆ ที่ระบบพูดขู่ตอนแรกนั้น จริงๆ แล้วก็แค่พยายามตะล่อมให้เธอเรียนทำอาหารนั่นแหละ
เห็นไหม? พอเธอขู่ว่าจะไปเป็นหมู
ระบบก็เพิ่มวงเงินเครดิตให้ทันที
เพื่อจะปั้นเธอให้เป็นเทพเจ้าพ่อครัว ระบบนี้ก็พยายามหนักเหมือนกันนะเนี่ย
ผลสรุปคือ ระบบบอกซูหยิงอันว่าวิธีเพิ่มวงเงินนั้นง่ายมาก
แค่วิ่ง วิ่งหนึ่งกิโลเมตรแลกกับวงเงินหนึ่งพันหยวน
ซูหยิงอันวิ่งโดยไม่หยุดพักหายใจได้ไกลเท่าไหร่ วงเงินเครดิตของเธอก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น