เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

CD บทที่ 12 อูฐ!

CD บทที่ 12 อูฐ!

CD บทที่ 12 อูฐ!


เนื่องจากต้องใช้จำนวนคนมาช่วยทำคดีมือที่หายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้แผนกสืบสวนมีจำนวนคนไม่เพียงต่อการทำงาน แม้แต่เจ้าหน้าที่ฝึกงานอย่างหลี่เบ่ยหนีก็ต้องมีส่วนช่วยในการทำคดีนี้ด้วยเช่นกัน

วันนี้หลี่เบ่ยหนีมีความสุขมากเพราะเธอกับจ้าวหยู่ได้มาทำงานในหน้าที่เดียวกัน การได้ใช้เวลาร่วมกับคนที่เธอแอบชอบช่างเป็นวันที่โชคดีสำหรับเธอจริง ๆ

ทางด้านจ้าวหยู่เองก็อารมณ์ดีไม่ต่างกัน ในระหว่างการเดินทางบนรถบัส จ้าวหยู่คุยกับหลี่เบ่ยหนีไปพลาง ฮัมเพลงไปพลาง เขาลืมเรื่องการเดิมพันกับหลิวชางฮูไปอย่างสิ้นเชิง สาเหตุที่ทำให้เขาอารมณ์ดีแบบนี้ก็เพราะว่าเขาสามารถเปิดระบบปาฏิหาริย์ได้อีก

ครั้ง

ทันทีที่เขาตื่นนอน เขารีบจุดบุหรี่เตรียมสูบทันทีแค่เพียงการสูดรับควันเข้าไปในครั้งแรก เขาก็สำลักควันแล้วไออย่างรุนแรงราวกับกำลังโดนกระแสไฟฟ้าช็อตอย่างไรอย่างนั้น

ระบบกำลังทำงาน

เสียงอันลึกลับได้ดังขึ้น

Ken(น้ำ) Gen(ภูเขา) วารีจากยอดภูผา หยดน้ำมาก่อน ภูเขาตามหลัง ทุกสิ่งย่อมมีขึ้นและลง ชั่วดีได้ถูกชะตากำหนดไว้

 

จ้าวหยู่รีบจดจำถ้อยคำจากระบบที่ได้กล่าวไว้แต่เนื่องจากประโยคที่ค่อนข้างซับซ้อน ทำให้เขาลืมมันลงอย่างรวดเร็ว เขาสามารถจดบันทึกใส่สมุดได้แต่คำง่าย ๆ เช่น น้ำและภูเขา เท่านั้น

แม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจระบบปาฏิหาริย์สักเท่าไหร่แต่จากการผจญภัยจากครั้งที่แล้ว ๆ มา เขาก็เชื่อมั่นในศักยภาพของระบบว่าจะสามารถช่วยเขาไขคดีนี้ได้อย่างแน่นอน

“ฮ่าฮ่า ค่อยดูเถอะเจ้าโง่หลิว ฉันจะทำให้แกต้องมาเสียเงิน 1,800หยวน แทนฉันให้ได้!”

แต่ยังไม่ทันดีใจได้เท่าไหร่ ปัญหาก็เข้ามาหาเขาเข้าเสียแล้ว ปรากฏว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่จ้าวหยู่และหลี่เบ่ยหนีได้รับมอบหมายให้ไปสอบถามข้อมูลคือเหยื่อร้ายที่สองจากคดีของปีก่อน ‘หยวนหลีลี่’

จากตามข้อมูลที่ได้รับมา หยวนหลีลี่เคยเป็นครูสอนเปียโนที่โรงเรียนสอนดนตรีมาก่อน การสูญเสียมือขวาของเธอส่งผลกระทบต่อชีวิตและหน้าที่การงานของเธอเป็นอย่างมาก ดูเหมือนการสูญเสียมือขวาของเธอไป จะเป็นเหตุทำให้สามีขอหย่ากับเธอ

หยวนหลีลี่คือเหยื่อที่ร้องเรียนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะสาเหตุนี้เองที่ทำให้สื่อได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องจนทำให้เจ้าหน้าที่เก่ง ๆ หลายคนต้องถูกบังคับให้ลาออกจากงานไปและก็เป็นไปตามคาด เธอไม่ยอมให้ความร่วมมือในการสอบสวนคดีสักเท่าไหร่

เธอสร้างความงุนงงให้กับจ้าวหยู่และหลี่เบ่ยหนีตั้งแต่หน้าประตู เธอบอกว่าเพราะการทำงานที่ไร้ประโยชน์ของตำรวจที่ผ่านไปเป็นปีแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้แล้วจะช่วยหาความยุติธรรมให้เธอได้อย่างไรกัน

จากนั้นเธอก็พูดอีกว่า ทางตำรวจก็ได้ข้อมูลจากเธอไปทั้งหมดแล้ว จะมาสอบสวนเพิ่มเติมอีกทำไม มันเหมือนกับเอาเกลือมาสาดใส่แผลเธอให้เจ็บแสบขึ้นอีกครั้ง เธอขู่ว่าจะบอกเรื่องนี้กับนักข่าวเรื่องการทำงานของตำรวจอีกรอบ

หยวนหลีลี่พูดอย่างดุเดือดพร้อมชี้นิ้วด่าไปทั่ว มันน่ารำคาญมากสำหรับจ้าวหยู่ ถ้าไม่ติดว่ามือขวาของเธอหายไปแล้วล่ะก็ จ้าวหยู่จะไม่ยอมยืนนิ่งให้เธอดูถูกแบบนี้ได้แน่ ยังดีที่มีหลี่เบ่ยหนีมาด้วย ด้วยการพูดจาสุภาพน่าฟัง ช่วยให้การสอบถามจากพยานจบสิ้นไปได้ด้วยดี

ในตอนแรกจ้าวหยู่สับสนเป็นอย่างมาก เนื่องจากคำให้การครั้งล่าสุดของหยวนหลีลี่ก็มีความชัดเจนและครบถ้วนมากพอแล้ว ทำไมพวกเขายังต้องมาพบเธอและสอบปากคำใหม่อีกครั้งกันแต่หลังเสร็จสิ้นจากการสอบถามครั้งนี้เขาก็รู้แล้วว่าทางตำรวจพยายามหาหลักฐานใหม่ ๆ เพิ่มเติม เพื่อมาวิเคราะห์กับคดีมือที่หายไปที่เกิดขึ้นล่าสุดและหาความเชื่อมโยงกันของคดีเก่าและใหม่ว่าเหยื่อทั้งสามมีความเชื่อโยงกันอย่างไรเพื่อจะได้ตัดสินทิศทางของการสืบสวนได้

อย่างไรก็ตาม หยวนหลีลี่กล่าวว่าเธอไม่รู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหยื่อรายที่สามนี้เลย

เช่นเดียวกับที่เธอก็ไม่รู้จักเหยื่อรายแรกเช่นกัน นั่นหมายความว่าเหยื่อทั้งสามคนไม่ได้รู้จักกันและกันมาก่อน ดังนั้นอาจจะระบุได้ว่าคนร้ายก็แค่สุ่มเลือกเหยื่อขึ้นมาเองเฉย ๆ

จ้าวหยู่เพิ่งเข้าใจถึงความหมายของคำว่า ‘พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่จะทำได้’ ในการสืบสวนคดี พวกเขาต้องวิเคราะห์ข้อมูลทุก ๆ อย่างไม่ให้พลาดแม้แต่นิดเดียวและต้องไม่มองข้ามแม้ว่าจะเป็นจุดข้อสงสัยที่เล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

บ้านของหยวนหลีลี่ตั้งอยู่ในย่านราคาแพงที่มีแต่คนรวยเท่านั้นจะอยู่ได้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นครูสอนเปียโนอีกต่อไป แถมยังหย่าร้างกับสามีอีกแต่ทางสามีเองก็ทิ้งเงินก้อนใหญ่ไว้ให้ ทำให้เธอสามารถอยู่ได้สบาย ๆ ไปทั้งชาติด้วยเงินก้อนนั้น

ย่านนี้ค่อนข้างที่จะวุ่นวายเพราะรายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าทุกรูปแบบไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เมื่อตอนที่จ้าวหยู่และหลี่เบ่ยหนีกลับออกจากบ้านหยวนหลีลี่ออกมา ถนนแถวนั้นถูกทำให้แคบลงเพราะจำนวนรถยนต์ที่มากมาย

“ถ้าต้องขึ้นรถบัสกลับล่ะก็ พวกเรากลับไม่ทันมื้อเย็นแน่เลยค่ะ จะทำไงกันดีคะ เดี๋ยวนะ รุ่นพี่ดูนู่นสิคะ!!”

โดยไม่คาดคิด หลี่เบ่ยหนีจะไปเจอสิ่งที่น่าสนใจเข้าในระหว่างที่เธอกำลังพูด เธอพยายามเรียกให้จ้าวหยู่หันมาสนใจ จ้าวหยู่หันหน้ามามองตามว่าคืออะไรและมันจะน่าสนใจแค่ไหนกัน

บนทางเท้าด้านล่างอาคารขนาดสูง มีอูฐสองหนอกกำลังเดินอยู่โดยมีผู้ชายคนหนึ่งที่สวมใส่ชุดชาวเผ่ากำลังเดินจูงอูฐและมีป้ายแขวนที่คอของอูฐว่า

‘ถ่ายภาพครั้งละ 5 หยวน’

“นั่นอูฐนี่!” หลี่เบ่ยหนีตบมือดีใจด้วยความตื่นเต้นราวกับเด็ก ๆ “มันเป็นอูฐจริง ๆ ด้วย!”

เมืองที่จ้าวหยู่เคยอาศัยตั้งอยู่ทางใต้ นอกจากในสวนสัตว์แล้ว มันเป็นเรื่องยากมากที่จะได้พบเจออูฐตัวเป็น ๆ แบบนี้ จ้าวหยู่ค่อนข้างสนใจอย่างมากทีเดียว เขาจ้องเขม็งไปที่อูฐตรงหน้าโดยไม่กระพริบตา

“คุณผู้ชาย คุณผู้หญิงสนใจถ่ายรูปกันสักใบไหม” คนจูงอูฐยิ้ม

“แค่ 5 หยวนเท่านั้นเอง ไม่แพงเลยใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ ใช่!” หลี่เบ่ยหนีดึงแขนจ้าวหยู่ด้วยความตื่นเต้นขณะที่เธอพูด “ไปถ่ายกันเถอะค่ะ! โอกาสแบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ นะคะ”

จ้าวหยู่ยังไม่ทันยินยอมเลย คนจูงอูฐก็พาอูฐมาอยู่ต่อหน้าพวกเขาเสียแล้ว

“อืม...ฉันจะขอนั่งบนนั้นได้มั้ยคะ?” หลี่เบ่ยหนีเอียงศีรษะถามคนจูงอูฐ

“ได้แน่นอน!” คนจูงอูฐพยักหน้า

“แล้วเราสามารถนั่งด้วยกันได้ไหมคะ” หลี่เบ่ยหนีถามด้วยความหวังว่าจะได้ถ่ายรูปกับจ้าวหยู่

ยังไม่ทันที่ชายคนนั้นจะได้ตอบอะไร เสียงกรีดร้องแสบแก้วหูก็ดังขึ้นมาจากมุมถนน

“กรี๊ด!! โจร!! ช่วยจับโจรทีค่ะ! มันขโมยกระเป๋าของฉันไป!!”

ทันทีที่เสียงดังขึ้นทั้งสามคนก็หันไปมองหาต้นทางของเสียงนั้น

ผู้ชายสวมใส่กางเกงยีนส์วิ่งผ่านหน้าพวกเขาไป เห็นได้ว่าว่าชายที่ถือกระเป๋าคนนี้ไม่ได้เป็นเจ้าของเองแต่เป็นโจรที่ขโมยมาจาก

ผู้หญิงที่ตะโกนร้องคนนั้นต่างหาก

“ขโมย!?” หลี่เบ่ยหนีหยุดทุกการกระทำตรงนั้นทันทีแล้วเริ่มทำหน้าที่ตัวเอง “หยุดนะ!!”

แต่โจรก็ไม่ได้โง่พอที่จะหยุดให้โดนจับได้ หลี่เบ่ยหนีดันไปที่ตัวจ้าวหยู่

“คุณกำลังทำอะไรอยู่คะ ทำไมไม่ไปวิ่งตามจับคนร้ายล่ะคะ!”

แต่จ้าวหยู่ก็ไม่ได้ขยับตัวไปไหนแต่อย่างใดและพูดอย่างเฉื่อย ๆ ว่า

“ล้อเล่นหรือไง เราคือเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนนะ เราจะไปวิ่งตามจับคนร้ายแบบตำรวจทั่วไปได้ยังไงกัน”

“พูดแบบนั้นได้ยังไงคะ!” หลี่เบ่ยหนีพูดอย่างกระวนกระวายใจ “เราเป็นตำรวจนะคะ หน้าที่ของตำรวจคือจับคนร้ายไม่ใช่หรือยังไงกัน ไปสิคะรีบไปตามจับเร็วเข้า”

หลี่เบ่ยหนีพยายามจะนั่งแท็กซี่ไปตามทางที่โจรวิ่งแต่การจราจรแย่มาก ต่อให้เธอเรียกแท็กซี่ได้ เธอก็ไม่สามารถไปไหนได้อยู่ดี

“เอาล่ะ ๆ” จ้าวหยู่โบกมือของเขาไปมาเบา ๆ “อย่าให้พี่ชายคนนี้เสียเวลาเลย มาถ่ายรูปกันต่อเถอะ”

แต่เมื่อเขาหันมาเห็นเจ้าของกระเป๋าที่ถูกขโมยไป จ้าวหยู่รู้สึกเหมือนโดนกาวดักไว้ไม่ให้ขยับไปไหนได้ ราวกับกำลังโดนฟ้าผ่าลงมาแล้ววิสัยทัศน์เขาก็ปั่นป่วนไปหมด

“บ้าน่า! ไม่จริง ทำไม…ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้!!!”

จบบทที่ CD บทที่ 12 อูฐ!

คัดลอกลิงก์แล้ว