เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110 แม่น้ำหลัวเอี้ยน

บทที่ 110 แม่น้ำหลัวเอี้ยน

บทที่ 110 แม่น้ำหลัวเอี้ยน


เช้าวันรุ่งขึ้น หลัวเฉิงก็ได้หยุดการบ่มเพาะพลังของตน

เมื่อคืนนี้ เขาได้หลอมสมุนไพรสามดาวทั้งแปดชนิด และได้รับโอสถสามดาวสิบเม็ด

นอกจากนี้ หลัวเฉิงยังได้หลอมรวมปราณแท้มังกรเข้ากับวังวนในตันเถียนอีกด้วย

ในขณะนี้ แสงวังวนจางๆ ในตันเถียนเขาก็ค่อยๆ ถูกหลอมรวมจนตอนนี้เริ่มเป็นวังวนที่ชัดเจนขึ้น ภายในคล้ายดั่งมีงูตัวเล็กๆ แหวกว่ายอย่าอิสระภายในวังวนนั้น

“ด้วยการหลอมรวมปราณมังกร นี่สิจึงถือว่าข้าเริ่มฝึกฝนวิชามังกรแท้ ตราบใดที่ข้าบ่มเพาะมันจนเกิดการเปลี่ยนแปลงเก้าครั้งแล้วกลายเป็นมังกรที่แท้จริง นั่นจะเป็นวันที่ข้าสำเร็จในเคล็ดวิชา!”

หลัวเฉิงปรากฏรอยยิ้มอย่างสำราญบนใบหน้า

เมื่อใดที่ฝึกฝนจนสำเร็จเคล็ดวิชา เขาจะได้ครอบครองพลังของมังกรแท้ ซึ่งมีความแข็งแกร่งเกินสองแสนจิน!

ในเวลานั้น ต่อให้เป็นซุนซวนหวู่ ศิษย์ฝ่ายนอกสิบอันดับแรกของสำนักเมฆาอัสนี ก็ไม่มีทางรับการโจมตีจากหมัดของเขาได้อย่างแน่นอน!

“ถึงเวลาที่ข้าต้องออกเดินทางแล้ว!”

หลังเงยหน้ามองดูฟากฟ้าแล้ว หลัวเฉิงก็ยืนขึ้นแล้วกำลังจะมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ

ฮะ!

ขณะที่เขาหยิบกระบี่ทลายสวรรค์ขึ้นมา ดวงตาของหลัวเฉิงก็ฉายแววประหลาดใจทันที

เพียงชั่วข้ามคืน เขากลับรู้สึกว่ากระบี่ทลายสวรรค์เล่มนี้ มีน้ำหนักเบากว่าเมื่อวานเล็กน้อย

หลัวเฉิงคาดเดาในใจว่า นี่คงเป็นเพราะเขาบ่มเพาะปราณแท้มังกรเมื่อคืนนี้อย่างแน่นอน

ครั้นหายใจคลายปอด หลัวเฉิงก็เปิดประตูแล้วเดินลงไปชั้นล่าง

“คุณชาย มีคนมาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของท่านเมื่อวานนี้”

ระหว่างกำลังจะออกจากโรงเตี๊ยม เสี่ยวเอ้อที่ให้หลัวเฉิงเข้ามาพักเมื่อวานนี้ ก็กล่าวเตือนด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“ถามเกี่ยวกับข้างั้นหรือ?”

หลัวเฉิงรู้สึกประหลาดใจทันที เพราะเขามิได้รู้จักกับผู้ใดเลยในเมืองหลินเจียง จึงถามกลับว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร”

“คิดว่าเขาน่าจะมีอายุสามสิบแล้ว หากดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ คงจะเป็นคนรับใช้ของบางตระกูลอย่างแน่นอนขอรับ”

คนรับใช้……

จู่ๆ หลัวเฉิงก็นึกถึงลู่เหยียนและคนอื่นๆ ที่เขาเจอเมื่อวานนี้

“ข้านึกออกแล้ว นี่สำหรับเจ้า!”

หลัวเฉิงพยักหน้าจากนั้นหยิบเศษเงินออกมาแล้วโยนให้ผู้ดูแลทันที

“ขอบคุณคุณชาย!”

เมื่อได้รับเงินเป็นการตอบแทน เสี่ยวเอ้อก็แสดงสีหน้าปีติยินดียิ่ง

เงินเพียงไม่กี่ตำลึงนี้ เทียบได้กับเงินที่เขาทำงานมาหลายเดือนทีเดียว

“คนพวกนี้ตามเกาะแกะยิ่งกว่าผีสิงเสียอีก”

ระหว่างกำลังเดินบนถนน ดวงตาเหลือเฉิงก็ทอประกายแสงเย็นวาบ

แม้นเขาจะไม่อยากสร้างปัญหา แต่เขาก็ไม่กลัวที่จะต้องเผชิญกับปัญหาเช่นเดียวกัน

ในหมู่พวกเขา มีเพียงฉินหยวนเฟิงเท่านั้น ที่ทำให้เขาหวาดหวั่นเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ด้วยกระบี่ทลายสวรรค์และเพลงกระบี่ทลายสวรรค์ ต่อให้ฉินหยวนเฟิงจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ระดับสี่ แต่หลัวเฉิงก็มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้อย่างแน่นอน

เพียงว่า การเอาชนะเขานั้นย่อมไม่ง่ายเป็นแน่

ผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ระดับสี่ สามารถขัดเกลาไขกระดูกได้ด้วยปราณแท้ ตัดต่อชะล้างไขกระดูก ทำให้ไขกระดูกบริสุทธิ์ประดุจน้ำแข็งค้าง มีพลังเทียบเท่ากับวัวเก้าตัวและเสือสองตัว ซึ่งสามารถเอาชนะคนนับพันได้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุนี้ หลัวเฉิงจึงตัดสินใจที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ระดับสามให้เร็วที่สุด

เมื่อระดับการบ่มเพาะพัฒนาสูงขึ้น ความแข็งแกร่งโดยรวมก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

“มีปรมาจารย์มากมายขนาดนี้เชียวหรือ!”

ครั้นย่างเท้ามาจนถึงท่าเรือ หลัวเฉิงก็พบว่ามีผู้คนยืนรออยู่ที่นั่นจำนวนมาก

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มและหญิงสาว เห็นได้ชัดว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อรอการทดสอบเข้าสามสำนักหลัก

หลัวเฉิงสังเกตเห็นว่า คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์

มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากที่อยู่ในขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ระดับสามและระดับสี่

ทั้งยังมีคนที่อายุไล่เลี่ยกับเขาอีกหลายคน ไม่ว่าผู้ใดก็โดดเด่นกว่าเขาผู้เป็นอัจฉริยะจากเมืองฉีซาน

“หากข้าไม่ได้ออกมา ก็คงต้องเป็นกบก้นบ่อน้ำตลอดไป”

หลัวเฉิงรู้สึกสะเทือนใจเมื่อเห็นเราอัจฉริยะมากมายจากเมืองอื่น

ท่าเรือยิ่งแออัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีผู้คนรออยู่ที่นั่นมาตรว่าหมื่นคนเห็นจะได้ ดูไปก็คล้ายดั่งมวลคลื่นน้ำสีดำสนิท

เรือสำเภาของสามสำนักหลักยังไม่ทันมาถึง ดังนั้นหลัวเฉิงจึงหาที่นั่งรอ ก่อนพบเข้ากับสถานที่หนึ่งซึ่งมีทิวทัศน์งดงามมองเห็นได้อย่างกว้างขวาง

มหานทีแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลจนไม่อาจมองเห็นอีกฟากฝั่งได้

แม่น้ำสายนี้ถูกเรียกว่าแม่น้ำหลัวเอี้ยน ซึ่งทอดยาวผ่านหลายอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ทางฝั่งตะวันออก ว่ากันว่าแม้แต่หงส์ป่าก็มิอาจบินข้ามฟากได้ในคราเดียว นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อมหานทีแห่งนี้

“ข้าเห็นแล้วเรือสำเภากำลังแล่นมาทางนี้!”

ทันใดนั้น ก็มีเสียงตะโกนสายหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน

บนผิวน้ำยามนี้ ปรากฏเรือสำเภาขนาดใหญ่สามลำ ซึ่งแต่ละลำมีความสูงหลายสิบฉื่อ ที่หัวเรือเป็นทรงแหลมสามารถแทงทะลวงผ่านคลื่นกระแสน้ำได้

จบบทที่ บทที่ 110 แม่น้ำหลัวเอี้ยน

คัดลอกลิงก์แล้ว