เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 57 เจ้ามันรนหาที่ตาย!

บทที่ 57 เจ้ามันรนหาที่ตาย!

บทที่ 57 เจ้ามันรนหาที่ตาย!


“ตอนนี้เจ้ารู้ตัวแล้วหรือว่าทำผิดไป แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำผิดเรื่องอะไร”

หลัวเฉิงเหลือบมองฉีถิงที่กำลังสะอื้นไห้ แล้วเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ข้า...ข้าไม่ควรต่อว่าเจ้าเช่นนั้น ข้าไม่ควรหูเบาฟังคำพูดของตระกูลหลิน ที่ให้มาขัดขวางเจ้า…”

หลัวเฉิงตอนนี้เปรียบเสมือนปีศาจในสายตาของฉีถิง นางรีบเล่าถึงเรื่องราวตลอดหลายวันที่ผ่านมาให้เขาฟังโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

หลัวเฉิงรับฟังอย่างเงียบๆ พร้อมกับไตร่ตรองไปพลาง “ความคิดที่จะทำลายตระกูลหลัวของเรา เป็นความคิดของตระกูลหลินงั้นหรือ”

ฉีถิงพยักหน้าอย่างแข็งขัน “แผนขัดขวางเจ้าเอาไว้ในหุบเขาจันทร์เสี้ยว เป็นแผนของหลินชางหลางผู้นำตระกูลหลิน เขาต้องการยึดครองธุรกิจของตระกูลหลัวทั้งหมด เขาสัญญากับพ่อของข้าว่า หลังจบงานชุมนุมล่าสัตว์ เขาจะแบ่งผลประโยชน์ให้กับตระกูลฉีเราสามส่วน”

“ไอ้สารเลวหลินชางหลาง!”

หลัวเฉิงแสดงรอยยิ้มเย็นชา จากนั้นเขาก็ปล่อยมือของฉีถิงแล้วกล่าวว่า “หากเจ้าต้องการแก้แค้น สามารถมาพบข้าได้ตลอดเวลา”

หลังสิ้นวาจา หลัวเฉิงก็เร่งฝีเท้าวิ่งเข้าไปในป่าลึกทางด้านขวาทันที

ฉีถิงยืนมองแผ่นหลังของหลัวเฉิงจนกระทั่งหายลับตาไป จากนั้นนางก็ล้มตัวทรุดลงกับพื้นด้วยสีหน้าสิ้นหวัง

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางเมื่อครู่ประหนึ่งเป็นเพียงความฝันเท่านั้น

ไม่สิ แม้นเป็นเพียงความฝัน แต่นั่นก็มิอาจเกิดขึ้นได้

คนไร้ค่าที่ปลุกวิญญาณยุทธ์ขยะขึ้นมา เป็นชายผู้ที่นางไม่เคยเหลียวมองหรือปรากฏในดวงตามาก่อน แต่ไฉนนางจึงไม่อาจขัดขืนเขาได้กัน

ตอนนี้ นางอยู่ในขั้นหลอมกายาระดับเก้า ทั้งยังมีวิญญาณยุทธ์ระดับห้าดาวอีกต่างหาก!

“หรือว่า หลัวเฉิงจะ...”

ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็พลันแล่นเข้าสู่หัวของฉีถิงราวกับสายฟ้า ทำให้ดวงตาของนางเบิกกว้างพร้อมกับร่างสั่นเทาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

โห่ว!

ขณะที่หลัวเฉิงวิ่งอย่างรวดเร็วหยั่งลึกเข้าไปในหุบเขาจันทร์เสี้ยว ก็เริ่มมีสัตว์อสูรระดับกลางหนึ่งดาวปรากฏตัวขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งยังมีสัตว์อสูรระดับสูงหนึ่งดาวประปราย

หลัวเฉิงไม่หวาดหวั่นต่อพวกมันแม้แต่น้อย เมื่อเขาเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่ราวกับไร้ตาเหล่านี้ เขาก็สังหารมันด้วยหมัดเดียวทันที

ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ สัตว์อสูรหนึ่งดาวไม่เป็นภัยคุกคามสำหรับเขาอีกต่อไป

“พวกนั้นน่าจะอยู่แถวๆ นี้...”

เมื่อวิ่งมาได้สักพัก ความเร็วของหลัวเฉิงก็ค่อยๆ ผ่อนลง พร้อมกับสายตากวาดมองซ้ายขวามากขึ้น

ตามการประมาณการของเขา พวกคนของตระกูลหลิน ควรจะอยู่ในบริเวณแถบนี้

หลังวิ่งไปได้อีกไม่ไกลนัก หลัวเฉิงก็หยุดอย่างกะทันหัน

เพราะเขาได้ยินเสียงการต่อสู้อย่างดุเดือดดังมาจากเบื้องหน้า พร้อมกับเสียงคำรามของสัตว์อสูร

ทันใด แสงสว่างก็ทอประกายวาบในดวงตาของหลัวเฉิง จากนั้นเขาก็วิ่งไปยังทิศทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนัก เสียงการต่อสู้ก็พลันจบลง

ในป่าเบื้องหน้า มีศพของสัตว์อสูรที่รูปร่างคล้ายเสือดาว ซึ่งทั่วร่างของมันปกคลุมไปด้วยเลือดสีแดงฉานอันน่าสะอิดสะเอียน

ที่ข้างศพของมันมีสองร่างกำลังยืนอยู่ขณะนี้ นอกจากหลินอวิ๋นแล้ว ก็ยังมีศิษย์ของตระกูลหลินอีกสองคนที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้เช่นกัน

รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาดูคล้ายกัน พวกเขาเป็นสองพี่น้องมีนามว่าหลินคงและหลินเฉิง ซึ่งทั้งคู่อยู่ในขั้นหลอมกายาระดับแปด

หลินคงผู้พี่ มองศพสัตว์อสูรที่นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้าแล้วกล่าวออกมาอย่างสำราญใจ

“โชคดีที่เรานำโอสถล้างพิษติดตัวมาด้วย ไม่เช่นนั้นคงแย่แน่หากต้องเผชิญหน้ากับเสือดาวป่าพิษตัวนี้!”

หลินเฉิงผู้น้องตัดหูของเสือดาวป่าพิษออก แล้วเม้มปากแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย

“ข้าคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องล่าสัตว์อสูรเลย อย่างไรเสียหลัวเฉิงกับคนอื่นๆ ก็ต้องถูกจัดการอยู่แล้ว ที่หนึ่งในการแข่งขันการล่าสัตว์นี้ จะเป็นของใครอื่นได้หากไม่ใช่ตระกูลหลินเรา”

หลินคงได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าก็คิดแบบเดียวกับเจ้า แต่ว่างานชุมนุมล่าสัตว์ครั้งนี้มีฝูงชนจำนวนมากมาเฝ้าดู แม้แต่เจ้าเมืองเองก็ยังมาที่นี่ หากเราล่าสัตว์อสูรไปเพียงตัวสองตัว เกรงว่าต้องกลายเป็นเรื่องน่าสงสัยอย่างแน่นอน”

หลินเฉิงเหยียดยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าคนไร้ค่าหลัวเฉิงกล้าเดิมพันกับหลินอวิ๋นได้อย่างไร ข้าอยากเห็นจริงๆ ว่าเขาจะทำหน้าเยี่ยงไรเมื่อต้องกล่าวว่าตนนั้นเป็นคนไร้ค่าต่อหน้าฝูงชน ฮ่าๆ”

“มันจะเป็นอย่างนั้นแน่หรือ?”

จู่ๆ เสียงอันน่าขนลุก ที่วาจาชัดทุกถ้อยคำก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน

“นั่นใคร!”

พวกเขาทั้งสองหันศีรษะมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ช้าดวงตาของทั้งสองก็หยุดลงที่ร่างหนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างด้วยความตกใจ “หลัวเฉิง!”

“ไยเจ้าจึงถึงมาที่นี่!” หลินคงเอยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

หลัวเฉิงกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวถามน้ำเสียงเยือกเย็น “หลินอวิ๋นอยู่ที่ไหน”

หลินเฉิงหัวเราะลั่นทันที “แล้วทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วยเล่า”

“ทำไมงั้นหรือ”

ดวงตาของหลัวเฉิงทอประกายแสงเย็นเยียบ สีหน้าเขาดุร้ายราวกับเสือที่กำลังจับจ้องเหยื่อมิมีผิด

“เจ้าขยะ! เจ้ามันรนหาที่ตาย!”

“ไปตายซะ!”

หลินคงและหลินเฉิงตะคอกเสียงแข็งกร้าวด้วยสีหน้าอาฆาต แล้วตบเท้าพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน

จบบทที่ บทที่ 57 เจ้ามันรนหาที่ตาย!

คัดลอกลิงก์แล้ว