เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 สัญลักษณ์บนฝ่ามือ

บทที่ 5 สัญลักษณ์บนฝ่ามือ

บทที่ 5 สัญลักษณ์บนฝ่ามือ


“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร!”

หลัวเฉิงพยายามสงบสติอารมณ์ แล้วรีบวิ่งไปยังลานฝึกยุทธ์ทันที

ภายในลานฝึกยุทธ์ มีแผ่นศิลาขนาดใหญ่วางอยู่หลายแผ่น ซึ่งแต่ละแผ่นมีน้ำหนักแตกต่างกัน

ในวิถีของการเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ต้องเริ่มที่ขั้นหลอมกายาเป็นอันดับแรก

ขั้นหลอมกายา คือคือการฝึกฝนลมปราณและเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่ง หลังจากไปถึงระดับที่เก้าแล้ว ต้องเริ่มลอกกายามนุษย์ออกทีละขั้นตอนเพื่อกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริง!

ตอนนี้ หลัวเฉิงอยู่ที่ขั้นหลอมกายาระดับสี่และมีพลังเทียบเท่าแผ่นศิลาหนักสี่ร้อยจิน!

เขาเดินไปยังแผ่นศิลาหนักสี่ร้อยจิน แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็พลันยกแผ่นศิลาขึ้นทันที มือของเขาจับแผ่นศิลาแน่นแล้วเคลื่อนมันขึ้นลงฝึกฝนกล้ามเนื้อ

ระหว่างที่เขากำลังฝึกฝน ไข่เก้าสีก็ค่อยๆ หมุนวนอยู่รอบกายและเริ่มดูดซับปราณแห่งสวรรค์และโลกโดยรอบเข้าสู่ร่างอย่างต่อเนื่อง

ชั่วยามต่อมา หลัวเฉิงรู้สึกว่าแผ่นศิลาที่แต่เดิมมีน้ำหนักมาก ตอนนี้กลับเบาลงอย่างน่าอัศจรรย์

“ขั้นหลอมกายาระดับห้า!” หลัวเฉิงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

หลังได้สัมผัสกับพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างทวี หลัวเฉิงก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุด!

ก่อนหน้า เขาคิดว่าคงต้องใช้เวลาหลายวัน กว่าจะทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมกายาระดับห้า และมีพลังเทียบเท่าน้ำหนักศิลาห้าร้อยจิน ไม่คิดเลยว่าพลังยุทธ์ของเขาจะเลื่อนระดับภายในเวลาเพียงชั่วยามเท่านั้น!

ความก้าวหน้าที่รวดเร็วเช่นนี้ มั่นใจได้เลยว่ามันต้องเป็นผลมาจากวิญญาณยุทธ์!

“แม้ว่าวิญญาณยุทธ์ของข้าจะเป็นวิญญาณยุทธ์ที่ไม่ถือกำเนิด แต่ผลลัพธ์การฝึกฝนของมัน อาจมากกว่าวิญญาณยุทธ์ระดับกลาง หรือแม้แต่วิญญาณยุทธ์ระดับสูงด้วยซ้ำ!”

ครั้นลองพินิจขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลัวเฉิงก็เข้าใจได้ในทันที

แม้วิญญาณยุทธ์ที่ไม่ถือกำเนิดนั้น จะมีพลังน้อยกว่าหนึ่งในสิบส่วนของวิญญาณยุทธ์ที่สมบูรณ์

แต่ทว่า ภายในไข่ลึกลับเก้าสี มีดวงดาวนับไม่ถ้วนประหนึ่งดาราจักร ต่อให้มันเป็นเพียงพลังหนึ่งในสิบส่วน ก็ยังมากกว่าวิญญาณยุทธ์ระดับเก้าดาวอยู่ดี!

บางที วิญญาณยุทธ์ที่ไม่ถือกำเนิดของเขา อาจจะเหนือกว่าวิญญาณยุทธ์ระดับวิญญาณ วิญญาณยุทธ์ระดับพิภพ หรือแม้แต่วิญญาณยุทธ์ระดับสวรรค์!

นี่เป็นเพียงวิญญาณยุทธ์ที่ไม่ถือกำเนิด หากวันหนึ่งมันเกิดออกมาโดยสมบูรณ์ มันจะมีพลังมากขนาดไหน!

“ดีมาก! จีหยวนเฮ่า เราจะได้เห็นดีกัน!” หลัวเฉิงกำหมัดแน่น พร้อมสีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ

เมื่อหวนนึกถึงฉากในพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ ดวงตาของหลัวเฉิงก็เปล่งประกายแสงเย็นยะเยือก เขาเอื้อมมือไปหมายจะคว้าจี้ที่กลางอก ก่อนจะพบว่ามันไม่ได้ห้อยอยู่ที่คอแล้ว

“ว่าแต่ จี้ที่เคยห้อยอยู่คอข้าหายไปไหน”

สีหน้าของหลัวเฉิงฝันเปลี่ยนเป็นซีดราวกับกระดาษทันที หลังตระหนักได้ว่าจี้ห้อยคอของเขานั้นหายไป

นั่นเป็นเพียงสมบัติเดียวที่มารดาของเขาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า!

แม้นจะหาไปทั่วร่างกาย หรือเดินหาไปทั่วลานฝึกยุทธ์ เขาก็ไม่พบแม้แต่เงา พานให้เขารู้สึกกระวนกระวายยิ่งในยามนี้

เมื่อหลัวเฉิงกำลังจะไปค้นหาต่อยังจัตุรัส ก็สังเกตเห็นว่ามีสัญลักษณ์เก้าสีที่สว่างมากบนฝ่ามือขวา!

“นี่มัน……”

หลัวเฉิงรู้สึกคุ้นเคยกับสัญลักษณ์นี้เป็นอย่างดี เพราะมันคล้ายคลากับจี้ห้อยคอของมารดาเขาทุกประการ!

“จี้นี้หลอมรวมกับร่างกายของข้างั้นหรือ นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เขาขมวดคิ้วมองมันด้วยความตกตะลึง

ครั้นหลัวเฉิงเอื้อมมืออีกข้างไปสัมผัส มันก็ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่อย่างไรเขาก็สัมผัสได้ว่าสัญลักษณ์เก้าสียังอยู่ที่นั่น!

“มันเข้าไปในร่างกายของข้าจริงๆ! จี้ห้อยคอนี้ทำจากอะไรกันแน่!” หลัวเฉิงพึมพำด้วยความฉงนใจ

จากนั้นเขาก็ก้มดูสัญลักษณ์บนฝ่ามืออีกครั้ง เพื่อความแน่ใจ แต่มันก็ยังมิเปลี่ยนแปลง ไม่ช้าเขาก็เริ่มครุ่นคิดไตร่ตรอง

สัญชาตญาณในตัวบอกเขาว่า เกล็ดเก้าสีนี้มีความพิเศษมากทีเดียว และวิญญาณยุทธ์ของเขาต้องมีความเกี่ยวโยงกลับเกล็ดเก้าสีนี้อย่างแน่นอน

“หากจะรู้เรื่องนี้ให้ได้ ในอนาคตต้องไปยังตระกูลจีเท่านั้น แล้วถามกับท่านแม่โดยตรง” หลัวเฉิงตัดสินใจในทันที

ต่อให้คิดเช่นไรก็มิอาจจะเข้าใจได้ เขาจึงไม่ต้องการเสียเวลาอีกต่อไป อย่างไรเสีย เขามาดมั่นว่าในภายหน้าจะต้องไปเยือนตระกูลจี และได้พบกับผู้เป็นมารดาอย่างแน่นอน

“ข้าต้องรีบฝึกฝนต่อไป!”หลัวเฉิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

คราคนึงถึงตระกูลจี หลัวเฉิงก็ต้องการแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว จึงฝึกฝนอย่างมิมีหยุดหย่อน เสียงเหวี่ยงแผ่นศิลาดังต่อเนื่องออกมาจากลานฝึกยุทธ์

จีหยวนเฮ่าสามารถทำร้ายปู่และบิดาของเขาจนบาดเจ็บสาหัสได้ด้วยฝ่ามือเดียว เขาน่าจะก้าวข้ามขั้นหลอมกายาไปนานแล้ว และตอนนี้อาจแข็งแกร่งกว่าขั้นเปลี่ยนแปลงมนุษย์ระดับหกด้วยซ้ำ!

หลัวเฉิงรับรู้แก่ใจตนดี ว่าเขาในตอนนี้นั้นอ่อนแอมากเพียงใดเมื่อเทียบกับจีหยวนเฮ่า!

เช้าวันรุ่งขึ้น

หลัวเฉิงรีบตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ อาบน้ำล้างตัว และเดินไปยังเรือนของหลัวหมิงซานผู้เป็นปู่ของเขา

เขาอยากรู้ว่าท่านปู่นั้นบาดเจ็บมากขนาดไหน แล้วยามนี้อาการเป็นเช่นไรบ้าง จึงรีบบากบั่นไปหาด้วยความเป็นห่วงอยู่ในใจ

เมื่อสืบเท้าไปเกือบจะถึงที่หมาย หลัวเฉิงก็ต้องหยุดชะงักกึก

เนื่องจากมีศิษย์ชายและหญิงหลายคนยืนอยู่ลานหน้าเรือน และผู้ที่ถูกรายล้อมอยู่นั้นมิใช่ใครอื่นแต่คือหลัวฉี ซึ่งปัจจุบันเป็นบุคคลน่าเลื่อมใสของตระกูลหลัว

ระหว่างนั้นเอง หลายคนก็ได้สังเกตเห็นการมาเยือนของหลัวเฉิงด้วยเช่นกัน

หนึ่งในนั้นกำลังจะเอ่ยปากทักทายหลัวเฉิง แต่หลัวฉีก็ใช้สายตาจ้องเขม็งเขาจนมิกล้าขยับตัวแม้แต่น้อย

“นี่มิใช่คุณชายตระกูลจี หลัวเฉิงงั้นหรอกหรือ หลัวเฉิงปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ไข่ของเจ้า ให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตากับความยิ่งใหญ่ของมันบ้างสิ” หลัวฉีเดินเข้ามาหาเขาแล้วกล่าวเยาะเย้ย

จบบทที่ บทที่ 5 สัญลักษณ์บนฝ่ามือ

คัดลอกลิงก์แล้ว