- หน้าแรก
- ข้าคือเทพแห่งการทำอาหาร ทั้งสำนักถูกความหิวครอบงำจนร้องไห้
- บทที่ 132 ลูกศิษย์ก็มีอารมณ์โกรธเป็นเหมือนกัน!
บทที่ 132 ลูกศิษย์ก็มีอารมณ์โกรธเป็นเหมือนกัน!
บทที่ 132 ลูกศิษย์ก็มีอารมณ์โกรธเป็นเหมือนกัน!
ฟืด ฮ่า! ฟืด ฮ่า!
เสียงสูดหายใจหนักๆดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หวังเย่สูดกลิ่นของซุปจนสุดปอด ใบหน้าของซูเจี้ยนเคร่งขรึมขึ้นก่อนจะตะโกนออกมาด้วยความโกรธ
"น้องเล็ก เราเป็นศิษย์เอกนะ! จะทำแบบนี้ได้อย่างไร..."
แต่ระหว่างที่เขากำลังพูดอยู่ หลิวซวง, หลูยูอู, และจ้าวเจิ้งผิงที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มสูดกลิ่นอย่างแรงตามกัน ทำให้ซูเจี้ยนยิ่งโกรธเข้าไปอีก
"พวกเจ้า...ได้สูดมันกันไปเถอะ ข้าก็จะสูด ข้าจะสูดจนพวกเจ้าทุกคนไม่ได้กลิ่นเลยด้วยซ้ำ!"
ถึงแม้จะไม่ได้กิน แต่การสูดดมกลิ่นก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
"ฟืด ฮ่า!...ฟืด ฮ่า!...ฟืด..." ซูเจี้ยนที่เคยพูดว่าจะตายก็ยอมตายตอนนี้ เขากำลังสูดดมกลิ่นอย่างบ้าคลั่งจนหายใจแทบไม่ออก หน้าของเขาแดงก่ำจากการกลั้นลมหายใจออก สุดท้ายเขาก็หายใจไม่ทันและหมดสติไป
"ศิษย์พี่สาม?"
"พี่ชาย?"
เมื่อเห็นซูเจี้ยนหมดสติไป จ้าวเจิ้งผิงและคนอื่นๆ ต่างนิ่ง ท่าทีที่เคยรักษาภาพลักษณ์ในฐานะศิษย์เอกเมื่อครู่มันหายไปไหนกัน? คำพูดที่เพิ่งพูดออกมาเมื่อกี้เหมือนกับผายลมเลยไม่ใช่หรือ?
แม้จะยังมีน้ำลายไหลตรงมุมปาก ศิษย์เอกคนอื่นๆก็ได้แต่หันหน้าหนีและถอยออกจากเขาเงียบๆ ไม่อยากเกี่ยวข้องกับคนแบบนี้ มันน่าอับอายมากสำหรับศิษย์เอก
ในฐานะศิษย์เอก แม้จะไม่ได้กิน ก็ต้องสูดดมกลิ่นอย่างมีความสง่างามและศักดิ์สิทธิ์ เหมือนกับจ้าวเจิ้งผิง
เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอด หลับตาราวกับกำลังลิ้มรสอาหารรสเลิศในอากาศ
"ฝีมือทำอาหารของศิษย์น้องฉางชิงนั้นยิ่งเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆ"
ท่าทีเช่นนี้สะท้อนถึงความสง่างามในฐานะศิษย์เอกและศิษย์พี่ใหญ่ของเหล่าน้องๆ แม้แต่การสูดกลิ่นยังมีความแตกต่างจากศิษย์น้องคนอื่นๆ
แต่ขณะที่เขากล่าวเช่นนั้น น้ำตาสองสายก็ไหลออกมาจากดวงตาของเขาอย่างควบคุมไม่อยู่ เป็นการบ่งบอกถึงความเสียใจที่อยู่ในใจของเขา
ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไร จ้าวเจิ้งผิงก็ลืมตาขึ้นและตะโกนออกไปในทิศทางของห้องครัวด้วยเสียงสะอื้น
"อาจารย์ ข้ารู้ว่าข้าผิด ข้าสำนึกผิดแล้ว!"
เสียงของเขาดังลั่นไปทั่วท้องฟ้า ทำให้คนรอบข้างต่างพากันตกตะลึง เมื่อครู่ดูเหมือนจะมีความสุขดีไม่ใช่หรือ? ไหนบอกว่าควรรักษาความสง่างามในฐานะศิษย์เอก? ทำไมกลายเป็นแบบนี้ได้?
แต่สิ่งที่จ้าวเจิ้งผิงได้รับกลับมาเป็นฝ่ามือปราณที่ส่งออกมาจากลาน กระแทกหัวเขาอย่างแรงจนทั้งร่างลอยออกไป
"เจ้าส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นเขา ข้ากำลังดื่มซุปอยู่ เงียบปากไปซะ!"
ในลาน หงจุ้นตบฝ่ามือไปพลางดื่มซุปด้วยสีหน้าพึงพอใจ
"ฮ่าๆ ไม่มีอะไรดีไปกว่ามาถึงเวลามื้ออาหารพอดี แถมได้ลิ้มรสเมนูใหม่ซุปมังกรฟีนิกซ์เลิศรสแบบนี้ช่างฟ้าประทานจริงๆ"
หลังจากดื่มซุปไปหนึ่งถ้วย หงจุ้นรู้สึกถึงความสดชื่นที่แผ่กระจายไปทั่วร่าง
ไม่ใช่เพียงแค่เขาเท่านั้น แต่ศิษย์หลายๆคนที่กำลังกินรู้สึกเช่นเดียวกัน
แถมมีหลายคนที่ถึงขั้นเลือนระดับขั้นพลัง ขณะที่กำลังดื่มซุปอยู่ด้วยซ้ำ
"เฮ้ย ข้าเลื่อนระดับแล้ว!"
ศิษย์ภายนอกคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น และจากนั้นก็มีศิษย์ภายนอกคนที่สอง คนที่สาม และอีกหลายสิบคนก็บรรลุเลื่อนระดับสำเร็จเช่นกัน
พวกเขาเป็นศิษย์ภายนอกที่พลังฝึกฝนติดค้างอยู่ที่คอขวด
ซุปมังกรฟีนิกซ์นี้ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นคอขวดนั้นได้ ขณะที่ศิษย์เหล่านี้ต่างตื่นเต้นดีใจ คนรอบข้างก็พากันประหลาดใจ
ซุปมังกรฟีนิกซ์นี้มีสรรพคุณขนาดนั้นเลยหรือ?
ทุกคนหันไปมองเย่ฉางชิงที่กำลังดื่มซุปอยู่เช่นกัน เมื่อสังเกตเห็นสายตาของศิษย์พี่ๆและน้องๆ เย่ฉางชิงยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้
"มันไม่ได้เลิศเลอเกินจริงขนาดนั้นหรอก มันเพียงช่วยกระตุ้นปราณเพื่อทะลวงผ่านคอขวดเท่านั้นเอง"
ต้องอธิบายไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นหากมองดูสายตาของทุกคน เย่ฉางชิงก็เป็นห่วงว่าพวกเขาอาจจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อสูรฟีนิกซ์ที่ภูเขาทางตะวันออกขึ้นมาซะก่อน
ซุปนี้ไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ทุกคนจินตนาการ แต่มันเป็นช่วยกระตุ้นเล็กๆ สำหรับผู้ฝึกตนที่ใกล้จะทะลวงคอขวดเท่านั้น แต่ไม่ใช่ว่าจะได้ผลกับทุกคนเสมอไป
และเมื่อระดับการฝึกตนสูงขึ้น ประสิทธิภาพของมันก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ที่สามารถทะลวงผ่านได้ในตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นศิษย์รับใช้และศิษย์ภายนอกเท่านั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น ความร้อนแรงในดวงตาของทุกคนก็ค่อยๆ จางลง
มื้อนี้ถือว่าเป็นมื้อที่ปลอบใจได้ดี หม้อซุปนาดใหญ่ที่มีเนื้อมากมายก็หายหมดเกลี้ยง น้ำซุปที่เหลือก็ดื่มจนหมด แม้แต่ตอนล้างหม้อ พวกศิษย์ยังเติมน้ำเปล่าลงไปแล้วดื่มต่อ
“ยังมีรสชาติอยู่นะ”
“ข้าขอลองชิมหน่อย”
“พวกเจ้าจะมากเกินไปแล้วนะ เราตกลงกันไว้ว่าจะกินกันคนละชาม”
ข้าเติมน้ำเข้าไปในหม้อถึงห้าครั้งแล้ว ตอนแรกยังมีคราบน้ำมันและเนื้ออยู่บ้าง แต่ตอนสุดท้ายก็เหลือแต่น้ำเปล่า แต่ทุกคนก็ยังดื่มด้วยความสุขใจ
“โห กลิ่นหอมของเนื้อมังกรฟีนิกซ์ช่างเข้มข้นจริงๆ”
เย่ฉางชิงมองดูคนที่กำลังสูดกลิ่นอย่างพึงพอใจด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย แล้วพูดกับตัวเองในใจ ‘ยังมีรสชาติได้ยังไง ข้าเติมน้ำเปล่าเข้าไปตั้งห้าครั้งแล้ว หม้อนี้ไม่ต้องล้างแล้วมั้ง แล้วกลิ่นหอมเนื้อมังกรกับฟีนิกซ์มาจากไหนกันเนี่ย’
“เจ้าหนุ่มฉางชิง”
ในขณะที่เย่ฉางชิงกำลังส่ายหัวด้วยความอ่อนใจ หงจุ้นก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม เขามัวแต่เพลิดเพลินไปกับการกินซุปอยู่เมื่อครู่เลยไม่ได้สนใจอย่างอื่น
ตอนนี้หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะกล่าวทักทายกันสักหน่อย
“เจ้าชินกับการอยู่ที่ค่ายหรือยัง เจออันตรายอะไรบ้างไหม?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของหงจุ้น เย่ฉางชิงก็ส่ายหัว
ในค่ายใกล้ชายฝั่งทะเลแห่งนี้ เย่ฉางชิงรู้สึกว่าไม่ได้มีอันตรายอะไรจริงๆ ก่อนจะมาเคยได้ยินว่าเผ่าอสูรน้ำดุร้าย แต่ในสายตาของเย่ฉางชิงแล้ว เผ่าอสูรน้ำไม่ได้ดุร้ายขนาดนั้น
พูดถึงความดุร้าย... เย่ฉางชิงมองพี่น้องรอบตัวอย่างเงียบๆ
เมื่อพวกเขาไปที่ลานหลังบ้าน ทั้งสามคนก็คุยกันเรื่อยเปื่อย แน่นอนว่าหงจุ้นกับเฉิงชือเป็นคนพูดเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเย่ฉางชิงก็นั่งฟัง
“เจ้าหนุ่ม ข้าได้เจอหน้าเจ้าอีกครั้ง ช่างน่ายินดีจริงๆแถมยังได้ทานเมนูซุปมังกร…”
“อาจารย์! ข้าขอเข้าพบท่านขอรับ”
ในขณะที่พวกหงจุ้นกำลังคุยกัน ก็มีเสียงของจ้าวเจิ้งผิงก็ดังมาจากด้านนอกห้องครัว
หลังจบมื้ออาหารเหล่าศิษย์เอกได้ปรึกษาพูดคุยกัน ในเมื่อพวกอาจารย์เข้ามาได้แล้ว พวกเขามีแต่ต้องเผชิญหน้ากับพฤติกรรมที่เขาเคยทำไว้กับอาจารย์ก่อนหน้านี้
อย่างน้อยต้องให้ท่านอาจารย์ช่วยคลายพลังปราณที่ถูกผนึกไว้ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะกินข้าวได้อย่างไรในมื้อต่อไป
ด้านนอกห้องครัว ศิษย์เอกที่ถูกผนึกเริ่มวิตกกังวลและปลอบใจกันไปมา
“ปัญหามันย่อมมีทางแก้เสมอ”
“ข้าคงต้องยอมรับเท่านั้นสินะ”
สุดท้ายหงจุ้นกับเฉิงชือที่ไม่ควรจะเข้ามาในค่ายใกล้ชายฝั่งกลับมาปรากฏตัวแบบนี้ ในสถานการณ์นี้ พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับความผิด
แต่ในขณะที่จ้าวเจิ้งผิงและคนอื่นๆกำลังพูดคุยกัน ซูเจี้ยนก็กล่าวด้วยความไม่พอใจ
“หึ ไม่มีอาจารย์คนไหนมอบบทลงโทษด้วยการผนึกพลังปราณลูกศิษย์แล้วไม่ให้ข้าวกินแบบนี้ อีกอย่าง พวกเราทำผิดตรงไหน พวกเราแค่ต้องการกินข้าวสักคำ มันผิดตรงไหนกัน?”
“น้องสาม หุบปากแล้วก็ยอมรับผิดเถอะ”
“ข้าไม่ยอม! พวกอาจารย์ตลอดมาไม่ต้องมาแย่งอาหารเลย แต่พวกเราล่ะตอนที่อยู่ยอดเขามีสักครั้งไหมที่เราไม่ต้องลำบากและต้องหาวิธีต่างๆเพื่อให้ได้กินอาหารในแต่ละมื้อ ข้าไม่ยอมหรอก ยังไงข้าก็ไม่ผิดอยู่ดี”
ซูเจี้ยนยิ่งแสดงความดื้อรั้นขึ้นในขณะนี้และในตอนนั้นเอง เสียงของหงจุ้นก็ดังมาจากห้องครัว
“เข้ามาได้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา จ้าวเจิ้งผิงรู้สึกกังวลและเตือนซูเจี้ยนโดยเฉพาะ
“น้องสาม ขอล่ะอย่าทำให้อาจารย์โกรธอีกนะ เข้าใจไหม?”
“หึ ท่านกลัวเขา แต่ข้าไม่กลัว ยังไงข้าก็ไม่ได้ผิดอยู่ดี”
ขณะที่พึมพำไปพวกเขาก็เดินเข้าไปในห้องครัว เมื่อเห็นท่าทีของซูเจี้ยน ศิษย์เอกหลายคนก็รู้สึกเป็นห่วง หากเจ้านี่ไม่ยอมเปลี่ยนใจแล้วทำให้อาจารย์โกรธขึ้นมา พวกเขาคงต้องเผชิญความลำบากยิ่งกว่านี้จริงๆ
แต่ทันทีที่พวกเขาเข้ามาในห้องครัว ก่อนที่หงจุ้นจะได้พูดอะไร ซูเจี้ยนก็คุกเข่าลงไปที่ขาของหงจุ้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ กอดขาหงจุ้นเอาไว้แน่นและน้ำตาก็ไหลพราก
“อาจารย์ ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้วขอรับ ฮือออ”