- หน้าแรก
- ข้าคือเทพแห่งการทำอาหาร ทั้งสำนักถูกความหิวครอบงำจนร้องไห้
- บทที่ 92 พวกเราคือฝ่ายธรรมะ
บทที่ 92 พวกเราคือฝ่ายธรรมะ
บทที่ 92 พวกเราคือฝ่ายธรรมะ
เหล่าศิษย์ของยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์พากันพูดขึ้นทีละคน แต่ละคนเต็มไปด้วยความชอบธรรมเพื่อยืนยันสิ่งที่ท่านผู้นำพูดไว้
"ท่านผู้นำพูดถูกแล้ว"
"เฮยหู่ก็คือผู้ที่ต้องการจะจุดชนวนสงครามระหว่างสองตระกูล"
"ใช่แล้ว ตอนนั้นพวกเรานั่งอยู่บนยานเหาะ คุยกันไปเพลินๆจู่ๆก็ถูกเฮยหู่โจมตี ถ้าไม่ใช่เพราะท่านผู้นำมาถึงทันเวลา พวกเราคงถูกเฮยหู่ฆ่าหมดแล้ว"
"เป็นเช้าที่ท้องฟ้าสดใสเหลือเกิน พวกเราศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์กำลังนั่งยานเหาะไปยังด่านชายฝั่งทะเลด้วยความตื่นเต้น แต่ใครจะคิดว่าระหว่างทางกลับพบราชาอสูรตัวหนึ่ง มันไม่พูดไม่จาและพยายามจะฆ่าพวกเรา โชคดีที่ท่านผู้นำช่วยพวกเราไว้ได้"
"วันที่ 8 เดือน 4 ปี 9963 แห่งปฏิทินมหาธรณี ข้าในฐานะศิษย์ของยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ กำลังจะไปเปลี่ยนเวรที่ด่านชายฝั่งทะเล ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งเดินทางมาถึงกลางทางพวกเราพบราชาอสูร มันต้องการฆ่าพวกเรา เพื่อจะจุดชนวนสงครามระหว่างมนุษย์กับอสูร..."
เหล่าศิษย์ต่างก็พูดกันต่อเนื่อง บางคนถึงขั้นนอนลงกับพื้นแล้วร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร
"ท่านทั้งหลายดูนี่สิ! ขาข้างนี้ของข้า ถูกเฮยหู่ทำร้ายเมื่อครั้งนั้น"
"แล้วก็ข้าด้วย มือของข้าก็เช่นกัน รอยแผลนี้ยาวไปถึงส้นเท้าเลย"
แค่พูดอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องแสดงบาดแผลกันด้วย แต่เหล่าศิษย์ยอดเขาบุปผางามเห็นแล้วได้แต่นิ่งอึ้ง
"สหาย รอยแผลของท่านมันตกสะเก็ดไปแล้วนะ"
"เป็นไปไม่ได้! พี่สาวลองดูดีๆอีกครั้ง"
รอยแผลที่ตกสะเก็ดไปแล้ว อยู่ๆ ก็มีเลือดไหลออกมาอีก ทำให้ศิษย์ยอดเขาบุปผางามถึงกับปากสั่น นี่มันช่างเล่นกลใส่ความได้โหดร้ายจริงๆ
"หยุดซะ ข้าไม่เคยพบพวกเจ้ามาก่อนด้ว... อะ ไอแค่กๆ พรวด..."
ทนพิษบาดแผลไม่ไหวอีกต่อไป เฮยหู่คำรามออกมาอย่างโกรธจัด แล้วก็พ่นเลือดออกมาและหมดสติไปอีกครั้ง
"ดูสิ! เฮยหู่ฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกผิดแล้ว!"
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา แล้วเหล่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ก็พากันโห่ร้องตอบรับ
"มันรู้ว่าความผิดของมันถูกเปิดโปงจึงฆ่าตัวตาย ข้าคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดอยู่เบื้องหลังแน่ๆ"
"ถูกต้อง เฮยหู่ต้องฆ่าตัวตายเพื่อปกป้องผู้สมรู้ร่วมคิด"
"เมื่อครู่เฮยหู่พูดว่ามันจะไปหาใคร? ใช่เซียะหู่ที่นิกายวิหค ดังนั้นเซียะหู่จึงน่าสงสัยมาก"
"ใช่เลย ถ้าไม่ใช่สมรู้ร่วมคิด ทำไมเซียะหู่ถึงไปรอที่ภูเขาวิหคพอดี มันต้องอยู่ที่นั่นเพื่อรอช่วยเฮยหู่แน่ๆ เพื่อไม่ให้แผนนี้ล้มเหลว"
"งั้นจินเหนี่ยวก็ต้องมีส่วนร่วมด้วยเหมือนกัน!"
"นี่เป็นการวางแผนลอบสังหารศิษย์ของนิกายเต๋าอี้อย่างชัดเจน พวกท่านจงอย่าปล่อยพวกอสูรชั่วร้ายเหล่านี้ไป!"
"ขอท่านจงตัดสินให้อย่างเป็นธรรม!"
"ขอท่านจงตัดสินให้อย่างเป็นธรรม!"
เหล่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ต่างแปลงกายเป็นยอดนักสืบมือฉมัง วิเคราะกันไปมาจนเซียะหู่กับจินเหนี่ยวกลายเป็นผู้ร่วมสมคบคิดไปด้วยเฉย?
ไม่เพียงแค่ศิษย์ยอดเขาบุปผางามที่มองอึ้งไป แม้แต่ฉือซงและพวกอาวุโสนิกายอื่นก็รู้สึกขนลุก
แต่คนที่ตกใจที่สุดก็คือฉีซง เดิมทีเขาคิดว่าศิษย์ย่อมได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์
แต่ตอนนี้เขาอยากจะขอโทษหงจุ้น ช่างเป็นความคิดที่ตื้นเขินเกินไป ศิษย์เหล่านี้แสดงเหนือกว่าผู้นำของตนเสียอีก
การโยนความผิดของหงจุ้นยังฟังดูพอไปได้ แต่ศิษย์ของยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์นั้นเสมือนโยนความผิดกันมั่วซั่วสุดๆ
แถมพวกเขายังทำหน้าเคร่งขรึมจริงจังกับสิ่งที่พูดออกมา ฉีซงไม่เข้าใจเลยจริงๆทั้งๆที่พวกเขาก็มีปากเหมือนกัน แต่ทำไมเหล่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ถึงสามารถพูดคำโกหกไร้ยางอายเช่นนี้ออกมาได้
"รอหาโอกาสได้เมื่อไร ข้าจะต้องขอใช้กระจกส่องใจส่องดูยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์นี้ให้ดีๆ สักที"
ในฐานะหัวหน้าผู้คุมกฏฉีซงเริ่มรู้สึกว่ายอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์มีปัญหาอย่างมาก นี่คงถึงเวลาที่จะต้องใช้กระจกส่องใจแล้ว
เหล่าราชาอสูรที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ต่างก็เดือดดาลเป็นไฟ โดยเฉพาะเซียะหู่และจินเหนี่ยว
"เหลวไหล! ไร้สาระ! กล่าวหาอย่างลอยๆ"
"ข้า!จินเหนี่ยว ดำเนินชีวิตอย่างเที่ยงตรงมาเสมอ ไม่กลัวการใส่ร้ายป้ายสีเด็กๆของพวกเจ้าหรอก"
"หงจุ้น ศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าจะนับเป็นพยานได้อย่างไร?"
"ใช่! พวกเขาทั้งหมดเป็นคนของเจ้า ย่อมต้องพูดเข้าข้างเจ้าอยู่แล้ว"
เมื่อเห็นว่าราชาอสูรพยายามจะแก้ตัว เหล่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ยอมอีกต่อไป
เฮ้อ! กลุ่มสัตว์อสูรพวกนี้ยังกล้าคิดจะมาโต้เถียงกับพวกเราอีกหรือ? คงไม่รู้สินะว่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์นั้น สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในตัวพวกเราก็คือปากนี่แหละ
ไม่เชื่อพวกเราใช่ไหม งั้นดูสิว่าศิษย์ยอดเขาบุปผางามจะพูดอะไรออกมาบ้าง
ทันใดนั้นสายตาทั้งหมดของเหล่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ก็จ้องไปที่ศิษย์ยอดเขาบุปผางาม ศิษย์ยอดเขาบุปผางามที่รู้สึกถึงสายตาเหล่านั้นก็หน้าซีดและไม่ลังเลที่จะพูดออกมา
"สหายทั้งหลาย พวกเราคือศิษย์ฝ่ายธรรมะ"
"ใช่แล้ว พวกเราคือศิษย์ฝ่ายธรรมะ ดังนั้นในการรับมือกับอสูร เราจะต้องใช้ทุกวิถีทางที่มี"
"พวกเรามีศักดิ์ศรี"
"แต่พวกมันเป็นอสูร"
"ข้าพูดออกมาไม่ได้!"
"ไม่คิดจะกินข้าวอีกหรือไง! อย่าลืมนะว่า น้องชายฉางชิงของเราก็เป็นศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน"
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้นศิษย์ยอดเขาบุปผางามตัวสั่นขึ้นทันที ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางจริงจังและพูดว่า
"เรื่องนี้เป็นฝีมือของเฮยหู่แน่นอนเจ้าคะ!"
"ในตอนนั้นเหล่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์พากันหลบหนีไปยังด่านชายฝั่งทะเลด้วยยานเหาะ เฮยหู่ไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ใช่เพราะท่านผู้นำหงจุ้นและผู้อาวุโสเฉิงชือมาถึงทันเวลา เฮยหู่คงสังหารทุกคนไปแล้ว"
"ยังไม่หมดเท่านั้น เฮยหู่พอไปถึงด่านชายฝั่งทะเล ไม่เพียงแค่ต้องการฆ่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยัง...ยังต้องการทำร้ายพวกเราด้วย"
“ฮือ ๆ ๆ ใช่แล้ว มัน... มันถึงกับคิดจะจับพวกเรากลับไปยังหุบเขาพยัคฆ์ แล้วจะเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงของมัน!”
“อาจารย์ หากไม่ใช่เพราะท่านหงจุ้นมาถึงทันเวลา ศิษย์เกรงว่าท่านคงไม่ได้เห็นหน้าศิษย์อีกแล้ว”
“มัน... มันยังบอกอีกว่าเผ่าพันธุ์เดียวกันนั้นมีไว้เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ แต่ความรักที่แท้จริงนั้นต้องเป็นกับเผ่าพันธุ์อื่น โชคดีที่ท่านหงจุ้นมา ไม่เช่นนั้นศิษย์คง... ฮือ ๆ ๆ...”
ตอนแรกก็ดูปกติดีศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ต่างพากันพยักหน้าอย่างพอใจ คงไม่มีอะไรให้โต้แย้งแล้วล่ะ
แต่พอผ่านไปสักพักบรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำไมถึงมีเรื่องจับเป็นสัตว์เลี้ยงขึ้นมาได้ล่ะ?
เหล่าศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ถึงกับงงเมื่อเห็นศิษย์ยอดเขาบุปผางามที่อยู่ข้างๆ ร้องไห้ราวกับดอกไม้ถูกพัดพาในพายุ ดูน่าสงสารสุดๆทั้งหมดต่างตกตะลึง
หากพวกเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด อาจเชื่อไปแล้ว เพราะการแสดงนั้นเหมือนจริงมาก เหมือนกับว่าเฮยหู่ได้ทำสิ่งนั้นขึ้นมาจริงๆ
ไม่ได้สิแค่ให้เป็นพยานเฉยๆ ทำไมถึงเพิ่มบทเองได้ล่ะ?
แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่า เวลาผู้หญิงเล่นละครดูเหมือนว่าจะเก่งกว่าผู้ชายอยู่สักสามส่วน
ไม่มีความแข็งกระด้าง แต่เต็มไปด้วยความอ่อนไหวและคล่องแคล่ว
ยังไงก็ตาม เมื่อไป่ฮวาได้ยินเช่นนั้น นางก็เชื่อโดยไม่ลังเล
อย่างแรกเพราะเห็นศิษย์ทั้งหลายร้องไห้อย่างสุดซึ้ง อย่างที่สองไป่ฮวาเองก็มั่นใจในตัวศิษย์ของนาง
ตลอดเวลานางให้ความสำคัญกับคุณธรรมของศิษย์เสมอ นอกจากการฝึกฝนไป่ฮวายังบังคับให้พวกเขาอ่านหนังสือและศึกษาอยู่เสมอ
ศิษย์ยอดเขาบุปผางามล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีความรู้และมีมารยาทดี
ไม่เหมือนศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ที่มักจะเกียจคร้านและไม่มีความเป็นระเบียบ เหมือนหงจุ้นเจ้าแก่ขี้เหล้าที่ไม่เอาไหนนั่นแหละ
ดังนั้น คำพูดของศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์ไป่ฮวาอาจจะไม่เชื่อ แต่คำพูดของศิษย์ของตนเองนั้นนางแทบไม่มีข้อสงสัย
ไม่ใช่แค่ไป่ฮวาเท่านั้น แม้แต่ฉือซงเองก็มีสีหน้าที่ซับซ้อน ฉีซงยิ่งขมวดคิ้วแน่น
“หรือว่าสิ่งที่หงจุ้นพูดจะเป็นความจริง? ไม่น่าใช่นะ ไอ้แก่นั่นพูดอะไรเชื่อถือได้ที่ไหน? แต่ศิษย์ยอดเขาบุปผางามคงไม่โกหกหรอก พวกเธอไม่เหมือนศิษย์ยอดเขาดาบศักดิ์สิทธิ์”