- หน้าแรก
- ข้าคือเทพแห่งการทำอาหาร ทั้งสำนักถูกความหิวครอบงำจนร้องไห้
- บทที่ 83 วุ่นวายไปหมด
บทที่ 83 วุ่นวายไปหมด
บทที่ 83 วุ่นวายไปหมด
เห็นเหล่าศิษย์ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์กำลังเข้าต่อสู้ในสนามรบ หลิวซวงและหลูยูอูก็ไม่ลังเลที่จะตามไปเข้าร่วมต่อสู้ในสนามรบเช่นเดียวกัน
พวกเธอแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่ไม่แพ้ศิษย์ผู้ชายในนิกายเลย
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงได้เกิดการสงครามกับนิกายวิหคขึ้นมากัน? อ้าว!หลิวซวง เดี๋ยวรอก่อน...........”
แม้แต่เสียงเรียกของจ้าวหลัวศิษย์พี่หญิงจากยอดเขาบุปผางาม ก็ไม่สามารถหยุดพวกเธอได้
“ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”
ศิษย์หญิงจากยอดเขาบุปผางามคนหนึ่งกล่าวถามจ้าวหลัว ขณะที่จ้าวหลัวกำลังตกตะลึงและมองไปที่หนึ่งในสนามรบ
เมื่อมองตามสายตาของจ้าวหลัวไป ศิษย์หญิงจากยอดเขาบุปผางามคนอื่นๆก็รู้สึกไม่ดี
นั่นไม่ใช่ศิษย์พี่จ้าวเจิ้งผิงเหรอ เขาก็อยู่ในสนามรบด้วย? ก็ต้องเป็นอย่างงั้นอยู่แล้วเพราะเขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของยอดเขาศักดิ์สิทธิ์จึงไม่แปลกที่เขาจะมาที่นี่
แต่ถ้าศิษย์พี่จ้าวอยู่ตรงนั้นละก็, ศิษย์พี่หญิงหลัวก็ต้อง...
ในวินาทีต่อมา จ้าวหลัวก็พุ่งทะยานออกโดยมีกระบี่เล่มยาวในมือและก้าวเข้าร่วมการต่อสู้เรียบร้อย
ด้วยความสัมพันธ์ของจ้าวหลัวและจ้าวเจิ้งผิงที่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กและเป็นศิษย์ที่สมัครเข้ามาที่นิกายเดียวกัน
ความสัมพันธ์ของพวกเขาลึกซึ้งมาก ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นคู่ชีวิตกันจริงๆ แต่ก็อาจจะเป็นคู่รักที่คนอื่นอิจฉากันมากแล้ว
“พี่ผิง ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว”
เมื่อเห็นจ้าวหลัวเข้าร่วมการต่อสู้เหล่าศิษย์หญิงจากยอดเขาบุปผางามก็รู้ว่าจะเป็นแบบนี้เสมอ เมื่อมีเรื่องเกี่ยวข้องกับจ้าวเจิ้งผิง จ้าวหลัวจะเป็นแบบนี้เสมอเธอมักจะสูญเสียความเยือกเย็นในตัวเธอ
“ตอนนี้เราจะทำอย่างไร?”
“ทำยังไงได้ เมื่อศิษย์พี่หญิงเข้าร่วมแล้ว เราจะนั่งดูอยู่หรือ?”
“ถ้าอย่างนั้นก็เข้าร่วมด้วย?”
“ไป!”
“ฆ่ามัน!”
เสียงตะโกนดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีเสียงของสาวๆผสมอยู่ด้วย
เมื่อสาวๆจากยอดเขาบุปผางามเข้าร่วมการต่อสู้ อสูรก็เริ่มถูกกดดันมากขึ้นกว่าเดิมอีก
บนท้องฟ้าเมื่อเห็นอสูรของเขาถูกสังหารอย่างบ้าคลั่ง จินเหนี่ยวก็รู้สึกเจ็บปวดในใจและตะโกนด้วยความโกรธ
“บัดซบ! บัดซบจริงๆ.........”
เมื่อเห็นภาพการตายและการบาดเจ็บหนักของเหล่ากองทัพอสูร จินเหนี่ยวก็ทำการกรีดเลือดออกมาหลายหยดแล้วสะบัดไปรอบ หยดเลือดซึ่งพุ่งไปในทิศทางต่างๆ
นี่คือวิธีการส่งสัญญาณพิเศษของเผ่าพันธุ์อสูร การส่งสัญญาณผ่านหยดเลือด
อสูรสามารถส่งสัญญาณเช่นนี้ได้หากพวกเขามีการเชื่อมโยงสายเลือดด้วยกันหรือแลกหยดเลือดกันไว้ ระยะทางที่ส่งสัญญาณได้จะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผู้ใช้
มันคล้ายกับการส่งสัญญาณของมนุษย์ที่ใช้เสียงผสมลมปราณหรือการส่งสัญญาณผ่านสัญลักษณ์
จินเหนี่ยวโกรธอย่างมากจึงทำการขอความช่วยเหลือจากอสูรราชาตัวอื่น ขณะเดียวกันเฉิงชือก็ไม่สนใจมันมากนัก จะบอกเป็นนัยๆว่าไม่ว่ามันจะเรียกพวกมากอีกเท่าไร วันนี้เขาจะจัดการพวกมันทั้งหมด
ในขณะที่เซียะหู่และจินเหนี่ยวเห็นฉากนี้ ความรู้สึกในใจของพวกเขาก็ผสมปนเปกัน
แต่ก็ไม่สามารถตำหนิจินเหนี่ยวได้ เพราะท่ามกลางการต่อสู้ที่เกิดขึ้น การเห็นกองทัพอสูรของมันถูกสังหารตัวแล้วตัวเหล่า ย่อมทำให้ใครก็ทนไม่ไหว
และเหตุการณ์ต่อสู้ครั้งนี้ยังเกิดมาจากเฮยหู่อีก เซียะหู่จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ ดังนั้นเขาจึงต้องลงมือทำอย่างที่เห็น
“หงจุ้น นี่เป็นสิ่งที่เจ้าบังคับข้าให้ทำ”
เซียะหู่ก็ได้ใช้การส่งสัญญาณหยดเลือดเช่นกัน ติดต่อกับเหล่าเจ้าอสูรราชาตนอื่นๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ
ในเผ่าพันธุ์อสูรมีการแข่งขันกันเองเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่เมื่อมีการต่อสู้ถึงระดับสงครามเผ่าพันธุ์ ทุกเผ่าพันธุ์อสูรก็จะร่วมใจรวมตัวกัน
ทันใดนั้นอสูรจากทั่วทิศตะวันออกเริ่มเกิดความปั่นป่วน เมื่อได้รับสัญญาณหยดเลือด
“พวกมนุษย์คิดจะเริ่มสงครามเผ่าพันธุ์แล้วหรือ?”
“ไม่ใช่ เหมือนจะมีแค่ฝั่งนิกายเต๋าอี้เท่านั้น? ดูเหมือนจะวางแผนไว้นานแล้ว”
“ฮึ่ย นิกายเต๋าอี้แม้จะนิกายใหญ่ แต่เผ่าอสูรก็ไม่ยอมให้ใครมาฆ่าพวกพ้องเราเฉยๆหรอกนะ รวมตัว!จัดทัพ! ตามข้ามา! เราจะไปโจมตีด่านชายฝั่งทะเลเพื่อช่วยเหลือจินเหนี่ยว”
“อสูรนิกายพยัคฆ์ฟังคำสั่ง! บุกไปถล่มด่านชายฝั่งทะเล ช่วยเหลือท่านเฮยหู่และท่านเซียะหู่เดียวนี้!”
กลุ่มอสูรเริ่มออกเดินทางบนพื้นที่ต่างๆ ทำให้ทวีปฝั่งทิศตะวันออกตกอยู่ในความวุ่นวาย
ภูเขาและแม่น้ำหลายแห่งเต็มไปด้วยอสูรที่กำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง บนท้องฟ้าก็เช่นกันทำให้มีกลิ่นอายของอสูรก็แพร่กระจายไปทั่วบริเวณ
เสียงร้องของอสูรดังกึกก้องราวกับวันสิ้นโลก
การเคลื่อนไหวของอสูรขนาดนี้ไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาของฝั่งผู้ฝึกตนมนุษย์ได้
สถานการณ์ในทวีปทิศตะวันออกมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะทุกประตูของสถานที่ฝึกฝนจะคอยระวังสถานที่รวมกลุ่มของอสูร
เพื่อป้องกันอสูรที่อาจเกิดการบุกรุกพื้นที่มาทำร้ายชาวบ้าน
ทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหวของอสูร พวกเขาก็เริ่มจัดการเรียกรวมตัวเหล่าศิษย์ของพวกเขาเพื่อมุ่งหน้าไปขัดขวาง
“เหล่าศิษย์ตั้งแต่ระดับภายนอกและสูงกว่านั้นทั้งหมด ออกมาทั้งหมด! อย่าให้อสูรเหล่านี้ก้าวออกจากป่าได้!”
“ขวางพวกมันให้ได้ อย่าให้พวกมันเข้ามาใกล้เมือง”
ทุกๆนิกายก็ออกมาลงมือ ทั่วทวีปทิศตะวันออกกลายเป็นสนามรบเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
แม้แต่นิกายใหญ่เช่นหลัวเซี่ยก็ถูกดึงเข้ามา
ขณะนี้ในห้องโถงใหญ่ของหลัวเซี่ย ผู้ปกครองได้ส่งตัวแรงไปขัดขวางกลุ่มอสูรจากนิกายวานร
นิกายวานรเป็นหนึ่งในสี่กลุ่มอสูรที่แข็งแกร่งของทิศตะวันออก เช่นเดียวกับนิกายพยัคฆ์ ที่หลัวเซี่ยรับผิดชอบ
ตอนนี้ผู้ปกครองของหลัวเซี่ยกำลังสับสนอย่างยิ่ง ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าใดๆ ทำไมเกิดความวุ่นวายที่นิกายวานร
กลุ่มอสูรหลายตัวบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เจ้านิกายของพวกมันก็ออกจากนิกายวานร ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทำให้หลัวเซี่ยไม่มีการเตรียมตัว
“พวกลิงมันบ้าคลั่งกันไปแล้วหรือ?”
เมื่อไม่นานมานี้ยังไม่มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นเลย หลัวเซี่ยและนิกายวานรก็ไม่ได้เกิดความขัดแย้งอะไรกัน ทุกอย่างดูปกติ แต่ไม่รู้ทำไมนิกายวานรถึงได้แตกตื่นเคลื่อนพลออกมากันขนาดนี้
นั่งคิดไปก็คิดมากในเมื่อยังไม่มีเบาะแสอะไร เมื่อตอนนี้มีคนมารายงานสถานการณ์
“พูดมา”
“ท่านเจ้านิกาย ตอนนี้นิกายวานรเกิดบ้าคลั่งจริงๆ พวกจ้าวอสูรทั้งแปดตัวก็ออกมาแล้ว หลิงจางลอและคนอื่นๆ รับมือพวกมันไม่ไหวแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เจ้านิกายหลัวเซี่ยก็รู้สึกขมขื่น นี่มันจะถึงขั้นต้องก่อสงครามสูญเสียกันเลยหรือ?
การที่จ้าวอสูรทั้งแปดตัวออกมาจากนิกาย หมายถึงสงครามเต็มรูปแบบกับนิกายหลัวเซี่ย?
เหตุการณ์นี้ต้องมีที่มาที่ไปที่ซ่อนอยู่ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
นิกายหลัวเซี่ยไม่รู้เรื่องนี้ เช่นเดียวกับนิกายชิงหยุนและนิกายฮวงจื้อ
ในฐานะสองในสี่นิกายใหญ่ นิกายชิงหยุนและนิกายฮวงจื้อก็กำลังพยายามขัดขวางกองทัพอสูรเหมือนกัน
“พวกอสูรเหล่านี้กินยาบ้าคลั่งกันรึไง?”
“สถานการณ์นี้ไม่ปกติ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเกิดแค่พวกเราที่เดียว แต่ทั้งทวีปฝั่งตะวันออกดูเหมือนจะวุ่นวายเหมือนกันหมด พวกอสูรทั้งหมดกำลังปั่นป่วนนี่คือการเปิดสงครามเผ่ามนุษย์กับอสูรหรือ?”
ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ปัญหาของนิกายใดนิกายหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ทุกนิกายต้องเผชิญกับกองทัพอสูร
พวกอสูรไม่รู้ว่าเกิดบ้าคลั่งจากอะไร จู่ๆก็เกิดเคลื่อนพลสร้างความวุ่นวายขึ้น
ที่นิกายเต๋าอี้ ในห้องโถงหลัก ฉีซง, อาวุโสใหญ่ทุกคน, ผู้นำยอดเขาทั้งหลาย ทุกคนมารวมตัวกัน ฉีซงแสดงสีหน้าจริงจัง เคร่งเครียดอยู่ใจกลางโต๊ะ
“ทั่วทวีปฝั่งตะวันออกกำลังเกิดความวุ่นวาย เหล่าอสูรเหมือนบ้าคลั่งกันขึ้นมา ออกเคลื่อนพลกันมากมายในระดับนี้ เราไม่ได่รับแจ้งจากหน่วยข่าวกรองล่วงหน้าเลยหรือ? จือหยิน ยอดเขาเงามืดของเจ้าไม่มีแจ้งอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยหรอ? ไม่รู้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก่อนเลยหรือ?”
การออกเคลื่อนพลพร้อมกันใหญ่โตเช่นนี้ของพวกอสูร ควรจะต้องมีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า แต่ก่อนหน้านี้นิกายเต๋าอี้ไม่ได้รับข่าวสารเลย
ในฐานะผู้นำยอดเขาเงามืดที่เป็นหน่วยข่าวกรองของนิกาย เจวี๋ยอิ๋งต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เจวี๋ยอิ๋งก็แสดงสีหน้าเป็นทุกข์และมึนงงเช่นกัน
“ท่านเจ้านิกาย ข้าไม่รู้เรื่องมาก่อนจริงๆเจ้าค่ะ”