- หน้าแรก
- จอมราชันย์กลืนกินทวยเทพ
- บทที่ 88 ปีนบันไดสวรรค์!
บทที่ 88 ปีนบันไดสวรรค์!
บทที่ 88 ปีนบันไดสวรรค์!
บทที่ 88 ปีนบันไดสวรรค์!
“พวกเจ้า คนไหนคือฉินเฉิน?”
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางอวดดี
“อวิ๋นซิง?” เห็นเด็กหนุ่มคนนี้ กู่เฉิงเฟยก็ขมวดคิ้ว
“กู่เฉิงเฟย ในรอบที่สอง คนแรกที่ข้าจะท้าประลอง ก็คือเจ้า เตรียมตัวไว้ให้ดี!” เห็นกู่เฉิงเฟย อวิ๋นซิงก็ทำหน้าดูถูก
“เจ้าต่างหาก ที่ต้องเตรียมตัวให้ดี!” กู่เฉิงเฟยดูเหมือนจะมีเรื่องบาดหมางกับอวิ๋นซิงมาก่อน ดวงตาลุกเป็นไฟ
“เจ้าตามหาข้า?” ฉินเฉินเงยหน้าขึ้นมองอวิ๋นซิง
“เจ้าคือฉินเฉิน?” ได้ยินเสียง อวิ๋นซิงก็หันมามอง ฉินเฉินพยักหน้าเบาๆ
“ศิษย์น้องเทียนเสวี่ยฝากมาบอกเจ้าประโยคหนึ่ง” อวิ๋นซิงมองฉินเฉินอย่างเหยียดหยาม
“มีอะไรก็รีบพูด ถ้าไม่มีก็ไสหัวไป!” เห็นท่าทางอวดดีของอวิ๋นซิง ฉินเฉินก็ขมวดคิ้ว
เสียงตะคอกของฉินเฉิน ทำเอาอวิ๋นซิงสะดุ้ง แม้แต่กู่เฉิงเฟยและคนอื่นๆ ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้
“ฉินเฉิน เยี่ยมมาก!” ข้างๆ เซิ่งเสวี่ยฝูยิ้มอย่างพอใจ ศิษย์สำนักอัสนีฟ้า รวมถึงไต้หยินรุ่ยและคนอื่นๆ มุมปากกระตุกยิกๆ
“นางฝากมาบอกว่า วันนี้ นางจะเหยียบเจ้าให้จมดิน!” อวิ๋นซิงไม่นึกว่าฉินเฉินจะกล้าตวาดใส่เขา น้ำเสียงของเขาจึงแข็งกร้าวขึ้น
สิ้นคำอวิ๋นซิง คนทางฝั่งสำนักอัสนีฟ้าต่างทำหน้าแปลกๆ เห็นได้ชัดว่า พวกเขาดูออกว่า ฉินเฉินน่าจะเคยมีเรื่องกับลู่เทียนเสวี่ยมาก่อน
ได้ยินประโยคนั้น ฉินเฉินก็หรี่ตาลง เขามองไปทางสำนักกระบี่ชิงเฉียน และเห็นลู่เทียนเสวี่ย
“งั้นเจ้าก็กลับไปบอกนางด้วยว่า คิดจะเหยียบข้า นางยังไม่มีคุณสมบัติพอ!!” ฉินเฉินหน้าเย็นชา เขาคาดไม่ถึง ยังไม่ทันได้ทำอะไร ผู้หญิงคนนี้ก็มาชิงข่มขวัญเขาก่อนแล้ว ความเมตตาเสี้ยวสุดท้ายที่ฉินเฉินมีต่อลู่เทียนเสวี่ย มลายหายไปจนหมดสิ้น!
ได้ยินคำพูดของฉินเฉิน หน้าของอวิ๋นซิงก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ น่าเกลียดมาก จากนั้น เขาก็ไม่พูดอะไรอีก หันหลังเดินกลับไปที่ค่ายของสำนักกระบี่ชิงเฉียน
“สมกับเป็นคนของหอศักดิ์สิทธิ์ ห้าวหาญมาก!” เซิ่งเสวี่ยฝูเดินเข้ามายิ้มตาหยี
“ฉินเฉิน” ตอนนั้นเอง เสียงของอวิ๋นจิ่นก็ดังขึ้น
“ผู้อาวุโสอวิ๋น” ฉินเฉินรีบทักทาย
“อวิ๋นซิง คือหนึ่งในห้าตัวแทนของสำนักกระบี่ชิงเฉียน แม้จะเป็นแค่อันดับห้า แต่ฝีมือของเขาก็น่าจะเหนือกว่าเจ้ามาก ระวังตัวด้วย” ฉินเฉินพยักหน้ายิ้มๆ จากกลิ่นอายพลังเมื่อครู่ เขารู้ดีว่าอวิ๋นซิงคนนี้ไม่ใช่เล่นๆ คนระดับอวิ๋นซิง ยังเป็นได้แค่อันดับห้าของสำนักกระบี่ชิงเฉียน นี่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สำนักกระบี่ชิงเฉียนสมกับที่เป็นสำนักอันดับหนึ่งของแคว้นเหลยจริงๆ
“เอาล่ะ ในเมื่อทั้งสิบสี่สำนักมากันครบแล้ว ข้าขอประกาศว่า การประลองสำนักแห่งแคว้นเหลย เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!” เวลานี้ เหลยซานยืนอยู่กลางหอประลอง แม้จะอยู่ไกล แต่เสียงของเขาก็ดังกึกก้องไปทั่ว ด้วยพลังปราณที่อัดแน่น
สิ้นคำประกาศของเหลยซาน หอประลองที่เคยจอแจ ก็เงียบกริบลงทันตา
“สำนักที่เข้าร่วมการประลองในปีนี้ มีทั้งหมดสิบสี่สำนัก” “ได้แก่...”
“สำนักกระบี่ชิงเฉียน!” สิ้นเสียงประกาศ ศิษย์สำนักกระบี่ชิงเฉียนทุกคนก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ศิษย์สำนักอื่นมองด้วยความหวาดระแวง เห็นได้ชัดว่า ทุกคนรู้ดีว่าในการประลองครั้งนี้ สำนักกระบี่ชิงเฉียน คือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด
“สำนักเมฆา!” “สำนักชิงอวิ๋น!” “...”
“สำนักอัสนีฟ้า!” จนกระทั่งชื่อสุดท้ายถูกประกาศ ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นในหอประลอง ทางฝั่งสำนักอัสนีฟ้า ไต้หยินรุ่ยและคนอื่นๆ หน้าเสีย กู่เฉิงเฟยและศิษย์คนอื่นๆ หน้าแดงด้วยความโกรธ สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ ศักดิ์ศรีและหน้าตาสำคัญยิ่งชีพ การถูกคนอื่นดูถูกเหยียดหยามแบบนี้ เท่ากับเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพวกเขาชัดๆ ย่อมทำให้พวกเขาโกรธแค้น
“ต่อไป... ขึ้นบันไดสวรรค์!” สิ้นเสียงเหลยซาน บันไดขนาดยักษ์ก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาจากกลางเวที บันไดนี้ใหญ่โตมโหฬาร จุคนได้นับร้อย เป็นสีขาวบริสุทธิ์ เวลานี้ แม้จะอยู่ไกล แต่ฉินเฉินก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากบันได เห็นได้ชัดว่า บันไดนี้ ไม่ได้ปีนง่ายๆ
“ข้าเชื่อว่า ทุกคนคงทราบกฎการประลองกันดีแล้ว ข้าจะไม่พูดซ้ำ ตอนนี้ ขอเชิญตัวแทนของแต่ละสำนัก เริ่มปีนบันไดสวรรค์ได้!” พูดจบ เหลยซานก็ถอยฉากออกไป
เวลานี้ ตัวแทนจากทั้งสิบสี่สำนัก ลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อม
“ให้ข้า จางรุ่ย แห่งสำนักเมฆา ลองของก่อนแล้วกัน ว่าบันไดนี้จะยากสักแค่ไหน!” ตอนนั้นเอง ทางฝั่งสำนักเมฆา ศิษย์คนหนึ่งท่าทางกระตือรือร้น ก็พุ่งตัวขึ้นไปบนบันไดเป็นคนแรก
ขั้นที่หนึ่ง! จางรุ่ยเหยียบลงบนขั้นแรกได้อย่างราบรื่น มุมปากยกยิ้ม “ก็ง่ายๆ นี่นา!” ดูเหมือนจะรู้สึกว่ามันง่ายมาก จางรุ่ยไม่ลังเล ก้าวเท้าขึ้นสู่ขั้นที่สองทันที
ปัง! แต่ทว่า ทันทีที่เหยียบลงบนขั้นที่สอง แรงกดดันมหาศาลก็ถาโถมเข้ามา ซัดเขากระเด็นออกมาทันที
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” เห็นภาพนี้ ทั้งหอประลองก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“จางรุ่ย สำนักเมฆา ได้คะแนนหนึ่งร้อยคะแนน!” กรรมการประกาศคะแนน
ทางฝั่งสำนักเมฆา หน้าดำคร่ำเครียด “เจ้าจางรุ่ย ทำบ้าอะไรของมัน?” ศิษย์สำนักเมฆารู้สึกขายขี้หน้าสุดๆ ก็แหม คนดูตั้งเป็นแสน การกระทำทุกอย่างย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสำนัก
“อวิ๋นเจิ้นไห่ ดูท่า ศิษย์สำนักเจ้าจะเก่งใช้ได้เลยนะเนี่ย” บนที่นั่งประธาน ต้วนชิงเฉียนยิ้มเยาะ อวิ๋นเจิ้นไห่หน้าเขียวคล้ำ ในใจด่าจางรุ่ยไปหมื่นจบ แม้คำพูดของต้วนชิงเฉินจะฟังดูเหมือนชม แต่ใครก็รู้ว่าเขากำลังประชด
“ยากขนาดนี้เลยหรือ?” ทางฝั่งสำนักอัสนีฟ้า กู่เฉิงเฟยหน้าเปลี่ยนสี
“เป็นเพราะจิตใจของเขาไม่นิ่งพอ บันไดสวรรค์ ไม่ได้ทดสอบแค่ระดับพลัง แต่ทดสอบหัวใจแห่งยุทธ์ และพรสวรรค์ด้วย” ฉินเฉินพูดจี้ใจดำ
ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก! แต่ทว่า ในตอนนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นไป กว่าทุกคนจะตั้งสติได้ คนคนนั้นก็ขึ้นไปยืนอยู่บนขั้นที่ห้าแล้ว
“นั่นเหลียงหงหรู!” เห็นเด็กหนุ่มที่ก้าวข้ามไปถึงขั้นห้าในรวดเดียว กู่เฉิงเฟยที่อยู่ข้างฉินเฉินก็อุทาน ปฏิกิริยาของกู่เฉิงเฟยก็เหมือนกับคนทั้งหอประลอง ที่ต่างพากันส่งเสียงฮือฮา เห็นได้ชัดว่า ทุกคนตกใจกับการกระทำอันรวดเร็วของเหลียงหงหรู เมื่อเทียบกับจางรุ่ยเมื่อครู่แล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว! คนหนึ่งแค่ขั้นสองก็โดนซัดกระเด็น อีกคนขึ้นไปถึงขั้นห้าได้อย่างสบายๆ ความแตกต่างช่างมากมายมหาศาล!
“อย่ามัวรอช้า พวกเราก็ไปกันเถอะ” เห็นดังนั้น ฉินเฉินแววตาเป็นประกาย แล้วเดินตรงไปที่บันไดสวรรค์
(จบบท)