เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 - ฝ่ามือเดียวเปลี่ยนชีวิต

บทที่ 14 - ฝ่ามือเดียวเปลี่ยนชีวิต

บทที่ 14 - ฝ่ามือเดียวเปลี่ยนชีวิต


บทที่ 14 - ฝ่ามือเดียวเปลี่ยนชีวิต

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ไป๋ล่างเปลี่ยนถ่ายลมปราณพื้นฐานให้กลายเป็นลมปราณของวิชาระฆังทองได้จนหมดสิ้น เขาตัดสินใจว่าบ่ายนี้จะพักผ่อนให้เต็มคราบ ออกไปเดินเล่นหาของอร่อยกินเป็นการให้รางวัลตัวเองสักหน่อย พอได้มาเดินทอดน่องบนถนนสายหลักของเมืองหลานโจว สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายเนื้อแพะเนื้อวัว กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยลอยมาเตะจมูก ทำเอาน้ำย่อยในกระเพาะของไป๋ล่างเริ่มทำงานอย่างหนัก เขาพกเงินมาเยอะ และมีเงินเก็บอีกเพียบ อย่างไรเสียเงินที่ได้จากการขายบ้านในเซี่ยงไฮ้ซึ่งราคาที่ดินแพงติดอันดับประเทศ ก็มากพอจะให้เขาใช้ชีวิตเสวยสุขในเมืองหลานโจวได้ไปจนวันตาย

"งั้นจัดแกะย่างมาทั้งตัวเลยแล้วกัน"

ตอนนี้ไป๋ล่างฝึกวิชาคงกระพันระฆังทองสิบสามองค์รักษ์ ซึ่งความเข้มข้นของพลังฟ้าดินในโลกนี้มันเบาบางเกินกว่าจะดึงมาใช้เสริมพลังวัตรได้ ยิ่งเป็นสามด่านแรกที่เพิ่งเริ่มฝึก ร่างกายยังไม่สามารถดูดซับพลังธรรมชาติได้โดยตรง ต้องอาศัยการสกัดพลังงานจากอาหารที่กินเข้าไปล้วน ๆ ดังนั้นใครก็ตามที่ฝึกวิชานี้ ช่วงแรก ๆ จะกลายเป็นจอมเขมือบกันทุกคน

เนื้อแพะที่นี่ราคาถูกมาก แกะย่างทั้งตัวราคาแค่พันกว่าหยวน พอเบียร์เย็น ๆ ถูกยกมาเสิร์ฟ ไป๋ล่างก็เริ่มมหกรรมยัดทะนานทันที พนักงานเสิร์ฟกับเจ้าของร้านถึงกับต้องมายืนดู เพราะลูกค้าที่สั่งแกะทั้งตัวมากินคนเดียวแถมซดเบียร์ต่างน้ำแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ หรือเผลอ ๆ อาจจะเป็นคนแรกที่พวกเขาเคยเจอด้วยซ้ำ ทุกคนเลยมายืนมุงดูเหมือนดูของแปลก

หลังจากอิ่มหมีพีมัน ไป๋ล่างก็เริ่มตึง ๆ นิดหน่อย ถึงจะฝึกวรยุทธ์แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ช่วยให้คอแข็งขึ้นเท่าไหร่ ลิมิตการดื่มของเขาก็ยังเท่าเดิม พอซัดเบียร์เข้าไปขนาดนั้นก็ต้องมีเมากันบ้าง เขาไม่รีบร้อนกลับบ้าน เดินเอามือล้วงกระเป๋าทอดน่องไปตามท้องถนนอย่างสบายอารมณ์ ดื่มด่ำกับบรรยากาศแสงสีของโลกศิวิไลซ์ จนกระทั่งฟ้ามืดสนิทและแสงไฟเริ่มสว่างไสว ฤทธิ์แอลกอฮอล์แทนที่จะจางลงกลับยิ่งตีขึ้นหน้า เพราะเบียร์ที่ดื่มเข้าไปไม่ใช่เบียร์จืด ๆ แต่เป็นดาร์กเบียร์ดีกรีแรงใช้ได้

ขณะที่เดินเป๋ไปเป๋มานิดหน่อย ไป๋ล่างก็เบี่ยงตัวหลบคนที่วิ่งพุ่งเข้ามาชนได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่อีกฝ่ายที่กะจะชนเขาเต็มที่ พอวืดเป้าหมายก็เลยเสียหลักพุ่งไปชนกำแพงด้านหลังดังปึก แล้วลงไปกองกับพื้น ไป๋ล่างหันไปมองก็พบว่าเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ทิศทางที่หมอนั่นวิ่งหนีมา มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งไล่ตามมาติด ๆ

ไอ้คนที่วิ่งนำหน้าถือมีดสปาร์ตาเล่มเบ้อเริ่มตะโกนลั่น "แม่งเอ๊ย! กล้าเดินชนข้าเรอะ! กระทืบมันให้ตาย!"

คนที่ล้มอยู่บนพื้นถูกล้อมกรอบทันที แล้วก็โดนเท้าสารพัดบาทารุมสกัมไม่ยั้ง "เฮ้ย ๆ! พอได้แล้วมั้ง เอาให้ตายเลยหรือไง!" ไป๋ล่างทนดูไม่ได้ ไอ้คนที่ร้องโอดโอยว่าโดนชนน่ะดูยังไงก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรสักนิด ต่อให้โดนรถชนมาจริง ๆ ก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องรุมกระทืบกันปางตายขนาดนี้ "ข้าจะแจ้งตำรวจนะเว้ย!"

ไป๋ล่างไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว เลยกะจะใช้กฎหมายเข้าข่ม นี่มันสังคมนิติธรรมนะเว้ย การใช้กำลังตัดสินมันวิถีคนป่าเถื่อน ถ้าเป็นโลกที่เขาเพิ่งจากมา ป่านนี้เขาคงลงมือไปนานแล้ว แต่พอมาอยู่ที่นี่ ความทรงจำในโลกปัจจุบันบวกกับคติเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ทำให้เขากลายร่างเป็นพลเมืองดีแทนที่จะเป็น 'พี่ไป๋ล่างขาโหด' แห่งสำนักนายหน้า

แต่ดูเหมือนคำพูดและการเข้าไปขวางทางของเขาจะไปกระตุกหนวดเสือเข้าให้ ไอ้หัวโจกที่ถือมีดสปาร์ตาดูอายุประมาณสามสิบ ส่วนสมุนที่เหลือก็เป็นวัยรุ่นอายุยี่สิบกว่า ๆ หน้าตาแต่ละคนบอกยี่ห้อเลยว่าไม่ใช่คนดี รังสีอำมหิตแบบนี้ไป๋ล่างเห็นมาจนชิน นี่มันพวกอันธพาลข้างถนนชัด ๆ

พวกมันเองก็มีกลิ่นเหล้าหึ่งเหมือนกัน คงไม่ทันสังเกตว่าเมื่อกี้ไป๋ล่างแค่ยกมือปัดเบา ๆ ก็แยกพวกมันออกจากกันได้อย่างง่ายดาย การเคลื่อนไหวนี้มีความหมายซ่อนอยู่แต่พวกมันดูไม่ออก ไอ้หัวโจกกระโดดผึง เงื้อมีดสปาร์ตาในมือฟันฉับใส่ ไป๋ล่างทันที

"ขนาดเมาแอ๋ ยังสับมีดได้แม่นยำเข้าจุดตายแบบนี้ ท่าทางจะเป็นมืออาชีพ เคยฟันคนมาเยอะสินะ" ไป๋ล่างมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง เขาแค่เอนตัวถอยหลังนิดเดียวก็หลบคมมีดได้อย่างสบาย ๆ

พอฟันพลาด ไอ้หัวโจกก็ยิ่งโมโห "มะ... มะ... แม่งเอ๊ย!" มันสบถจนลิ้นพันกัน พรรคพวกข้างหลังทำท่าจะกรูกันเข้ามาล็อคตัวไป๋ล่าง ส่วนไอ้หัวโจกก็แทงมีดสวนเข้ามาดื้อ ๆ ถึงจะเป็นมีดสปาร์ตาหัวตัดแต่มันก็มีส่วนแหลมคมอยู่ ถ้าโดนจิ้มเข้าไปก็ไส้ไหลได้เหมือนกัน

ไป๋ล่างยิ้มขื่น ไม่น่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลยตู เขาสะบัดมือวูบ ตบมีดกระเด็นหลุดจากมืออีกฝ่าย แล้วประทับฝ่ามือเบา ๆ เข้าที่กลางอกของมัน

ไป๋ล่างไม่ได้ใช้กระบวนท่าร้ายแรงอะไร จัดการพวกนักเลงกระจอกแค่นี้ไม่ต้องถึงกับงัดวิชาจริงจังมาใช้หรอก พอฝ่ามือประทับลงไป ร่างนั้นก็ร่วงลงไปกองทันที จากนั้นไป๋ล่างก็หมุนตัววาดฝ่ามือสับเข้าใส่พวกที่เหลือซ้ายทีขวาที เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียว ทุกคนก็นอนกองกับพื้นราบคาบ

"กะน้ำหนักมือแค่ให้สลบก็พอ" ไป๋ล่างคิดในใจ พลางขยับหูฟังเสียงรอบข้าง เขาลงไปนั่งยอง ๆ ดูอาการของไอ้หัวโจกที่โดนเขาซัดร่วงเป็นคนแรก

"ฉิบหายแล้ว! ทำไมมันไม่หายใจวะ!"

ไป๋ล่างตัดสินใจรวดเร็ว เอานิ้วแตะที่คอหอยเช็คชีพจร พอแน่ใจว่าไม่มีสัญญาณชีพ เขาก็รีบควานหาโทรศัพท์มือถือของศพขึ้นมากดโทรออกเบอร์ 120 ทันที เขาไม่ใช้มือถือตัวเองเพราะกลัวโดนตามสัญญาณจีพีเอส พูดบอกพิกัดสั้น ๆ สองสามคำแล้วก็โยนมือถือทิ้ง ก่อนจะใส่เกียร์หมาโกยแน่บออกจากที่เกิดเหตุ

เขาไม่กลับไปเก็บของที่ห้องเช่าด้วยซ้ำ เพราะมันไม่จำเป็นและไม่มีอะไรน่าห่วง ตอนนี้การรีบชิ่งหนีสำคัญที่สุด

ไป๋ล่างไม่อยากเข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุก สถานการณ์ตอนนี้พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ หนีไปตั้งหลักก่อนคือทางรอดเดียว จะให้นั่งรถไฟหรือรถทัวร์ก็คงไม่ได้ เครื่องบินยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีทางเดียวคือใช้สองขาเนี่ยแหละวิ่งเอา แต่ก่อนอื่นต้องหารถแท็กซี่ออกไปนอกเมืองให้ได้ก่อน ไป๋ล่างรีบซื้อแผนที่มาเล่มหนึ่ง แล้วโบกแท็กซี่ให้ออกไปส่งนอกเมืองหลานโจว เขาไม่ให้คนขับขึ้นทางด่วนเพราะอาจจะมีด่านตรวจ ถนนหลวงสายหลักก็เสี่ยงเหมือนกัน เลยขอลงรถที่จุดหนึ่งชานเมือง

สิ่งที่เขาซื้อมาคือสมุดรวมแผนที่ ซึ่งมีแผนที่เมืองหลานโจวและมณฑลกานซู เป็นแผนที่สำหรับนักท่องเที่ยว ไป๋ล่างเดินลมปราณควบคุมการหายใจให้สม่ำเสมอ แล้วใช้วิชาตัวเบาวิ่งฝ่าความมืด ด้วยความเร็วที่ไม่ด้อยไปกว่าม้าศึก เขาอาศัยความมืดอำพรางกาย มุ่งหน้าลงทิศใต้อย่างสุดชีวิต

"ถือซะว่าได้ฤกษ์พอดี ใช้เส้นทางผ่านฮั่นจงเข้าเสฉวน แล้วค่อยล่องใต้หาทางข้ามไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้... เรื่องวันนี้ถือเป็นตัวเร่งให้ตัดสินใจได้เด็ดขาดขึ้นสินะ" ไป๋ล่างรู้สึกหัวร่อไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ใครจะไปคิดว่าแค่อยากเป็นพลเมืองดีช่วยคน กลับกลายเป็นพลั้งมือฆ่าคนตายซะงั้น

"ไอ้เวรนั่นมันเป็นบ้าอะไรวะ! ทำไมเปราะบางขนาดนี้! ข้าแทบจะไม่ได้ออกแรงเลยนะ... สัมผัสเมื่อกี้กระดูกซี่โครงก็ไม่ได้หัก ไม่น่าจะทิ่มปอดทิ่มหัวใจตายได้เลยนี่หว่า..." ไป๋ล่างวิ่งไปคิดไป สุดท้ายก็ได้แต่โทษฟ้าโทษดินว่าสงสัยถึงคราวตายของมัน แตะนิดแตะหน่อยก็ตายซะแล้ว

รถตำรวจหลายคันมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว กลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเรื่องถูกจับแยกสอบปากคำ รวมถึงหนุ่มดวงซวยที่โดนกระทืบตอนแรกด้วย เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานกำลังถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ ส่วนหมอนิติเวชก็กำลังชันสูตรศพเบื้องต้น พอรถพยาบาลมาถึงก็ยืนยันได้แค่ว่าเสียชีวิตแล้วจากการทะเลาะวิวาท จึงไม่มีการเคลื่อนย้ายศพแต่อย่างใด

"สาเหตุการตายเบื้องต้นน่าจะมาจากกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาจจะเกิดจากความตื่นตกใจหรือถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงระหว่างการต่อสู้ จนหัวใจหยุดเต้น..." หมอนิติเวชเงยหน้าขึ้นบอกกับตำรวจสายสืบที่รับผิดชอบคดี

"อะไรของมันวะเนี่ย บทจะตายก็ตายง่าย ๆ งี้เลยเหรอ" นายตำรวจส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 14 - ฝ่ามือเดียวเปลี่ยนชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว