เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - กำเนิดคลื่นยักษ์ทะลวงชีพจร

บทที่ 11 - กำเนิดคลื่นยักษ์ทะลวงชีพจร

บทที่ 11 - กำเนิดคลื่นยักษ์ทะลวงชีพจร


บทที่ 11 - กำเนิดคลื่นยักษ์ทะลวงชีพจร

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

พลังลมปราณกำลังไหลเวียนพลุ่งพล่าน แม้ว่าการบำเพ็ญเพียรตลอดสามปีที่ผ่านมาจะทำให้ลมปราณก่อตัวเป็นเพียงแม่น้ำสายเล็ก ๆ สายหนึ่ง แถมเส้นชีพจรเหรินก็ยังมีอีกสองจุดที่ยังทะลวงไม่ผ่าน จะเรียกว่าโคจรลมปราณรอบเล็กแบบสมบูรณ์ก็ยังไม่ได้ แต่ทว่าในวินาทีที่เริ่มฝึกวิชาระฆังทอง ลมปราณสายเล็กจ้อยนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นแม่น้ำแยงซีเกียงอันเกรี้ยวกราด มันถาโถมเข้ากระแทกเส้นชีพจรหลักหนึ่งในสิบสองเส้นอย่างบ้าคลั่ง

แรงส่งของมันรุนแรงมาก แต่ปัญหาก็คือแรงปลายดันแผ่วซะงั้น ก็ช่วยไม่ได้นี่นา เดิมทีลมปราณของเขามันก็มีปริมาณแค่แม่น้ำสายเล็ก ๆ จะให้ระเบิดพลังเป็นคลื่นยักษ์สึนามิในพริบตา มันก็ไม่ต่างอะไรกับการสูบน้ำจนแห้งขอดเพื่อโจมตีแค่ครั้งเดียว

ตามปกติแล้วการกระแทกแบบแรงปลายไม่พอแบบนี้ ยากนักที่จะทะลวงจุดชีพจรได้สำเร็จ เพราะการทะลวงจุดไม่ใช่แค่กระแทกให้เปิดแล้วจบกันไป แต่ยังต้องมีการไหลเวียนของลมปราณเข้าไปหล่อเลี้ยงเพื่อให้จุดนั้นมั่นคง ถึงจะเรียกว่าทะลวงผ่านอย่างแท้จริง

และก็เป็นไปตามคาด การกระแทกคลื่นระลอกแรกไม่สามารถทะลวงจุดได้ แต่ไป๋ล่างไม่ได้หยุดการเคลื่อนไหว ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ ในไม่ช้าลมปราณก็ไหลย้อนกลับมาจากจุดและเส้นชีพจรที่ทะลวงผ่านแล้ว ก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหม่เตรียมพร้อมสำหรับการกระแทกครั้งต่อไป

ไอ้การกระแทกแบบนี้บอกเลยว่าเจ็บโครต ๆ ประเด็นคือมันไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบที่นวด ๆ คลึง ๆ แล้วจะหาย แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนเส้นเอ็นกำลังจะขาดสะบั้นทีละนิ้ว และทำได้แค่ต้องทนรับสภาพไปสด ๆ ไป๋ล่างกัดฟันแน่น พยายามข่มใจให้สงบ บังคับตัวเองให้จดจ่ออยู่กับการประสานท่าทางและลมหายใจ ไม่วอกแวกไปคิดถึงความเจ็บปวดจากการทะลวงจุด

คลื่นระลอกที่สองก็ยังไม่สำเร็จ แถมยังเจ็บกว่าเดิมอีก แต่ในขณะที่ร่างกายยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง คลื่นระลอกที่สามก็ก่อตัวขึ้นแล้ว

และแล้วคลื่นระลอกที่สามก็ทำสำเร็จ! มันทะลวงจุดชีพจรเปิดออกได้ เป็นการเปิดจุดแรกของเส้นชีพจรหลักเส้นนี้ แต่ไป๋ล่างจะหยุดตอนนี้ไม่ได้ เพราะในคัมภีร์เขียนไว้ชัดเจนว่าต้องทำท่าชุดนี้ให้จบกระบวนท่า เขาจึงต้องกัดฟันทนเจ็บต่อไป และคราวนี้เป้าหมายการกระแทกเปลี่ยนไปเป็นสองจุดสุดท้ายของเส้นชีพจรเหริน

ใช้คลื่นสามระลอกเหมือนเดิมเป๊ะ ความเจ็บปวดรวดร้าวเกือบจะทำให้ท่าทางของไป๋ล่างผิดเพี้ยนไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังทะลวงไม่ผ่าน เคราะห์ดีที่ท่าชุดนี้จบลงพอดี

ไป๋ล่างเก็บพลัง ปรับลมหายใจช้า ๆ เพื่อสงบความปั่นป่วนของลมปราณ ค่อย ๆ ควบคุมพวกมันทีละหยดละหยาดให้กลับคืนสู่จุดตันเถียน ตอนนี้ฟ้าสว่างโล่แล้ว ได้เวลากลับบ้านเสียที จะได้แวะกินข้าวเช้าด้วย ส่วนตอนเที่ยงและตอนเย็นค่อยมาฝึกต่อ แต่ช่วงเวลาพวกนั้นคงไม่สำคัญเท่าช่วงเช้าตรู่ ไป๋ล่างมีเวลาวันละยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ก็ใช้เวลาไปกับการฝึกยุทธ์เสียครึ่งหนึ่ง เพราะกว่าจะผ่านช่วงเคลื่อนไหวและช่วงสงบนิ่งก็กินเวลาไปโข

เวลาที่เหลือเขาก็เอาไปท่องโลกอินเทอร์เน็ตหาข้อมูล เดินเล่นผ่อนคลายอารมณ์ หรือบางทีก็ไม่คิดอะไรเลย แค่นั่งเหม่อลอยเสพสุขกับชีวิตในโลกปัจจุบัน ถึงจะเป็นแค่การนั่งเหม่อ แต่มันก็ดีกว่าการต้องไปเป็นยามเฝ้าสำนักนายหน้าในโลกที่ข้ามภพไปนั่นตั้งเยอะ

"มิน่าล่ะถึงต้องมีสิ่งที่เรียกว่ายาเม็ดเสริมพลัง ขนาดข้าที่มีพื้นฐานลมปราณอยู่บ้างยังรากเลือดขนาดนี้ ถ้าเป็นคนที่ไม่มีลมปราณเลยสักนิดมาฝึก มีหวังได้ฝึกฟรีแน่ ๆ" ไป๋ล่างพลิกหน้าคัมภีร์พลางคิดในใจ

ส่วนยาต้มสำหรับฝึกภายนอก ดูเหมือนตอนนี้จะไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ เพราะยาแก้ฟกช้ำที่ไป๋ล่างเคยใช้มันต้องดีกว่าไอ้ยาต้มในตำรานี่แน่นอน ยาที่พรรคแจกให้เป็นสวัสดิการทุกเดือนนั่นน่ะ ดีไม่ดีประสิทธิภาพอาจจะสูงกว่าสูตรยาในคัมภีร์นี้ด้วยซ้ำ ตลอดสามปีที่ไป๋ล่างฝึกฝนอย่างไม่หยุดหย่อน ฤทธิ์ยาได้ซึมซับเข้าสู่กระดูก เลือดลมถูกกระตุ้นจนแข็งแกร่งพอตัว ดังนั้นแค่การฝึกวิชาระฆังทองขั้นแรก จึงไม่ถึงกับทำให้ร่างกายของเขาบาดเจ็บเสียหายอะไร

มองในมุมนี้ ยาเม็ดเสริมพลังก็คงไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ด้วยระดับความสามารถของไป๋ล่าง เขาสามารถฝึกต่อไปดื้อ ๆ แบบนี้ได้เลย ประเด็นสำคัญคือวิชาระฆังทองนี่มันช่วยทะลวงจุดชีพจรได้จริง ๆ ดูทรงแล้วไม่น่าจะเป็นของปลอม แต่ก็ยังต้องระวังเรื่องธาตุไฟเข้าแทรกอยู่ดี ทว่าด้วยลมปราณระดับพื้นฐานกับปริมาณเท่าแม่น้ำสายเล็ก ๆ ของไป๋ล่าง คงยังไม่มีคุณสมบัติพอจะให้ธาตุไฟเข้าแทรกหรอกมั้ง?

การไม่ต้องพึ่งพาสูตรยาพวกนั้นก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน ในมุมมองของไป๋ล่าง สูตรยาพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นกำแพงกั้นสำหรับผู้เริ่มต้นมากกว่า "ตั้งราคาด้วยสมุนไพรที่แพงหูฉี่หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพื่อสกัดดาวรุ่งคนที่จะมาฝึก ที่เอ็งฝึกไม่สำเร็จก็เพราะเอ็งไม่มีปัญญาซื้อยาไงล่ะ นี่มันมุกหากินของพวกสิบแปดมงกุฎชัด ๆ"

โสมป่าร้อยปีเนี่ย เท่าที่ไป๋ล่างรู้ ป่านนี้มันคงแข็งเป็นไม้ไปหมดแล้วมั้ง จะไปเหลือสรรพคุณทางยาอะไรนักหนา แถมราคาก็แพงบรรลัย ส่วนกระดูกเสือเหรอ? ช่างมันเถอะ ลองดูว่ากระดูกวัวจะใช้แทนได้ไหมดีกว่า สำหรับไป๋ล่างแล้ว การฝึกวิชานี้ กินเนื้อสัตว์ให้เยอะขึ้นน่าจะเวิร์กที่สุดสำหรับเขา

ดูเหมือนคดีความนั้นจะไม่ได้สาวมาถึงตัวเขา ตามหลักแล้วคดีทำร้ายร่างกายระดับนี้อย่างน้อยต้องติดคุกสักสามปี แต่ถ้าหาตัวไป๋ล่างไม่เจอ ก็คงกลายเป็นคดีปริศนาไป วันที่สอง วันที่สาม และหลายเดือนต่อมา ไป๋ล่างก็ใช้ชีวิตวนลูปแบบนี้ เดินทางแค่สองจุดคือบ้านกับที่ฝึก ไม่ไปหาเรื่องใคร ฝึกวิชาอย่างเงียบสงบ ความก้าวหน้าก็ถือว่าน่าพอใจทีเดียว

เส้นชีพจรหลักสิบสองเส้นทะลวงผ่านไปได้หนึ่งเส้นแล้ว เส้นชีพจรเหรินก็เหลือแค่จุดสุดท้ายจุดเดียว ขอแค่ทะลวงผ่าน การโคจรลมปราณรอบเล็กของเขาก็จะสมบูรณ์แบบ จากนี้ไปการไหลเวียนของลมปราณจะไม่ติดขัดอีก ถือว่าวรยุทธ์รุดหน้าไปไกลโข ถึงขั้นนี้แล้วเขาถึงจะกล้าเรียกตัวเองว่าชาวยุทธ์ได้อย่างเต็มปาก คนฝึกยุทธ์ที่ยังโคจรลมปราณรอบเล็กไม่ได้ ก็เป็นได้แค่พวกนักเลงหัวไม้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ไป๋ล่างจึงยิ่งมีกำลังใจฮึกเหิม ตั้งใจฝึกฝนหนักกว่าเดิม ส่วนความเจ็บปวดในเส้นชีพจรน่ะเหรอ เขาชินชาไปเสียแล้ว

วันนี้ก็เช่นเคย เขาสูดรับไอม่วงจากดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ แล้วเริ่มฝึกวิชาคงกระพันระฆังทองสิบสามองค์รักษ์ อดทนต่อความเจ็บปวดจากการถูกขยายเส้นชีพจร ปล่อยให้คลื่นลมปราณที่ก่อตัวขึ้นถาโถมเข้าใส่จุดชีพจรสุดท้ายของเส้นชีพจรเหริน ด้วยอานิสงส์จากการฝึกหนักตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ลมปราณของเขาเติบโตขึ้นไม่น้อย เคล็ดวิชาของระฆังทองที่ฝึกจากภายนอกสู่ภายในช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายภายนอก และดึงดูดพลังปราณแท้จริงจากกล้ามเนื้อและกระดูกเข้ามาเสริมลมปราณภายใน ซึ่งหลักการนี้คล้ายคลึงกับเพลงหมัดยาวสามสิบสองท่าที่เขาฝึกมาตั้งแต่ต้น

ดังนั้นตอนนี้คลื่นยักษ์ที่เกิดจากลมปราณจึงมีถึงสองระลอก ลูกหน้ากับลูกหลัง หากคลื่นลูกหน้ากระแทกไม่สำเร็จ มันยังสามารถส่งต่อพลังสามส่วนไปสมทบกับคลื่นลูกหลัง เพิ่มความรุนแรงขึ้นไปอีก แน่นอนว่าความเจ็บก็ทวีคูณเช่นกัน ไป๋ล่างฝึกกระบวนท่าภายนอกของระฆังทองอย่างเคร่งครัด โดยมีเหล่าไทยมุงหรือพวกคนรักสุขภาพที่มาออกกำลังกายยืนล้อมวงดูอยู่ห่าง ๆ ตามธรรมเนียมยุทธภพแล้วการทำแบบนี้ถือว่าผิดมารยาทนิดหน่อย แต่ไป๋ล่างไม่รู้และไม่แคร์ การฝึกในสวนสาธารณะมันก็ต้องมีคนเห็นอยู่แล้ว ไม่งั้นก็ต้องไปฝึกในรั้วบ้านตัวเองสิ

เขาแค่ควบคุมแรงระเบิดหมัดของตัวเองให้ดี รั้งพลังเอาไว้ไม่ให้ใครตื่นตกใจ เขาไม่อยากตกเป็นเป้าสายตา ถ้าขืนดึงดูดนักข่าวว่างงานมาขอสัมภาษณ์ชีวิตคนเมืองคงยุ่งตายชัก ไป๋ล่างไม่กล้ารับประกันว่าถ้าออกทีวีแล้ว ไอ้พวกคู่กรณีที่โดนเขาซัดไปคราวก่อนจะจำหน้าไม่ได้ คนที่มายืนมุงดูมีทั้งคนแก่คนหนุ่ม ประมาณเจ็ดแปดคน ตลอดหลายเดือนมานี้คนดูค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จากหนึ่งเป็นสอง จนกลายมาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ นี้ ดูท่าทางพวกเขาคงไม่ได้ไปป่าวประกาศที่ไหนต่อ

ไป๋ล่างไม่สนใจพวกเขา การกระแทกคลื่นลมปราณในวันนี้ เดิมทีเขาประเมินว่าคงยังไม่สำเร็จ อาจต้องใช้เวลาอีกสักสองสามวัน แต่ผิดคาด! แค่คลื่นลูกแรกก็สามารถทะลวงจุดสุดท้ายของเส้นชีพจรเหรินได้สำเร็จ ลมปราณไหลทะลักเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง วนรอบเส้นชีพจรเหรินหนึ่งรอบ ความเจ็บปวดรวดร้าวแปรเปลี่ยนเป็นความสุขสมสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก ร่างกายเบาหวิวราวกับจะเหาะเหินเดินอากาศ รูขุมขนทั่วร่างที่เคยปิดสนิทเปิดออกพร้อมกันในพริบตา เหงื่อกาฬไหลพรากออกมาจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ไอร้อนจากเหงื่อระเหยขึ้นมาเป็นควันโขมง สภาพของเขาตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรกับซาลาเปาที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ ๆ เลยทีเดียว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - กำเนิดคลื่นยักษ์ทะลวงชีพจร

คัดลอกลิงก์แล้ว