เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 700 - ขบวนหมื่นภูตพรายท่องราตรี อาภรณ์แดงล้างผลาญแคว้น

บทที่ 700 - ขบวนหมื่นภูตพรายท่องราตรี อาภรณ์แดงล้างผลาญแคว้น

บทที่ 700 - ขบวนหมื่นภูตพรายท่องราตรี อาภรณ์แดงล้างผลาญแคว้น


บทที่ 700 - ขบวนหมื่นภูตพรายท่องราตรี อาภรณ์แดงล้างผลาญแคว้น

เฉินจื่ออวี้มาแล้วจริงๆ? นางกล้าได้อย่างไร?

ในวินาทีนี้ ความเมาของจ้านซีรั่วหายไปจนหมดสิ้นเพราะความตกใจกลัว

หญิงบ้า นางเป็นหญิงบ้าจริงๆ นางมีฐานะเป็นจักรพรรดิแห่งยมโลก กลับไม่สนใจกฎเกณฑ์ที่มีมาแต่โบราณ ยกทัพมากดดันถึงแคว้น แทรกแซงเรื่องราวในโลกมนุษย์อย่างเอิกเกริก!

กระทำการอุกอาจเช่นนี้ นางไม่กลัวจะถูกทัณฑ์สวรรค์หรือ?

เมื่อเห็นกองทัพทหารอินกำลังจะบุกเข้ามา จ้านซีรั่วตะโกนลั่นด้วยความโกรธว่า “เฉินจื่ออวี้ เจ้ากล้าทำลายล้างทูฟานของข้าหรือ?”

เฉินจื่ออวี้มองลงมายังเขาจากเบื้องบน กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ทำไม เจ้าฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่องหรือ?”

จ้านซีรั่วโกรธจนหัวเราะออกมา กล่าวว่า “นับแต่โบราณกาล อินหยางแยกจาก เจ้าเป็นถึงจักรพรรดิผี แม้แต่กฎข้อนี้ก็ไม่เข้าใจหรือ? หรือว่าเจ้าไม่กลัวกฎสวรรค์?”

“กฎสวรรค์...”

เฉินจื่ออวี้มองเขาด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่

“สวรรค์ยังไม่อยู่แล้ว กฎสวรรค์จะมีประโยชน์อันใด?”

จ้านซีรั่วพูดไม่ออก

“ข้าเคยออกคำสั่งไม่ให้ยมโลกแทรกแซงเรื่องราวในโลกมนุษย์ ไม่ใช่เพราะกฎเกณฑ์ที่มีมาแต่โบราณ แต่เพราะขี้เกียจจะยุ่ง”

น้ำเสียงของนางแฝงความดูแคลนเล็กน้อย เรื่องราววุ่นวายแก่งแย่งชิงดีในโลกมนุษย์ นางไม่เห็นอยู่ในสายตาจริงๆ ต่อให้เป็นจักรพรรดิหรือขุนนาง ก็มีอายุขัยเพียงไม่กี่สิบปี

เอาเวลาว่างเหล่านั้นไปปิดด่านบำเพ็ญเพียร เพื่อจะได้ช่วยเหลือสามีในอนาคตยังจะดีเสียกว่า

น่าเสียดายที่บางคนดันคิดจะใช้ประโยชน์จากยมโลก สุดท้ายยังคิดจะใช้กฎของยมโลกมามัดมือนาง ช่างน่าขบขันสิ้นดี

คำพูดของสามีนั้นถูกต้อง ยมโลกเพิ่งก่อตั้ง หากต้องการสร้างบารมีให้มั่นคง จำเป็นต้องใช้วิธีการเลือดเย็น เพื่อข่มขวัญพวกหนูสกปรกทั่วหล้า

ในยุคที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เทพพุทธะสูญหาย คำพูดของผู้แข็งแกร่ง คือกฎเกณฑ์ที่ใหญ่ที่สุด

เหมือนกับที่กฎสวรรค์สามารถควบคุมสามโลกได้ ไม่ใช่เพราะมันเข้าถึงจิตใจผู้คน แต่เป็นเพราะผู้ร่างกฎสวรรค์กุมอำนาจในการพูด

วาจาสิทธิ์ ปิดฟ้าด้วยมือเดียว

นางเชื่อว่า หลังจากศึกนี้ ในโลกมนุษย์จะไม่มีใครกล้าแตะต้องยมโลกอีก

มือหยกสะบัดวูบ ทหารอินหนึ่งแสนนายลงสู่โลกมนุษย์ ฟ้าดินเต็มไปด้วยเสียงภูตผีร้องโหยหวน เมืองหลัวเสียประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่ในรอบพันปีทันที

ทหารทูฟานจัดขบวนต้านรับ ตั้งค่ายกลรบ พลังกองทัพปะทะจนสามารถสังหารผีร้ายได้ แต่น่าเสียดายที่ทหารอินมีจำนวนมากเกินไป

ไร้ที่สิ้นสุด ราวกับคลื่นยักษ์ที่ถาโถมระลอกแล้วระลอกเล่า แถมยังไม่มีความเจ็บปวด ไม่กลัวตาย เสียงคำรามที่เปล่งออกมาทำให้คนเวียนหัวตาลาย ที่ร้ายกาจกว่านั้นคือการสิงร่างทหารทูฟานโดยตรง แล้วเงื้อดาบฟันใส่ทหารทูฟานคนอื่น

ทหารอินเหล่านี้ล้วนมีรายชื่อในทะเบียนยมโลก ผูกพันวิญญาณกับนรก ต่อให้รบตาย วิญญาณก็จะฟื้นคืนชีพในแม่น้ำเหลือง เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย

บวกกับพวกเขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีวิชาอาคมติดตัว พลังการรบย่อมเหนือกว่าทหารมนุษย์มากนัก

ไม่ถึงหนึ่งเค่อ เมืองหลัวเสียก็แตกพ่าย

ทูฟานมีกำลังคนจำกัด ทหารส่วนใหญ่ถูกชินหลิงพาออกไปแล้ว ทหารที่เหลืออยู่ในเมืองหลวงตอนนี้มีไม่ถึงสามหมื่น จะต้านทานการโจมตีของกองทัพอมตะหนึ่งแสนนายได้อย่างไร?

ชั่วพริบตา กองทัพทูฟานก็พ่ายแพ้ย่อยยับ ถอยร่นไม่เป็นกระบวน

ทหารอินบุกเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ไอผีพุ่งเสียดฟ้า

โชคดีที่เฉินจื่ออวี้สั่งการไว้ล่วงหน้า ฆ่าเฉพาะทหารทูฟาน ไม่ทำร้ายราษฎร และต่อให้เป็นทหาร หากทิ้งอาวุธยอมจำนน ก็จะไม่สังหาร

ภายใต้คำแนะนำของหลี่เต้าเสวียน นางยังตั้งตำแหน่งภูตผู้ตรวจการขึ้นมาโดยเฉพาะ หากมีทหารอินตนใดฆ่าจนหน้ามืดคิดจะทำร้ายราษฎร ก็จะถูกผู้ตรวจการฉีกร่างทันที เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู

“จบกัน จบสิ้นแล้ว!”

จ้านซีรั่วหน้าซีดเผือด มองดูฉากขบวนหมื่นภูตพรายท่องราตรีอันน่าสยดสยอง ขาสั่นพับๆ เผยสีหน้าสิ้นหวัง

ทันใดนั้น เขาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ รีบหันไปมองด้านหลัง ร้องขอว่า “ท่านเซียนทั้งหลาย โปรดช่วย——”

เสียงหยุดชะงักกะทันหัน

เพราะแขกเหรื่อเต็มห้องเมื่อครู่ บรรดาคนเถื่อนผู้มั่นใจในฝีมือ บัดนี้กลับหายตัวไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว!

หนีกันหมดแล้ว...

ในวินาทีที่เฉินจื่ออวี้ปรากฏตัว คนเถื่อนกลุ่มนี้ก็หน้าเปลี่ยนสี แอบใช้อิทธิฤทธิ์หลบหนีไปอย่างเงียบๆ

พวกเขาเองก็นึกไม่ถึงว่า จักรพรรดิผีผู้นั้นจะป่าเถื่อนเพียงนี้ ไม่สนใจกฎเกณฑ์โบราณเลยสักนิด แถมลงมือทีเดียวก็ใช้ทหารอินแสนนาย หมายจะล้างผลาญทั้งแคว้น!

ความห้าวหาญระดับนี้... ตอแยด้วยไม่ได้ ตอแยไม่ได้เด็ดขาด

ณ เวลานี้ ถึงกับมีคนด่าจ้านซีรั่วในใจ ไอ้หมูโง่เง่า อวดฉลาด ใครใช้ให้เจ้าไปหาเรื่องยมโลกกัน?

บอกไปตั้งนานแล้วว่าผู้หญิงคนนั้นโหดเหี้ยม ก็ดันไม่ฟัง

แต่ขึ้นเขามายาก ลงเขายากกว่า คนพวกนี้คิดจะหนีเอาตัวรอด ก็ไม่ง่ายดายนัก

เฉินจื่ออวี้มีดวงตาเย็นชาดุจจันทร์ นิ้วมือมีแสงสีเขียวมรกตไร้ตำหนิส่องประกาย รูปสลักหงส์บนนั้นดูมีชีวิตชีวา ราวกับได้ยินเสียงหงส์ร้อง

ปิ่นหยกครามเร้นสวรรค์!

นางดีดนิ้วเบาๆ ปิ่นหยกกลายเป็นสายฟ้าสีเขียว บินโฉบไปมา แปลงร่างเป็นวิหคเทพ สยายปีกกลางนภาเก้าชั้นฟ้า สองดวงตามองลงมายังโลกมนุษย์ เห็นแจ้งทุกรายละเอียด ทะลุปรุโปร่งหมื่นวิชา

ไม่ว่าจะบินบนฟ้า ว่ายในน้ำ หรือมุดดิน ก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของวิหคเทพไปได้

เสียงหงส์ร้อง แสงสีเขียวดุจสายฟ้า

เริ่มจากผู้บำเพ็ญเพียรนับสิบคนร่วงหล่นจากก้อนเมฆราวกับสายฝน ต่อมาในน้ำก็มีดอกบัวแดงลอยขึ้นมานับไม่ถ้วน มองให้ดีนั่นไม่ใช่ดอกบัวแดง แต่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกเพลิงกรรมแผดเผา

พวกที่ใช้วิชาดินหลบหนีนั้นอนาถที่สุด ถูกพลังชีพจรธรณีบีบอัดจนกลายเป็นเนื้อบด

“นังปีศาจ ตายซะ!”

มีเพียงชายชราขอบเขตวิญญาณหยางผู้นั้นที่ไม่ได้หนี แต่ใช้วิชาล่องหนเข้ามาข้างกายเฉินจื่ออวี้ เปิดฉากโจมตีอย่างดุเดือด

เขารู้ดีว่า หนีไปก็มีแต่ทางตาย สู้บุกเข้าไป อย่างน้อยต่อให้ตาย ก็ต้องกัดเนื้อศัตรูออกมาสักคำ!

เขาเผาผลาญโลหิตแก่นแท้ทั้งหมดโดยไม่ลังเล ระดับพลังพรตพุ่งขึ้นถึงขอบเขตวิญญาณหยางขั้นสูงสุด สองมือประสานอิน บนร่างปรากฏลวดลายยันต์สีดำยุ่บยั่บ ดูชั่วร้ายอย่างยิ่ง

ทว่าเฉินจื่ออวี้กลับไม่ชายตามองเขาเลย เพียงแค่นั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าขาวไป๋อวี้เสวี่ยหลงจวี

สายลมพัดผ่าน ทำให้เส้นผมของนางปลิวไสวเส้นหนึ่ง

เส้นผมที่ใสกระจ่างดุจแก้วผลึกนั้น สะท้อนแสงจางๆ ใต้แสงจันทร์ พาดผ่านลำคอของผู้บำเพ็ญเพียรวิญญาณหยางผู้นั้นอย่างแผ่วเบาราวกับไร้น้ำหนัก

เขายืนนิ่งงันอยู่กลางอากาศ สายตาค่อยๆ พร่ามัว ลวดลายยันต์บนร่างก็มอดแสงลงอย่างรวดเร็ว

ตุบ!

ศีรษะของเขาร่วงหล่นตามสายลม รอยตัดเรียบเนียนราวกับกระจก หากมีใครใช้เนตรอาคมมองดู จะพบว่าสิ่งที่ถูกเส้นผมนั้นตัดขาดไม่ได้มีเพียงศีรษะ แต่ยังมีวิญญาณของเขาด้วย

หนึ่งเส้นผมสีนิลสังหารวิญญาณหยาง!

“เปราะบางเหลือเกิน”

เฉินจื่ออวี้รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย อุตส่าห์เปลี่ยนชุดเกราะมาเพื่อทำศึกครั้งนี้โดยเฉพาะ

นางก้มมองลงไปในเมืองหลัวเสีย พยายามหาตัวคนชื่อหมิงฉงเหยียน สามีดูเหมือนจะใส่ใจคนผู้นี้มาก แต่น่าเสียดายที่นางมองทั่วทั้งเมืองก็ไม่พบ

ทันใดนั้น เสียงคำรามก็ดังขึ้น

นั่นคือมังกรเจียวแห่งดวงชะตา เดิมทีเป็นงูหลาม หลังจากกลืนมังกรสวรรค์แห่งต้าถังไป ก็งอกเขาออกมา กำลังจะกลายเป็นมังกรเทพ บัดนี้สัมผัสได้ถึงหายนะของทูฟาน จึงทำการต่อต้านครั้งสุดท้าย

มันคำรามลั่น ร่างอันมหึมาพุ่งเข้าใส่เฉินจื่ออวี้ ดวงตาดุจตะวันจันทรา จ้องเขม็งไปยังร่างชุดแดงนั้น

เห็นได้ชัดว่า มีเพียงการเอาชนะคนผู้นี้ จึงจะมีความหวังรักษาทูฟานไว้ได้

เฉินจื่ออวี้เริ่มมีความสนใจขึ้นมาบ้าง นางสายตาเป็นประกาย ดึงบังเหียน ม้าขาวไป๋อวี้เสวี่ยหลงจวีส่งเสียงร้องยาว เท้าเหยียบแสงจันทร์ พานางพุ่งเข้าหามังกรเจียว

ภายใต้ดวงจันทร์กลมโต ภาพนี้ช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

อาภรณ์แดงหนึ่งชุด คนเดียวม้าเดียว เล็กจ้อยดุจธุลี ส่วนมังกรเจียวในม่านเมฆนั้น กลับยาวถึงร้อยจั้ง หัวใหญ่ดั่งภูเขา แม้แต่เกล็ดชิ้นเดียวยังใหญ่กว่าคนและม้านั้นเสียอีก

แต่ไม่รู้ทำไม ชุดแดงนั้นกลับเจิดจ้าดุจเปลวเพลิง ทรงพลังดั่งราชา เส้นผมสีดำที่พลิ้วไหว ดวงตาที่เย็นชา ล้วนสร้างแรงกดดันมหาศาล

และในดวงตาของมังกรเจียวผู้ยิ่งใหญ่นั้น กลับคล้ายจะเผยความหวาดกลัวออกมาเล็กน้อย

...

เมืองซงโจว หลี่เต้าเสวียนเบิกเนตรสวรรค์ ตรวจตราทั่วท้องฟ้า กวาดมองทั่วทั้งแคว้น สุดท้ายก็ปิดเนตรสวรรค์ลง ขมวดคิ้วมุ่น

ไม่มีเงาของหมิงฉงเหยียน

คนผู้นี้ราวกับได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้า หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่เซวียเหรินกุ้ยยังไม่กลับมายังโลกมนุษย์ ไม่รู้ว่าหนีไปไหน

ตอนที่หลี่เต้าเสวียนปิดฟ้าด้วยมือเดียว ยังจงใจเปิดช่องว่าง เพื่อล่อให้อีกฝ่ายลงมือ แต่ดูเหมือนว่า ตอนนี้มันจะหนีไปจริงๆ แล้ว

คนผู้นี้จะหนีไปที่ไหน? เมืองหลวงทูฟาน?

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงมังกรคำราม เห็นมังกรสวรรค์แห่งดวงชะตาตัวหนึ่งกำลังบินไปทางทิศตะวันออก มุ่งหน้าสู่ฉางอัน

มันดูเหี่ยวเฉาลงมาก ขนาดตัวก็เล็กลง แต่แววตากลับตื่นเต้นยิ่งนัก ราวกับรอดชีวิตจากหายนะ ได้เห็นแสงตะวันอีกครั้ง

เมื่อเห็นฉากนี้ หลี่เต้าเสวียนยิ้มเล็กน้อย

เขารู้ว่า ทางฝั่งอวี้เจี่ยทำสำเร็จแล้ว เมืองหลวงทูฟานแตกพ่าย แม้แต่มังกรเจียวแห่งดวงชะตาที่เป็นตัวแทนของชะตาแผ่นดินก็ถูกนางสังหารแล้ว

อสรพิษฟานกลืนมังกรสวรรค์ ก็เหมือนกับงูตะกละกลืนช้าง แม้จะมีค่ายกลช่วยจนกลืนมังกรสวรรค์แห่งต้าถังลงไปได้ แต่ชั่วขณะหนึ่งก็ยากจะย่อยสลายได้หมด

เมื่ออวี้เจี่ยสังหารมังกรทำลายแคว้น ดวงชะตาทูฟานสลายไป ดวงชะตาต้าถังที่เหลืออยู่ย่อมทะลวงท้องออกมา ได้รับชีวิตใหม่

แม้ขนาดตัวจะเล็กลงมาก แต่หากฮ่องเต้ในภายหน้าขยันขันแข็งปกครองบ้านเมือง สร้างยุครุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง ดวงชะตาก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้น

มังกรสวรรค์ก็เห็นหลี่เต้าเสวียนเช่นกัน มันส่งเสียงร้องอย่างสนิทสนม บินวนรอบตัวเขาไม่หยุด ว่านอนสอนง่ายอย่างยิ่ง ปากมังกรอ้าออก ทิ้งกระดาษแผ่นหนึ่งและหยกพกครึ่งซีกรูปร่างวงแหวนลงมา

บนนั้นเป็นลายมือของอวี้เจี่ย

“ทูฟานไม่มีหมิงฉงเหยียน”

“แต่วิญญาณของจ้านซีรั่วบอกว่า นี่คือหยกพกที่หมิงฉงเหยียนเคยสวมใส่ หลังจากทั้งสองทำพันธสัญญากัน หมิงฉงเหยียนมอบหยกพกครึ่งซีกนี้ให้เขาเป็นของยืนยัน”

เห็นได้ชัดว่าหมิงฉงเหยียนเป็นคนละเอียดรอบคอบ นี่เพื่อป้องกันไม่ให้ใครใช้วิชาแปลงกายปลอมตัวเป็นเขาหรือจ้านซีรั่ว มีเพียงหยกพกสองชิ้นประกบกันได้สนิท จึงจะยืนยันตัวตนของกันและกันได้

แต่เพราะเหตุนี้ จึงเผยช่องโหว่เล็กๆ ออกมา

หลี่เต้าเสวียนยิ้มออกมา ในใจอดชมไม่ได้ว่า ภรรยาข้าเก่งจริงๆ!

เขาเก็บกระดาษและหยกพก ตบหัวมันเบาๆ จากนั้นมังกรสวรรค์ก็บินวนด้วยความอาลัยอาวรณ์ไม่กี่รอบ สุดท้ายก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก

มันต้องรีบกลับไปประจำตำแหน่ง นั่งเมืองหลวง ปกป้องขุนเขาและสายน้ำ

ดวงชะตามั่นคง ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข

หลี่เต้าเสวียนนั่งอยู่บนเมฆา ผิวปากเสียงแหลมไปยังที่ไกลโพ้น เสียงนั้นมีความถี่เฉพาะตัว รวมกันไม่แตกซ่าน ส่งออกไปไกลลิบ

ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา เมฆหมอกในระยะไกลพลันม้วนตัว สายฟ้าสีดำสายหนึ่งผ่าลงมา ทำลายทะเลเมฆ รุนแรงดั่งพายุหมุน รวดเร็วเหลือเชื่อ

ตูม!

เงาดำนั้นพุ่งชนเข้าใส่อ้อมอกของหลี่เต้าเสวียน เสียงแหบแห้ง น้ำตาไหลพราก

“โฮ่งๆ!”

“นายท่าน สี่สิบสองปีแล้ว สี่สิบสองปีเต็มๆ ข้านึกว่าท่านลืมเสี้ยวเทียนไปแล้ว...”

“สี่สิบสองปี ท่านรู้ไหมว่าสี่สิบสองปีนี้ข้าผ่านมันมาอย่างไร?”

เสียงของมันเต็มไปด้วยความน้อยใจ ทั้งยังใช้กรงเล็บกุมหน้าอก ทำท่าทางเจ็บปวดหัวใจอย่างยิ่ง

หลี่เต้าเสวียนยิ้มเล็กน้อย ยื่นมือทำท่าคำนวณ

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น นายท่านอย่างข้าจะลองคำนวณดูดีๆ ว่าเจ้าผ่านมันมาอย่างไร”

สีหน้าเสียใจของเสี้ยวเทียนแข็งค้างทันที ลูกตากลอกไปมา

ในวินาทีนี้ มันนึกถึงชื่ออันไพเราะมากมาย เช่น เสี่ยวหง, เสี่ยวฮวง, เสี่ยวหลาน, เสี่ยวลวี่, เสียวจื่อ, เสี่ยวเฮยจื่อ...

จนถึงตอนหลัง เพราะสุนัขตัวเมียในฮาเร็มมีมากเกินไป มันเลยใช้หมายเลขเรียกแทน

ชีวิตช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้?

มันกระแอมไอหนึ่งที รีบเผยท่าทางประจบเอาใจ ยิ้มกล่าวว่า “นายท่าน ท่านเพิ่งออกจากฌาน นั่งนานๆ ต้องปวดขาแน่ ให้เสี้ยวเทียนทุบขาให้ท่านดีไหม?”

มันใช้อุ้งเท้าเล็กๆ ทุบขาให้หลี่เต้าเสวียนเป็นจังหวะ หางส่ายไปมาอย่างรวดเร็ว

หลี่เต้าเสวียนหัวเราะลั่น ลูบหัวมัน ไม่เล่นลิ้นอีกต่อไป หยิบหยกพกครึ่งซีกวงแหวนออกมา กล่าวว่า “บนนี้ควรจะมีกลิ่นอายสองชนิด หนึ่งคือคนธรรมดา หนึ่งคือผู้บำเพ็ญเพียร”

“ช่วยข้าตามหาผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้น”

เสี้ยวเทียนยืนสองขา ตบหน้าอกกล่าวว่า “ได้เลย ไว้ใจเสี้ยวเทียนได้ ถ้าหาไม่เจอ เชิญท่านลงโทษได้ตามสบาย!”

หลี่เต้าเสวียนมองท่าทางอวดเบ่งของมัน ยิ้มบางๆ แล้วพูดประโยคหนึ่งออกมาอย่างแผ่วเบา

“ดี ถ้าหาไม่เจอ ก็ตอนเจ้าทิ้งซะ”

เสี้ยวเทียนเหมือนถูกสายฟ้าฟาด หางชี้ตั้ง ขนลุกซู่

ถ้าไม่มีเจ้านั่น ชีวิตสุนัขจะมีความหมายอะไรอีก?

หา ต้องหาให้ตายกันไปข้าง!

ตราบใดที่หาจนไม่ตาย ก็ต้องหาให้ถึงที่สุด!

...

ลั่วหยาง ใต้วัดป่ายหม่า ริมแม่น้ำไร้นาม หน้าหลุมศพสองหลุม

พระหนุ่มรูปงามนั่งขัดสมาธิหน้าหลุมศพ ป้ายสุสานไม้เริ่มผุพังและเลือนรางตามกาลเวลา แต่เขากลับจำลายมือบนนั้นได้อย่างแม่นยำ

สุสานอาจารย์ซานเล่อ

สุสานภรรยาเสี่ยวถัง

นี่คือสิ่งที่เขาสลักเองกับมือในปีนั้น บัดนี้ผ่านไปหลายสิบปีแล้ว รอบข้างยังคงเหมือนเดิม แต่หลุมศพกลับทรุดโทรมลงมาก หญ้าเขียวขึ้นรก

หลังจากเสวียนจั้งอัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมา ไม่เคยมาดูที่นี่เลย เพราะเขารู้ว่า สิ่งที่อาจารย์ใส่ใจจริงๆ คือการเผยแผ่พุทธธรรมมหายานให้เร็วขึ้นอีกวัน โปรดสรรพสัตว์

เขารีบแปลพระไตรปิฎกมหายานให้เสร็จ จึงจะเป็นการปลอบประโลมวิญญาณอาจารย์ได้ดีที่สุด

เสวียนจั้งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นหยิบเอาคัมภีร์เก่าแก่ขาดรุ่งริ่งเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ดูเหมือนจะขึ้นราแล้ว แม้แต่ตัวอักษรบนปกก็มองไม่ชัด

แต่เขากลับดูระมัดระวังอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าตอนประคองพระบรมสารีริกธาตุเสียอีก

มองดูคัมภีร์เล่มนี้ แววตาของเสวียนจั้งซับซ้อนอย่างยิ่ง มีทั้งความสับสน ความโศกเศร้า ความสงสัย หรือแม้กระทั่งความสิ้นหวังเล็กน้อย

ราวกับความศรัทธาพังทลาย

“อาจารย์ ศิษย์ไม่รู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง...”

“พุทธะ... ยังจำเป็นต้องดำรงอยู่จริงๆ หรือ?”

“อาจารย์ ท่านช่วยบอกศิษย์ที ข้าควรจะทำอย่างไรดี?”

อริยสงฆ์เสวียนจั้งผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ผู้ถวายคัมภีร์ที่กลับมาจากแดนตะวันตก ในเวลานี้กลับไร้ที่พึ่งเหมือนเด็กน้อย แววตามีน้ำตาคลอ

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างลึกลับ

“อริยสงฆ์ อาจารย์ของท่านตายไปแล้ว แต่อาตมาสามารถบอกคำตอบแก่ท่านได้”

เขาเอ่ยทีละคำ วาจาน่าตกตะลึง

“เต๋าคือโจร พุทธะคือมาร!”

“ไม่ว่าเทพ หรือพุทธะ ก็ไม่ควรดำรงอยู่ในฟ้าดิน!”

แสงจันทร์ส่องสว่างร่างของเขา

สวมชุดนักพรต ถือพัดขนนก สวมมงกุฎดวงดาว ใบหน้าสุภาพอ่อนโยน บุคลิกหล่อเหลา ท่วงท่าสง่างาม มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ไม่ได้ถูกแสงจันทร์ส่องสว่าง ยังคงซ่อนอยู่ในความมืด

หัวหน้าหน่วยใหญ่หน่วยในดอกเหมย ผู้ครอบครองคัมภีร์ฟ้าดินมนุษย์ทั้งสามเล่ม —— หมิงฉงเหยียน!

...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 700 - ขบวนหมื่นภูตพรายท่องราตรี อาภรณ์แดงล้างผลาญแคว้น

คัดลอกลิงก์แล้ว