- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์ปราบมาร
- บทที่ 580 - ชือโหยวหลุดพ้น เหินสู่สวรรค์บรรลุเซียน
บทที่ 580 - ชือโหยวหลุดพ้น เหินสู่สวรรค์บรรลุเซียน
บทที่ 580 - ชือโหยวหลุดพ้น เหินสู่สวรรค์บรรลุเซียน
บทที่ 580 - ชือโหยวหลุดพ้น เหินสู่สวรรค์บรรลุเซียน
ในชั่วพริบตาที่ตำหนักเซียนปรากฏขึ้น หลี่เต้าเสวียนก็ขมวดคิ้วทันที
นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ถ้าครั้งก่อนเป็นเพราะเขาทำลายอสนีเคราะห์ แล้วครั้งนี้ทำไมถึงปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหันอีก?
แถมยังประจวบเหมาะกับช่วงเวลาสำคัญที่เขากำลังหลอมละลายชือโหยวพอดี!
ในตอนนั้นอวี้เจี่ยและไท่เวยต่างเกือบถูกภาพมายาของสวรรค์ล่อลวง ตอนนี้วิญญาณหยางทั้งสิบเจ็ดท่านนี้ จะสามารถรักษาจิตใจดั้งเดิมไว้ได้หรือไม่?
นอกจากท่านอาจารย์และสวี่ชิงเสวียนแล้ว หลี่เต้าเสวียนไม่มีความมั่นใจในคนอื่นเลย
“สหายพรตทุกท่านจงสงบจิตใจ สวรรค์แห่งนี้ปรากฏขึ้นอย่างประหลาด ก่อนหน้านี้ข้าก็เกือบถูกมันหลอก ขอให้ทุกท่านตั้งมั่นในค่ายกล หลอมชือโหยวให้เสร็จก่อนค่อยว่ากัน!”
หลี่เต้าเสวียนกล่าวเสียงดัง ก้องกังวานดั่งระฆังยักษ์ ปลุกสติเหล่าวิญญาณหยางให้ตื่นขึ้น
“ทุกคนอย่าได้วอกแวก ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการหลอมชือโหยว สวรรค์จะโผล่มาได้ยังไง แถมดูเหมือนจะไม่มีเทพเซียนอยู่เลยด้วยซ้ำ!”
“หากปล่อยให้ชือโหยวหลุดรอดไปสร้างหายนะแก่โลกมนุษย์ นั่นถึงจะเป็นบาปกรรมของพวกเรา ถึงตอนนั้น ต่อให้เหินสู่สวรรค์ จักรพรรดิหยกจะไม่ลงโทษพวกเจ้าหรือ?”
จางเฉียนหยางและสวี่ชิงเสวียนฟื้นคืนสติได้เร็วที่สุด รีบตะโกนขึ้น
เจ้าสำนักเย่แห่งเขาเหมาซานพยักหน้ากล่าว “ถูกต้อง ทุกท่านล้วนเป็นผู้มีสำนักอาจารย์สืบทอด หากนี่เป็นสวรรค์จริง เหตุใดบรรพชนของพวกท่านจึงไม่ปรากฏตัวมาพบหน้า?”
คำพูดเหล่านี้มีเหตุผลน่าเชื่อถือ ทำให้หลายคนพยักหน้าเงียบๆ
ผู้ที่มาที่นี่ล้วนมาจากสำนักใหญ่ฝ่ายเต๋า ทุกรุ่นล้วนมีบรรพชนเหินสู่สวรรค์ หากสวรรค์ปรากฏ บรรพชนของพวกเขาก็น่าจะปรากฏตัวออกมา ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ที่ดูเงียบเหงา
ความว้าวุ่นในใจค่อยๆ สงบลง ค่ายกลดาวเหนือเทียนกังในที่สุดก็กลับมามั่นคง แต่ยังมีบางคนที่สายตาล่อกแล่ก มองไปยังตำหนักเซียนอันรุ่งโรจน์นั้นบ่อยครั้ง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
กลับเป็นฮุ่ยฉานและเหลียวคง สองพระเถระชั้นสูงฝ่ายพุทธที่ดูสงบนิ่งมาก สวรรค์ไม่ได้มีแรงดึงดูดต่อพวกเขามากนัก
ทว่าในวินาทีถัดมา แสงพุทธะเจิดจรัส เสียงสวดมนต์ดังก้อง นอกจากสวรรค์แล้ว เหนือเมฆายังปรากฏเงาเลือนรางของเขาหลิงซาน ป้ายชื่อวัดต้าเลยอิน (วัดมหาอสนี) ปรากฏวูบวาบ ตั้งตระหง่านประชันกับสวรรค์ในทิศตะวันตกและตะวันออก
สายตาที่สงบนิ่งของเหลียวคงไหววูบขึ้นมาทันที
“อมิตาภพุทธ เขาหลิงซานปรากฏขึ้นกะทันหัน เป็นเครื่องยืนยันคำพูดของราชครูพอดี ทุกอย่างนี้บังเอิญเกินไปแล้ว”
ฮุ่ยฉานมีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย กล่าวกับเหลียวคง
เหลียวคงพยักหน้า ไม่พูดอะไรสักคำ
เพลิงอีกาทองคำค่อยๆ กลืนกินชือโหยว ร่างกายอันยิ่งใหญ่นั้นกำลังกลายเป็นเถ้าธุลีทีละน้อย
แต่ในทางตรงกันข้าม ภาพเงาของสวรรค์และเขาหลิงซานก็ค่อยๆ จางลง การเชื่อมต่อกับโลกมนุษย์กำลังหายไปทีละน้อย
การตัดสินใจที่มองไม่เห็นก่อตัวขึ้นในก้นบึ้งหัวใจของทุกคน
หลายคนในหมู่พวกเขามีอายุมากแล้ว การมีอายุยืนยาวสำหรับพวกเขา เป็นสิ่งยั่วยวนที่ยิ่งใหญ่มากอย่างไม่ต้องสงสัย
ในที่สุด คนผู้หนึ่งก็นั่งไม่ติด หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ เขาก็กรีดร้องยาว ร่างกายกลายเป็นลำแสง พุ่งตรงไปยังสวรรค์
“ขออภัยด้วย นักพรตผู้น้อยขอลาไปก่อน ข้าอายุร้อยสามสิบหกปีแล้ว อายุขัยเหลือไม่มาก หากพลาดโอกาสครั้งนี้ ก็ทำได้เพียงสลายร่างไปเกิดใหม่!”
“ผู้เฒ่าอย่างข้าบำเพ็ญเพียรมาจนถึงขั้นนี้อย่างยากลำบาก ขอเพียงมีความหวังแม้เพียงริบหรี่ ก็จะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือ!”
ผู้ที่พูดคือไป๋อวิ๋นจื่อแห่งสำนักเหลาซาน อายุขัยของเขาใกล้หมดแล้ว ขาข้างหนึ่งก้าวลงหลุมศพ การมาช่วยหลี่เต้าเสวียนในครั้งนี้ เดิมทีก็เพื่อสร้างบุญคุณให้สำนักก่อนตาย แต่ไม่คิดว่าจะได้พบวาสนาแห่งการมีอายุยืนยาว
สำนักและคุณธรรมสำคัญก็จริง แต่สุดท้ายเขาก็เลือกการมีชีวิตยืนยาว
กับการจากไปของไป๋อวิ๋นจื่อ ค่ายกลดาวเหนือเทียนกังทั้งค่ายก็เกิดความผันผวนทันที เปลวไฟในฝ่ามือหลี่เต้าเสวียนอ่อนกำลังลงส่วนหนึ่ง
“สารเลว!”
สวี่ชิงเสวียนด่าทอเสียงดัง “ไป๋อวิ๋นจื่อคนที่ถือหรูอี้หยกท่องไปทั่วหล้า ยอมสูญเสียอายุขัยหยางสิบปีเพื่อกำจัดปีศาจพิทักษ์ธรรมเมื่อปีนั้นหายไปไหนแล้ว?”
ไป๋อวิ๋นจื่อในอดีต ก็เป็นคนอารมณ์ร้อนที่มีชื่อเสียงในฝ่ายเต๋า เกลียดความชั่วร้ายดั่งศัตรู เพียงแต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป จึงค่อยๆ เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน
ไป๋อวิ๋นจื่อที่ลอยตัวขึ้นไปชะงักเล็กน้อย จากนั้นถอนหายใจเบาๆ แล้วมุ่งหน้าสู่สวรรค์ต่อไปโดยไม่หันกลับมามอง
ต่อหน้าต่อตาทุกคน ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ดินแดนตำหนักเซียนนั้น
วินาทีต่อมา ไอจิตวิญญาณเซียนร่วงหล่นลงมา ปกคลุมร่างกายของเขา แสงเซียนสายแล้วสายเล่าพุ่งเข้าสู่วังโคลนของเขา ปราณม่วงตลบอบอวล
ทันใดนั้น ผมสีขาวของเขาก็กลับดำขลับอย่างรวดเร็ว ผิวหนังที่เหี่ยวย่นก็กลับมาเนียนเรียบดุจทารก ชั่วพริบตาเดียว ไป๋อวิ๋นจื่อก็เปลี่ยนจากชายชราผมขาวโพลน กลายเป็นชายหนุ่มรูปงามและสง่าผ่าเผย
“เป็นเซียนแล้ว ข้าเป็นเซียนแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ไป๋อวิ๋นจื่อหัวเราะยาว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก้าวเท้าเข้าสู่ประตูสวรรค์ทิศใต้
หมอกเซียนปกคลุม บดบังร่างของเขาไว้
เมื่อเห็นภาพนี้ หลายคนก็ไม่อาจรักษาความสงบได้อีกต่อไป
ลำแสงอีกสายหนึ่งบินขึ้น คราวนี้เป็นซานซานซ่างเหรินแห่งวังฉุนหยาง
“พวกเราล้วนเป็นขอบเขตวิญญาณหยาง สวรรค์แห่งนี้ไม่ใช่ภาพลวงตา และไม่ใช่กับดัก แต่เป็นโอกาสบรรลุธรรมของพวกเรา หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี หากพลาดไป ฟ้าดินย่อมทอดทิ้ง!”
จากนั้น ลำแสงสายแล้วสายเล่าก็บินขึ้น ล้วนพุ่งตรงไปยังสวรรค์
ผู้อาวุโสสูงสุดสำนักหลงเหมิน, เจ้าสำนักสุยซาน, นักพรตจริงชิงจิ้งแห่งสำนักหนานอู๋...
คนเหล่านี้ล้วนพุ่งเข้าสู่สวรรค์อย่างไม่คิดชีวิต จากนั้นแสงเซียนส่องประกาย ปราณม่วงพาดผ่านท้องฟ้า ผมขาวกลายเป็นผมดำ ดูมีราศีเซียนกระดูกเต๋า
“อมิตาภพุทธ ขอราชครูโปรดอภัย อาตมาในฐานะศิษย์พุทธะ ย่อมต้องกลับสู่เขาหลิงซาน!”
เจ้าอาวาสเหลียวคงแห่งวัดเส้าหลินถอนหายใจยาว ร่างแปลงเป็นแสงทอง พุ่งตรงไปยังทิศทางของเขาหลิงซาน
เขาบำเพ็ญจนสำเร็จกายทองคำแล้ว ก้าวหน้าต่อไปไม่ได้ หากต้องการเป็นพระอรหันต์ต้องผ่านอสนีเคราะห์ ทว่าเขาไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อยว่าจะผ่านไปได้ จึงได้แต่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปหลายปี
อุตส่าห์ได้พบโอกาสที่จะบรรลุผลสำเร็จ เหลียวคงชั่งน้ำหนักแล้ว ในที่สุดก็เลือกที่จะบินเข้าสู่เขาหลิงซาน
ตามมาด้วยจื้อจ้าง คุรุรุ่นปัจจุบันแห่งนิกายตันตระทูฟาน ก็ทนความยั่วยวนของการบรรลุพุทธะไม่ไหว บินไปยังเขาหลิงซานเช่นกัน
แทนที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของหลี่เต้าเสวียน สู้ไปบรรลุผลสำเร็จที่เขาหลิงซานดีกว่า
สิบแปดวิญญาณหยางชั่วพริบตาก็เหลืออยู่ไม่กี่คน เหลือเพียงหยวนเทียนกังแห่งสำนักโหลวฉวนเต้า, เจ้าสำนักเย่แห่งสำนักเหมาซาน, นักพรตเฒ่าเสวียนเฉิง, จางเฉียนหยางปรมาจารย์สวรรค์รุ่นที่แปดแห่งเขาหลงหู่ รวมถึงสวี่ชิงเสวียน ไท่เวย และฮุ่ยฉาน
รวมกับหลี่เต้าเสวียน เหลือเพียงแปดคน ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ!
คนเหล่านี้ล้วนรู้จักกับหลี่เต้าเสวียน และมีจิตใจเหนือธรรมดา นอกจากนการบำเพ็ญเพียรของตนเองแล้ว ยังให้ความสำคัญกับสำนักและปณิธานกำจัดปีศาจพิทักษ์ธรรมอย่างยิ่ง
เปลวไฟในฝ่ามือหลี่เต้าเสวียนอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายถึงขั้นถูกไอมารพิทักษ์กายของชือโหยวสะเทือนออกไป
ชือโหยวเงื้อหมัดขึ้นอีกครั้ง
ตูม!
ง่ามมือของหลี่เต้าเสวียนฉีกขาด เลือดสาดกระเซ็น อิทธิฤทธิ์ย้ายดาราสลับกลุ่มดาวถูกทำลาย บนฝ่ามือเกิดเสียงดังแกรก ราวกับลูกแก้วที่แตกร้าว
รอยแยกสีดำสายแล้วสายเล่าปรากฏขึ้น ชือโหยวบินออกมาจากรอยแยกนั้น กลายร่างสูงสองจั้งกว่า ตกลงสู่พื้น
บนกายมารของเขายังคงมีรอยไหม้เกรียม ซึ่งเป็นร่องรอยที่เพลิงอีกาทองคำทิ้งไว้ ที่คอและแขนขามีรอยแตกร้าว สามารถมองเห็นเลือดเนื้อดั่งถ่านเพลิงภายใน ส่งไอร้อนออกมาไม่หยุด
แม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ราวกับกายเนื้อที่ไหม้เกรียมนั้นกำลังเกิดใหม่ในกองเพลิง สามารถฉีกกระชากศัตรูหน้าไหนก็ได้
ชือโหยวไม่ได้มองนักพรตหนุ่มที่เกือบจะเผาเขาจนตาย แต่กลับมองไปยังสวรรค์และเขาหลิงซานเหนือเก้าชั้นฟ้าก่อน
“ไสหัวไป!!”
เขากำหมัดแน่น เสียงก้องกังวานทรงอำนาจ ดุจพายุคลั่งคำราม ดั่งเสียงอสนีสะเทือนเลื่อนลั่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยไอมารและจิตสังหารลุกโชนด้วยสีเลือด
การปรากฏตัวของสวรรค์และเขาหลิงซานช่วยเขาไว้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ชือโหยวกลับไม่ซาบซึ้งใจอย่างเห็นได้ชัด กลับแหงนหน้าคำรามก้อง ไอสังหารพุ่งเสียดฟ้า
อาจเป็นเพราะสาเหตุที่เขาพ่ายแพ้สงครามเมื่อครั้งอดีต ไม่ใช่ความผิดพลาดในการรบ แต่เป็นเพราะการแทรกแซงและแผนการของเหล่าเทพพุทธทั่วฟ้า
สวรรค์และเขาหลิงซานจางหายไปอย่างรวดเร็ว และหายวับไป ดูเหมือนไม่อยากเผชิญหน้ากับเทพมารเผ่าอูแห่งยุคบรรพกาลตนนี้
จากนั้น ดวงตาที่ราวกับเผาไหม้ด้วยเลือดและไฟของชือโหยวก็หลุบลง มองมาที่หลี่เต้าเสวียน
แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามา กายสมบัติเซียนมนุษย์ของหลี่เต้าเสวียนสัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม จุดชีพจรหนึ่งหมื่นแปดพันจุดทั่วร่างส่องสว่าง เปล่งประกายระยิบระยับ
“เอ่อ... ถ้าข้าบอกว่าอากาศมันหนาว เลยอยากจุดไฟให้ท่านอบอุ่นร่างกาย ท่านจะเชื่อมั้ย?”
เมื่อล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้าย หลี่เต้าเสวียนได้แต่ส่ายหน้ายิ้มขมขื่น
ชือโหยวจ้องมองเขาเงียบๆ เขาโค้งแหลมคมสองข้างส่องประกายเย็นเยียบ จมูกพ่นไอมารดั่งพายุหมุนสองสายออกมา เสียงดุจอสนีบาต
“ตาย!!!”
เมื่อเห็นดวงตาสีเลือดคู่นั้น หลี่เต้าเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย เจ้าแห่งศาสตราในตำนานผู้นี้ ดูเหมือนจะไม่มีสติปัญญามากนัก รู้จักแต่การฆ่าฟัน
สื่อสารกันไม่ได้เลย
“ดูท่าจะคุยกันไม่ได้แล้ว ศิษย์รัก เตรียมสู้เถอะ”
จางเฉียนหยางลุกขึ้น ชักกระบี่สามห้าพิฆาตอธรรมตัวผู้ตัวเมียออกมา มืออีกข้างถือตราประทับหยางผิงจื้อตู ยืนอยู่ข้างหลี่เต้าเสวียน
“ฮ่าฮ่า ได้สู้กับเจ้าแห่งศาสตรา ต้องดื่มฉลองสักจอกใหญ่!”
สวี่ชิงเสวียนถือกระบี่เทวะหมื่นศาสตรา หัวเราะอย่างห้าวหาญ ไม่มีร่องรอยความกลัวแม้แต่น้อย
“ศิษย์พี่ พวกเราไม่ได้สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานแล้วนะ”
ไท่เวยยืนตัวตรงสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มบางๆ กดกระบี่ยืนอยู่ข้างกายหลี่เต้าเสวียน
“ศึกนี้เกี่ยวกับความอยู่รอดของใต้หล้า เหมาซานเราไม่มีวันยืนดูอยู่เฉยๆ!”
เจ้าสำนักเย่และนักพรตเฒ่าเสวียนเฉิงก็ตัดสินใจแล้วเช่นกัน พวกเขาละทิ้งโอกาสเป็นเซียน เลือกที่จะอยู่บนโลกมนุษย์เพื่อสู้กับชือโหยว
เดิมทีนักพรตเฒ่าเสวียนเฉิงส่งกระแสจิตบอกเจ้าสำนัก ให้เขาเหินสู่สวรรค์ ส่วนตัวเองจะอยู่สู้เพื่อสำนักเหมาซาน แต่กลับถูกเจ้าสำนักปฏิเสธ
“เป็นเซียน แต่สูญเสียเต๋า ข้าไม่ทำ”
เสียงของเจ้าสำนักเย่สงบนิ่งและแน่วแน่ แววตาเผยความปลดปลง
การละทิ้งการเหินสู่สวรรค์บรรลุเซียน จะไม่ใช่การขัดเกลาจิตเต๋าได้อย่างไร?
“อมิตาภพุทธ แม้อาตมาจะมีตบะไม่สูง แต่ก็ยินดีร่วมสู้กับสหายพรตทุกท่าน เพื่อให้คนทั่วหล้าได้รู้ว่า ฝ่ายพุทธข้าก็มีผู้กล้าหาญยอมเสียสละเพื่อคุณธรรมเช่นกัน”
ฮุ่ยฉานมีเพียงแขนเดียว แต่ร่างที่พิการกลับดูตั้งตรงตระหง่าน จีวรที่เรียบง่ายส่องแสงทองสายแล้วสายเล่า
ในใจของหลี่เต้าเสวียนบังเกิดความฮึกเหิมหมื่นจั้งขึ้นมาทันที ผมยาวปลิวไสว แววตาเปี่ยมจิตต่อสู้ สายฟ้าสีม่วงเจิดจ้าไหลเวียนรอบกาย แผ่กลิ่นอายทรงพลังออกมา
“ดี วันนี้สองฝ่ายพุทธเต๋าร่วมมือ สาบานจะสังหารชือโหยว!”
เสียงของเขาห้าวหาญทรงพลัง ปราณพุ่งเสียดฟ้า มีสหายร่วมอุดมการณ์ที่ยินดีสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กลุ่มนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวอย่างชือโหยว จะต้องกลัวอะไรอีก?
ครืน!
หลี่เต้าเสวียนทำมือเป็นอินอสนี ท้องฟ้าพลันมีเมฆดำม้วนตัว สายฟ้าฟาดลงมาห้าสาย สีแดง ขาว เขียว ม่วง ทอง ผ่าลงกลางศีรษะชือโหยว
เคร้ง!
ไท่เวยแปลงกายเป็นแสงกระบี่ มนุษย์กระบี่รวมเป็นหนึ่ง กระบี่โบราณในมือกลับรวดเร็วกว่าสวี่ชิงเสวียนก้าวหนึ่ง แทงไปถึงตรงหน้าชือโหยว
แสงทองสายหนึ่งวาบผ่าน เข็มปักผ้าบินออกจากน้ำเต้าสามโลก มาปรากฏตรงหน้าชือโหยว
กระบี่เทวะหมื่นศาสตราของสวี่ชิงเสวียนส่งเสียงมังกรคำราม อานุภาพเกรียงไกร แทงไปที่ลำคอของชือโหยว
หยวนเทียนกังใช้แผนผังแปดทิศ จางเฉียนหยางและเจ้าสำนักเย่กระตุ้นตราประทับหยางผิงจื้อตูและตราประทับเก้าเฒ่าเซียนตูจวินพร้อมกัน นักพรตเฒ่าเสวียนเฉิงโปรยถั่วเหลืองกำมือหนึ่ง กลายเป็นยักษ์ผ้าเหลือง กดทับร่างของชือโหยวไว้ ฮุ่ยฉานโยนลูกประคำ กลายเป็นมังกรไฟ
ชั่วขณะหนึ่ง ยอดฝีมือระดับสูงสุดของทั้งฝ่ายพุทธและเต๋าลงมือพร้อมกัน อานุภาพยิ่งใหญ่เกรียงไกร เพียงพอที่จะสั่นสะเทือนเก้าชั้นฟ้า เป็นที่จับตามองไปทั่วหล้า
[จบแล้ว]