เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 565 หรือว่าเขาคือเทพบรรพกาล!?

ตอนที่ 565 หรือว่าเขาคือเทพบรรพกาล!?

ตอนที่ 565 หรือว่าเขาคือเทพบรรพกาล!?


ตอนที่ 565 หรือว่าเขาคือเทพบรรพกาล!?

โครม!

ลู่ฉางเซิงได้เห็นการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตไร้เทียมทานตนหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดไร้สิ้นสุด

เขามิอาจมองออกได้ว่าอีกฝ่ายถือกำเนิดขึ้นเช่นไร

แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนยิ่ง สิ่งมีชีวิตนั้นคือ เทพบรรพกาล และนับแต่แรกกำเนิด ก็น่าสะพรึงกลัวอย่างหาที่เปรียบมิได้

ในทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ที่สะท้อนจากหยดโลหิตก่อนหน้า ก็พลันปรากฏขึ้นอีกครั้ง

หากแต่เมื่อครู่ยังเป็นเพียงภาพสะท้อนที่แสดงซ้ำ

ครั้งนี้กลับต่างออกไป เพราะลู่ฉางเซิงกำลังใช้มหาวิชาแห่งชะตา กรรม กาลเวลา และการคาดการณ์ ร่วมด้วยสามพันพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถี เพื่อคำนวณย้อนกลับจากหยดโลหิตนี้

ทั้งตัวเขาราวกับเหินล่องไปในสายธารแห่งกาลเวลา เยี่ยงผู้ประสบพบเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง

ยิ่งทำให้เขามองเห็นและเข้าใจเทพบรรพกาลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ภาพฉายชัดอีกครั้ง เทพบรรพกาลท้าทายฟ้าดิน พยายามครอบครองวิถีสวรรค์

และในห้วงยามนั้น ฝ่ามือปริศนาก็ปรากฏขึ้น ฟาดลงมายังเทพบรรพกาล

ลู่ฉางเซิงไม่อาจสัมผัสพลังใดจากฝ่ามือนั้นได้เลย

ยังคงเป็นความรู้สึกเช่นเดิม เหมือนเพียงสะบัดฝ่ามือไปตามอำเภอใจ เบาบางราวกับสายลม

และนั่นเอง…คือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด

ขณะเดียวกัน ลู่ฉางเซิงสัมผัสได้ถึงความกลัว ความสิ้นหวัง ที่แผ่ออกจากเทพบรรพกาลผู้นั้น

ในห้วงวินาทีนั้น เขารู้สึกราวกับมีสายตาหนึ่งจ้องมองมายังตนเอง

เขาสะดุ้ง

พลันนึกถึงครั้งหนึ่งที่อยู่ในวิหารจอมสูงสุด เคยย้อนไปสัมผัสอดีต จนกระทั่งจอมสูงสุดบัวเขียวยังรับรู้การดำรงอยู่ของตนได้ และสามารถสื่อสารกับเขาได้โดยตรง

หากแต่ในครานี้ เจ้าของฝ่ามือนั้นทกลับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าจอมสูงสุดบัวเขียวอีกหลายขุม

ให้ความรู้สึกว่าผู้นั้นสามารถข้ามผ่านหมื่นกัลป์ ก้าวออกมาจากสายธารแห่งกาลเวลา ปรากฏตรงหน้าเขาในบัดดล

โชคดีนัก ในพริบตานั้น สายตาที่จับจ้องเขาก็สลายหายไป

ลู่ฉางเซิงอดมิได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในอก

หากอีกฝ่ายมีจิตประสงค์ร้าย บางทีเขาอาจดับสูญไปแล้วในทันที

มหาพันโลก อันตรายถึงเพียงนี้

ในใจลู่ฉางเซิงบังเกิดความรู้สึกถึงภัยที่กำลังคืบคลานอย่างแจ่มชัด

ในมหาพันโลกนั้น ขอบเขตมหาอมรเทพก็นับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับต้นๆแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ

แม้กระทั่งขอบเขตสรรค์สร้าง ก็ยังไม่พอ

จะต้องพิสูจน์วิถีให้ได้เท่านั้น!

[ดูท่า ข้าคงต้องเร่งศึกษาทำความเข้าใจขอบเขตมหาอมรเทพให้ถ่องแท้ เพื่อเตรียมตัวบรรลุสู่ขอบเขตสรรค์สร้าง]

ลู่ฉางเซิงคิดอยู่ในใจเงียบๆ

ภายใต้การค้ำจุนของสามพันพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถี ลู่ฉางเซิงตรวจสอบหยดโลหิตแห่งเทพบรรพกาลอย่างรอบคอบ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอันใด

ในระหว่างกระบวนการนั้น ลู่ฉางเซิงก็ค่อยๆ กลั่นกลืนพลังจากโลหิตเทพบรรพกาล และทำการกลั่นสลายมันจนสำเร็จ

ครั้นกลั่นสำเร็จแล้ว บัดนี้เพียงเขาแค่ขยับจิตนึก ก็สามารถควบคุมตำหนักเทพบรรพกาลและเทือกเขาเทพบรรพกาลได้ตามใจปรารถนา

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ลู่ฉางเซิงได้กลายเป็นผู้ควบคุมหนึ่งในเจ็ดเขตต้องห้ามแห่งมหาพันโลกอย่างสมบูรณ์!

นี่คือวาสนาแห่งสรรค์สร้างที่แท้จริง

กล่าวได้เต็มปากว่าเป็นโชควาสนาอย่างแท้จริง ยิ่งใหญ่จนเกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการถึง

เหล่าทหารรับใช้แห่งตำหนักเทพบรรพกาล ตลอดจนฝูงอสูรที่อยู่ในเทือกเขา ล้วนตกอยู่ในอำนาจของเขา

กล่าวให้ชัดก็คือ ลู่ฉางเซิง ได้รับขุมอำนาจระดับสูงสุดแห่งหนึ่งในโลกมหาพันนี้โดยตรง!

ยิ่งกว่านั้น ด้วยการป้องกันของค่ายกลแห่งเทือกเขาเทพบรรพกาล หากเขายังคงอยู่ภายในนี้ ต่อให้เป็นจอมสรรค์สร้างลงมือด้วยตนเอง ก็ยังยากจะทำอะไรเขาได้

ลู่ฉางเซิงเผยรอยยิ้มขึ้นมาบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาจากใจ

ไม่เสียแรงที่เขาบากบั่นอย่างสุดกำลัง ตั้งแต่ฝ่าฟันเทือกเขาเทพบรรพกาล จนมาถึงตำหนักนี้ และเดินมาถึงก้าวสุดท้าย

ในที่สุด เขาก็ได้รับผลตอบแทนแล้ว

ลู่ฉางเซิงยกมือขึ้นพลางเรียกพลังจากโลงศพ พลันปรากฏแสงดารากระพริบเป็นจุดๆ

สิ่งที่ลอยออกมานั้น คือ สมบัติวิญญาณโดยกำเนิดทีละชิ้นๆ

สมบัติเหล่านี้ลอยไปทางตี้อวิ๋นเซียว เหล่าคนของตำหนักฟ้าต้าเฉียน และผู้อื่น ก่อนจะหล่นลงในมือพวกเขา

เขา—ลู่ฉางเซิง—ย่อมเป็นผู้ใจกว้างมาแต่ไหนแต่ไร

เมื่อได้รับโชคชะตาใหญ่หลวงถึงเพียงนี้แล้ว เขาย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียวกับผู้อื่น

แม้ตี้อวิ๋นเซียวและคนจากตำหนักฟ้าต้าเฉียนจะมิได้มีผลงานอันใดนัก แต่ก็มีความเหนื่อยยากร่วมอยู่ด้วย ย่อมไม่อาจปล่อยให้พวกเขากลับมือเปล่า

ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ช่วยกันต้านทานฝูงอสูร นี่จึงนับเป็นรางวัลตอบแทน

เหล่าผู้คนจากตำหนักฟ้าต้าเฉียนล้วนมีความยินดีปิติ สำหรับพวกเขาแล้ว สมบัติวิญญาณโดยกำเนิดเพียงหนึ่งชิ้น ก็นับว่ายิ่งใหญ่เกินพอ

ไม่มีใครที่รังเกียจสมบัติเกินมือ!

“สหาย ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พวกเราก็มิได้ช่วยเหลือสิ่งใดนัก ไหนเลยจะรับของมีค่าเช่นนี้ได้? ยิ่งไปกว่านั้น การได้ร่วมเดินทางกับท่าน ตลอดสิ่งที่ได้พบเห็น ก็มากเกินพอแล้ว”

ตี้อวิ๋นเซียวโบกมืออย่างอ่อนโยน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

แม้สมบัติเหล่านี้จะล้ำค่ายิ่งนัก แต่สำหรับองค์หญิงใหญ่แห่งตำหนักฟ้าต้าเฉียนเช่นนาง ก็ยังมิได้ใส่ใจอันใด

จากฉากนี้ ยิ่งยืนยันความคิดของตี้อวิ๋นเซียว ว่าน้ำหนักแท้จริงของมรดกแห่งเทพบรรพกาล คือหยดโลหิตหยดนั้น!

และมรดกแห่งเทพบรรพกาลที่เคยลือกันว่า เป็นโอกาสเดียวในใต้หล้าที่สามารถนำไปสู่ขอบเขตสรรค์สร้าง

บัดนี้ ได้ตกอยู่ในมือของลู่ฉางเซิงโดยสมบูรณ์!

สำหรับลู่ฉางเซิงนั้น ในใจของตี้อวิ๋นเซียวเวลานี้ มีเพียงความคิดเดียว คือต้องผูกไมตรีไว้ให้มั่น!

คำพูดของนางเมื่อครู่ ทำให้ผู้คนจากตำหนักฟ้าต้าเฉียนพากันถอนใจเบาๆ บังเกิดความรู้สึกเสียดายอยู่ในอก

สมบัติที่อยู่แค่เพียงเอื้อมมือ ดูท่าจะหลุดลอยเสียแล้ว

องค์หญิงใหญ่ของพวกเขา เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าลู่ฉางเซิง ก็ราวกับเป็นคนละคนกับที่เคยรู้จัก

ไม่เพียงมิได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ช่วงชิงโชควาสนา กระทั่งของที่ได้มา นางยังไม่ยอมรับไว้ด้วยซ้ำ

เมื่อนึกย้อนถึงเส้นทางที่เดินทางผ่านเทือกเขาเทพบรรพกาลมาได้ ทั้งเต็มไปด้วยอันตราย และแทบจะไม่ได้สิ่งใดกลับไป ความรู้สึกเจ็บใจพลันแล่นขึ้นมาในอก

“ก่อนหน้านี้ที่ท่านทั้งหลายช่วยกันต่อต้านฝูงอสูร ข้าขอขอบคุณทุกท่านอย่างจริงใจ รับไว้เถิด”

ลู่ฉางเซิงเห็นสีหน้าของเหล่าผู้คน จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบา

“เช่นนั้น ขอบคุณท่านสหาย”

ตี้อวิ๋นเซียวเองก็มองออกว่า คนของตนรู้สึกอย่างไรอยู่ในใจ นางพลันคิดในใจว่า “พวกเจ้าช่างไม่เอาไหนจริงๆ” แล้วก็พยักหน้าเบาๆ

“ขอบพระคุณท่านผู้ทรงเกียรติฉางเซิง!”

เหล่าผู้คนจากตำหนักฟ้าต้าเฉียนรีบเอ่ยคำขอบคุณ สีหน้าพลันสดใสขึ้นมาถนัดใจ

ในอกรู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก

เทพสงครามยืนจ้องลู่ฉางเซิงตรงๆ

ในใจเขาอยากจะเดินเข้าไปแล้วพูดว่า: “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่! แล้วข้าล่ะ ข้าล่ะ!”

แต่เขาก็ฝืนกดกลั้นความคิดนั้นเอาไว้

เพราะเขาเชื่อว่า พี่ใหญ่ของเขาผู้หล่อเหลาเฉิดฉัน สง่างามเหนือฟ้าดิน ไม่มีทางลืมเขาแน่นอน!

“กลับกันก่อนเถิด”

ลู่ฉางเซิงย่อมไม่ลืมเทพสงคราม ก็แค่คิดจะมอบให้ทีหลังเท่านั้น

บัดนี้เรื่องราวของเทือกเขาเทพบรรพกาลจบสิ้นแล้ว เขาจำต้องกลับไปยังโลกเทพบรรพกาลสักครั้ง เพื่อสะสางบางเรื่อง

หลังจากนั้น เขาจะมุ่งหน้าไปยังมหาสมุทรสายฟ้าไร้สิ้นสุด

ทุกคนพยักหน้า จากนั้นจึงพากันก้าวออกจากวังวนโลหิต กลับเข้าสู่วิหารหลักอีกครา

ตี้อวิ๋นเซียวกับผู้คนจากตำหนักฟ้าต้าเฉียน มองดูเสามังกรทั้งเก้า แล้วพลันหยุดฝีเท้าชั่วขณะ สายตาแฝงแววอาลัย

ผู้ใดที่มีสายตาเฉียบแหลม ย่อมมองออกว่า ในวังวนโลหิตและแท่นบูชานั้น แท้จริงมีอยู่สองสมบัติล้ำค่า

หนึ่งคือ หยดโลหิตแห่งเทพบรรพกาลในโลงศพ

และอีกหนึ่ง ก็คือเสามังกรทั้งเก้าที่ตั้งอยู่ข้างแท่นบูชาเหล่านั้น

เสาเหล่านี้ คือผลงานที่บรรพชนมังกรสร้างขึ้นด้วยตนเอง และตอนนี้พวกมันได้กำเนิดจิตสำนึกแล้ว

ไม่ว่าจะอยู่ ณ ขุมอำนาจใดในมหาพันโลก เสามังกรเช่นนี้ก็เพียงพอจะนับเป็นขุมพลังหลัก!

เสามังกรแต่ละต้น สามารถบ่มเพาะเส้นชีพจรมังกรขึ้นมาได้หนึ่งสาย

และเส้นชีพจรมังกรหนึ่งสายนี้ สามารถหล่อเลี้ยงจนก่อกำเนิดมหาอมรเทพได้หนึ่งตนในหนึ่งยุคสมัย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เสามังกรเก้าต้นนี้ ในทุกยุคสมัย สามารถบ่มเพาะมหาอมรเทพได้เก้าตน!

ความล้ำค่าจักสักเพียงใด ก็คิดภาพเอาเถิด

เมื่อทุกคนก้าวออกจากวิหารหลัก ฝูงอสูรทั้งหลายที่อยู่ภายนอก ต่างหมอบราบแนบพื้นดิน ราวกับเห็นราชันของตนกลับมาเยือนอีกครา

ชั่วพริบตาเดียว

ทุกคนก็เข้าใจ ตำหนักเทพบรรพกาลมีเจ้าของแล้ว!

เสามังกรทั้งเก้าที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชาโลหิตนั้น บัดนี้ตกอยู่ในครอบครองของลู่ฉางเซิงโดยสมบูรณ์

ไม่สิ!

ต้องกล่าวว่า ทั้งตำหนักเทพบรรพกาลทั้งหมด ได้ตกเป็นของลู่ฉางเซิงแต่เพียงผู้เดียวแล้ว!

เหล่าผู้คนแห่งตำหนักฟ้าต้าเฉียน ต่างมองเขาด้วยแววตาแฝงความอิจฉาเล็กน้อย

ทว่า มีเพียงเท่านั้น ไม่มีใครแสดงความโลภแม้แต่น้อย เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ลู่ฉางเซิงนั้น น่าสะพรึงกลัวเพียงใด

หากใช้คำว่า ลึกล้ำเกินหยั่งถึง ยังมิอาจพอ

เขาเคยถืออยู่ในมือซึ่งขวานเทพเบิกฟ้าหนึ่งในสมบัติสรรค์สร้างอันดับหนึ่งแห่งมหาพันโลก

และเมื่อครู่ ภายในวังวนโลหิต เมื่อโลงศพถูกเปิด เผชิญกับพลังมหาศาลที่ปะทุออกมา เขายังสงบเฉยได้ดั่งภูผา

[หรือว่าเขาคือเทพบรรพกาล?]

ในห้วงนั้นเอง ข้อสันนิษฐานหนึ่งก็พลันผุดขึ้นในใจของผู้คนจากตำหนักฟ้าต้าเฉียน!

ทุกคนต่างนึกถึงคำพูดของลู่ฉางเซิงก่อนหน้านี้ ที่กล่าวว่าตนมาจากสายโลหิตเทพบรรพกาล

เพียงฟังจากชื่อ ก็รู้แล้วว่าต้องมีสายสัมพันธ์กับเทพบรรพกาลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ยิ่งเมื่อนึกย้อนถึงพฤติกรรมของลู่ฉางเซิงตลอดทาง จากนอกเขตตำหนักเทพบรรพกาล จนถึงวิหารหลัก

เขาเดินทุกย่างก้าวอย่างราบรื่นดั่งเดินชมสวนฤดูใบไม้ผลิ หาได้รู้สึกถึงอันตรายใดเลย

แม้แต่ตี้อวิ๋นเซียว ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มคิดเช่นเดียวกัน

ไม่เช่นนั้น จะอธิบายได้อย่างไร?

ในเมื่อยามอยู่หน้าตำหนัก ลู่ฉางเซิงเพียงกล่าวว่า “ตำหนักเทพบรรพกาล—จงเปิด”

ตำหนักก็พลันเปิดตามคำพูด

และเมื่อมาถึงหน้าประตูวิหารหลัก เขาเพียงยกมือขึ้นเบาๆ

ประตูบานใหญ่ของวิหารหลักก็เปิดออกอย่างเชื่องช้า พร้อมเสียงกึกก้องสะเทือน

โครม! โครม! โครม!

ในขณะเดียวกัน เหล่าผู้คนที่คอยเฝ้าด้านนอกวิหารหลัก ต่างตั้งท่าพร้อมรับศึกอย่างตึงเครียดทันที!

(จบตอน)

จบบทที่ ตอนที่ 565 หรือว่าเขาคือเทพบรรพกาล!?

คัดลอกลิงก์แล้ว