- หน้าแรก
- ลู่ฉางเซิง ศิษย์พี่ผู้แสนธรรมดา
- ตอนที่ 435 ความลับแห่งมหาพันโลก
ตอนที่ 435 ความลับแห่งมหาพันโลก
ตอนที่ 435 ความลับแห่งมหาพันโลก
ตอนที่ 435 ความลับแห่งมหาพันโลก
ชั้นฟ้าสามสิบสาม
ณ ตำหนักเซียนแห่งตระกูลหง
ลู่ฉางเซิงจิบชาน้ำเซียนเบาๆ
กลิ่นหอมลุ่มลึกของน้ำชาทำให้เกิดรสซาบซ่านติดปลายลิ้น ยิ่งกว่านั้น ทุกหยาดคำยังทำให้รู้สึกคล้ายกฎในกายกำลังหลอมรวมสมบูรณ์ขึ้นทีละน้อย
น้ำชานี้ช่างหายากในใต้หล้า ภายในแฝงไว้ด้วยพลังแห่งกฎ มีเพียงเผ่าเทพเท่านั้นจึงอาจรินชาโบราณเช่นนี้ออกมาได้
เมื่อจิบชาจนหมด ในที่สุดหงหลิงจึงเอ่ยปากขึ้น
“พี่ชายฉางเซิง เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับชั้นฟ้าที่สามสิบสี่หรือไม่?”
หงหลิงเอ่ยถามขึ้น
“ชั้นฟ้าที่สามสิบสี่หรือ?”
ลู่ฉางเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ยังมีชั้นที่สามสิบสี่อีกหรือ?”
“เป็นไปได้อย่างไร เผ่าเทพมิใช่มีเพียงสามสิบสามชั้นฟ้าหรือ?”
ซั่นถิงกับกู่อ้าวเทียนต่างอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
เพียงแค่ชั้นฟ้าที่สามสิบสามก็น่าสะพรึงกล้าจนเกินพออยู่แล้ว ยังจะมียิ่งกว่านั้นอีกหรือ?
จะเกินเลยไปถึงเพียงนี้เลยหรือ?
มิใช่ว่ากำหนดกันไว้แล้วหรือว่า ห้ามเล่นซ้อนชั้น?
“ใช่แล้ว ชั้นฟ้าที่สามสิบสี่—ตามตำนานเล่าขานว่าจุดกำเนิดแห่งเผ่าเทพ ก็มาจากชั้นฟ้าที่สามสิบสี่ และแม้แต่หกโลกแห่งฟ้าดินนี้ ก็มีต้นกำเนิดจากที่นั่นเช่นกัน สรรพสิ่งในใต้หล้าล้วนกำเนิดเพราะเขา จักรวาลหงเหมิงเองก็ถือกำเนิดด้วยเขา”
คราเมื่อหงหลิงกล่าววาจานี้ แววตาของนางเปี่ยมด้วยความเคารพสักการะอย่างล้ำลึก
“เขา?”
ลู่ฉางเซิงจับความได้ทันทีต่อคำคำนี้
“อืม ชั้นฟ้าที่สามสิบสี่นั้นสืบทอดสายตรงเพียงหนึ่งเดียว แต่ที่ข้ากล่าวถึงนั้นคือ ปฐมบรรพชนแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสี่”
หงหลิงอธิบาย
“ปฐมบรรพชนแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสี่?”
ลู่ฉางเซิงยิ่งรู้สึกใคร่รู้ขึ้นอีกหลายส่วน
“ใช่แล้ว เล่ากันว่าในกาลดั้งเดิม จักรวาลยังเป็นเพียงความโกลาหลไร้รูปรอย ยังไม่มีแนวคิดของฟ้าหรือดินใดๆ แต่บรรพชนแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสี่ผู้นั้น กลับแหวกฟ้าเปิดดิน สร้างสรรพสิ่งขึ้นจากความว่างเปล่า จึงเป็นเหตุให้โลกมากมายถือกำเนิดขึ้นมา
หลังจากนั้น เมื่อลำดับจักรวาลเริ่มจัดระเบียบ พลังของแต่ละโลกจึงถูกแยกแยะ โลกที่อ่อนแอก็ถอยร่นลงต่ำ ส่วนโลกที่เปี่ยมพลังยิ่งก็ลอยสูงขึ้น
จักรวาลเปรียบดั่งลูกแก้วดวงหนึ่ง ค่อยๆแยกออกกลายเป็นหกโลกในท้ายที่สุด”
หงหลิงเผยตำนานแห่งบรรพชนผู้เปิดจักรวาลออกมาอย่างชัดแจ้ง
“แหวกฟ้าเปิดดินหรือ?”
ลู่ฉางเซิงถึงกับรู้สึกตะลึง เรื่องราวนี้ไฉนจึงคล้ายคลึงกับตำนานเทพโบราณอย่างยิ่ง?
“อืม แหวกฟ้าเปิดดิน พี่ชายฉางเซิง โลกที่เราดำรงอยู่ในตอนนี้ ท่านสามารถนึกภาพมันเป็นลูกกลมๆได้ ในยามแรกเริ่มของจักรวาล ทุกสรรพสิ่งล้วนปกคลุมด้วยพลังโกลาหลไร้รูปรอย และนี่คือเหตุผลว่าด้วยเหตุใดของโบราณยิ่งเก่าแก่ จึงแฝงไว้ด้วยพลังโกลาหลมากยิ่งนัก”
“ในโลกโกลาหลนั้น ยังไม่มีสวรรค์ ไม่มีปฐพี ไม่มีตะวัน ไม่มีจันทรา ไม่มีขุนเขาหรือสายน้ำใดๆ แต่กลับบังเกิดเทพปีศาจแห่งโกลาหล สิ่งมีชีวิตนี้คือตัวแทนแห่งกฎโดยแท้
ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ปฐมบรรพชนแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสี่ได้เสด็จลง ณ โลกโกลาหลนี้ เขาได้สังหารเทพปีศาจแห่งโกลาหลจำนวนสามพันตน สุดท้ายก็บรรลุสู่ขอบเขตสูงสุด แหวกฟ้าเปิดดิน ก่อกำเนิดสรรพสิ่งทั้งหลายในใต้หล้า”
หงหลิงกล่าวเล่าเรื่องราวในตำนานนั้นออกมาอย่างชัดแจ้ง
ลู่ฉางเซิงถึงกับตกตะลึงแทบสิ้นคำ
“เช่นนั้น ปฐมบรรพชนแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสี่ ใช้สิ่งใดแหวกฟ้าเปิดดินหรือ?”
ลู่ฉางเซิงอดถามต่อไม่ได้
“ขวานเทพเบิกฟ้า”
หงหลิงตอบเบาๆ แต่สี่คำนั้นกลับดังกึกก้องในหูของลู่ฉางเซิงดั่งอัสนีฟาดกลางใจ
นี่มันเรื่องของผานกู่เบิกฟ้าไม่ใช่หรือ!?
เหตุใดตำนานเช่นนี้จึงมีอยู่ในโลกเซียนเช่นกัน?
ลู่ฉางเซิงตกใจแทบลืมหายใจ ตำนานเทพโบราณจากบ้านเกิดของเขา กลับปรากฏในโลกนี้เช่นกัน?
เป็นเพียงเรื่องบังเอิญกระนั้นหรือ?
“ปฐมบรรพชนแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสี่ แซ่ของเขา ใช่แซ่ผานหรือไม่?”
ลู่ฉางเซิงถามต่ออย่างอดกลั้นไม่อยู่
เมื่อคำถามนี้หลุดออกจากปาก หงหลิงก็ถึงกับเบิกตากว้าง มองลู่ฉางเซิงด้วยสายตาเต็มเปี่ยมด้วยความตะลึงลึกซึ้ง
“ชั้นฟ้าที่สามสิบสี่ ตามตำนานเรียกกันว่า ‘ตระกูลผาน’”
หงหลิงให้คำตอบอย่างแน่ชัด
ในชั่วขณะนั้น มิใช่เพียงลู่ฉางเซิงเท่านั้น แม้แต่กู่อ้าวเทียน ซั่นถิง และเต่าดำ ต่างก็ตกตะลึงกันหมดสิ้น
พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่า เหตุใดลู่ฉางเซิงจึงรู้ความลับเช่นนี้
“พี่ชายฉางเซิง ท่านได้ฟื้นความทรงจำแล้วหรือ?”
หงหลิงเอ่ยขึ้นอย่างเผลอตัว นางเข้าใจไปว่าลู่ฉางเซิงคือพี่ชายที่พลัดพรากของตน และบัดนี้ได้ฟื้นคืนความทรงจำแล้ว รำลึกถึงเรื่องราวในอดีตได้สิ้น
ทว่าลู่ฉางเซิงเพียงส่ายศีรษะเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“ข้าเพียงพบเรื่องราวนี้ในคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่งเท่านั้น”
ลู่ฉางเซิงย่อมไม่มีความทรงจำใดฟื้นคืน และเขาย่อมไม่อาจเอ่ยปากบอกความจริงว่าตนคือ ผู้ข้ามภพได้
เอาเข้าจริง เวลาผ่านมานานจนกระทั่งลู่ฉางเซิงเองก็แทบลืมเลือนไปแล้วว่า ตนเคยเป็นคนข้ามภพมาก่อน
“คัมภีร์โบราณหรือ?”
หงหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เรื่องราวลึกล้ำเช่นนี้ไม่น่าปรากฏในคัมภีร์ทั่วไป แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ยังเชื่อลู่ฉางเซิงอยู่ดี
“ปฐมบรรพชนแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสี่ มีนามว่า ‘ผาน’ เขาคือผู้แหวกฟ้าเปิดดิน แต่ภายหลังก็หลอมรวมกายกลายเป็นสรรพสิ่งในใต้หล้า ต่อมาภายในฟ้าดินก็เริ่มปรากฏผู้มีพลังอำนาจมากมาย ซึ่งถือกำเนิดจากพลังฟ้าดิน ล้วนถูกรวมเรียกว่าเผ่าเทพ”
“ส่วนมนุษย์ กลับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้น โดยปฐมบรรพชนของตระกูลวาหวง หนี่วา”
หงหลิงกล่าวขึ้นอีกครา เผยความลับสะท้านสวรรค์ออกมา
“ว่ากระไรนะ? มนุษย์คือสิ่งที่ตระกูลวาหวงสร้างขึ้น?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? มนุษย์แม้จะอ่อนแอ แต่ก็คือเจ้าแห่งฟ้าดิน แทบทุกยุคล้วนมีผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานจากมนุษย์ที่ไม่แพ้เผ่าเทพสักนิด เหตุใดถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นได้?”
ซั่นถิงกับกู่อ้าวเทียนถึงกับร้องออกมาด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่อาจยอมรับความจริงเช่นนี้ได้
แม้มนุษย์จะถือกำเนิดมาอย่างเปราะบาง ทว่าก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยึดครองสวรรค์ปฐพีไว้ยาวนาน ในหมู่มนุษย์มีคนอ่อนแออยู่มากก็จริง แต่เหล่าผู้ยิ่งใหญ่กลับมิได้ด้อยไปกว่าเผ่าใดเลย
“นี่เป็นเพียงบันทึกในเผ่าเทพเท่านั้น จะจริงหรือเท็จ ข้าเองก็ไม่อาจตัดสินได้”
หงหลิงก็ไม่ได้ปักใจเชื่ออย่างเด็ดขาด เพราะเรื่องนี้หากแพร่ออกไป ย่อมก่อให้เกิดความปั่นป่วนอันใหญ่หลวง มนุษย์ไม่มีทางยอมรับว่าตนเป็นสิ่งที่เผ่าเทพสร้างขึ้น
แม้ว่าเผ่าเทพจะอยู่เหนือมวลชน แต่มนุษย์ก็ย่อมหัวรั้นเกินกว่าจะยอมรับชะตาดังกล่าว
“มีบางส่วนที่เผ่าเทพสร้างขึ้น อันนี้ไม่ผิดแน่ แต่มนุษย์แท้ดั้งเดิมนั้น มิใช่สิ่งที่เผ่าเทพสร้าง พวกเขามาจากอีกโลกหนึ่งต่างหาก”
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงของเต่าดำพลันดังขึ้น ด้วยน้ำเสียงแน่วแน่มั่นคงยิ่ง
สิ้นคำพูดนั้น ทุกสายตาก็หันไปมองยังเต่าดำอย่างพร้อมเพรียง
เต่าดำเมื่อถูกรุมมองเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหดคอสั้นลงเล็กน้อย
“มองข้ากันทำไม?”
เต่าดำเอ่ยเสียงเบา แฝงแววหวั่นใจเล็กน้อย
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
ลู่ฉางเซิงถามออกมาตรงๆ
เรื่องของหนี่วาสร้างมนุษย์ เขาเองก็เคยได้ยินมาก่อน ฉะนั้นเมื่อได้ยินจึงไม่รู้สึกตกใจมากนัก ไหนเลยผานกู่ยังปรากฏแล้ว เรื่องหนี่วาก็ย่อมมิใช่เรื่องประหลาดอันใด
กลับกัน สิ่งที่เต่าดำกล่าวจึงทำให้เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า
“ตอนที่ข้าบรรลุสู่ขอบเขตจักรพรรดิเซียน เคยเกิดอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ทำให้จิตข้าสับสนเลือนลาง แต่กลับเผลอไปเห็นภาพอดีตเข้าโดยบังเอิญ ข้ายืนยันได้ว่าตระกูลวาหวงเคยสร้างมนุษย์ขึ้นจริง
ทว่าปฐมบรรพชนของตระกูลวาหวงหาได้สร้างมนุษย์ขึ้นจากความว่างเปล่าไม่ หากแต่ในตอนนั้น เคยมีเผ่ามนุษย์อยู่มาก่อนแล้ว เผ่ามนุษย์เหล่านั้นทิ้งสายโลหิตไว้ ก่อนจะสูญหายไป
ปฐมบรรพชนของตระกูลวาหวงจึงได้นำร่องรอยเหล่านั้น มาสร้างมนุษย์รุ่นใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
แต่มนุษย์แท้ดั้งเดิมนั้น เมื่อถือกำเนิดย่อมทรงพลัง มีสภาวะร่างกายแตกต่างกันไป บางสายเลือดก็เทียบเท่าเผ่าเทพ แต่มนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังกลับอ่อนแอยิ่งนัก เพียงลมหนาวโชยมาครั้งหนึ่งก็อาจสิ้นชีวิต ความแตกต่างนี้ห่างกันราวฟ้ากับดิน”
เต่าดำเอ่ยคำออกมา เผยความลับที่มิอาจมีใครคาดคิด
ไม่น่าเชื่อว่าเต่าดำจะเคยได้เห็นภาพอดีตมาแล้วจริงๆ
“ถึงว่า เช่นนี้เจ้าคงเป็นเต่าดำของจริง ข้านี่แหละเข้าใจผิด ข้าเคยคิดว่าเจ้าคือเต่างอยเสียอีก”
“ดูท่าเจ้าจะมิใช่เตาเขียวแล้ว ข้าขอถอนคำพูด”
ซั่นถิงถึงกับตาโต แล้วพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะหันไปพูดกับเต่าดำด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
เต่าดำ: “……”
พวกเจ้าต่างหากเล่าเตาเขียว! ทั้งตระกูลของพวกเจ้าก็เป็นเตาขนเขียวทั้งนั้น!
“มีคำกล่าวเช่นนั้นอยู่ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะเป็นจริงหรือไม่ เมื่อไม่เคยได้เห็นด้วยตาตนเอง ข้าย่อมไม่อาจกล้ายืนยัน”
หงหลิงพยักหน้าช้าๆ นางมิได้ยืนกรานอย่างแน่นหนักว่า มนุษย์เป็นสิ่งที่เผ่าเทพสร้างขึ้นโดยแท้
“เช่นนั้น ความวุ่นวายที่เจ้ากล่าวถึง แท้จริงคือสิ่งใดกันแน่?”
ลู่ฉางเซิงเอ่ยถามต่อไป ไม่ว่าจักเป็นเรื่องแหวกฟ้าเปิดดิน หรือหนี่วาสร้างมนุษย์ ล้วนเป็นเรื่องในอดีตกาลที่เกิดขึ้นไปแล้ว หากเช่นนั้น จะเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายที่กำลังจะมาถึงได้อย่างไร?
หงหลิงกลับเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน
“พี่ชายฉางเซิง ฟังข้าเล่าจนจบก่อนเถิด”
เรื่องราวทั้งหมดไม่อาจสรุปได้ด้วยคำไม่กี่คำ นางจึงเริ่มอธิบายต่ออย่างละเอียด
“เมื่อฟ้าดินแรกถือกำเนิด ผู้มีพลังโดยกำเนิดเริ่มปรากฏขึ้นมากมายเรื่อยมา กระทั่งเมื่อเผ่ามนุษย์ถือกำเนิด ทุกสิ่งก็เริ่มเปลี่ยนไป
แม้มวลมนุษย์จะบอบบางไร้พลัง ทว่า ความสามารถในการสืบพันธุ์กลับสูงล้ำยิ่ง เพียงเวลาไม่นานไม่กี่พันปี พื้นพิภพทั่วหล้าก็เกือบถูกมนุษย์ยึดครองทั้งหมด”
“การถือกำเนิดของพวกเขา ส่งผลกระทบต่อโชควาสนาแห่งฟ้าดินอย่างใหญ่หลวง ทุกสรรพสิ่งในฟ้าดินล้วนมีลิขิต โชควาสนาเป็นสิ่งที่มีจำกัด ทุกครั้งที่มีชีวิตหนึ่งถือกำเนิดขึ้น ก็จะครอบครองส่วนแบ่งโชควาสนาหนึ่งส่วน
ผู้ใดมีโชควาสนามาก ก็มีแนวโน้มจะบรรลุถึงความสำเร็จอันสูงส่ง ผู้ใดมีโชควาสนาน้อย ก็อาจมิอาจก้าวหน้า แต่โชควาสนาไม่เคยติดลบ
มนุษย์ที่แพร่ขยายอย่างไร้จุดสิ้นสุด ได้ยึดครองโชควาสนามากขึ้นเรื่อยๆ”
“เหล่าตระกูลใหญ่ทั้งหลายจึงพากันเชื่อว่า มนุษย์กำลังแย่งชิงโชควาสนาไปจากพวกเขา จึงบังเกิดการเข่นฆ่าไม่หยุดหย่อน
ทว่าในขณะนั้น มนุษย์กลับได้สะสมโชควาสนาไว้มหาศาล จนรวมกันแล้วโชควาสนาของหมื่นเผ่าก็ยังมิอาจเทียบได้ ด้วยเหตุนี้เอง การสังหารมนุษย์โดยไม่ไตร่ตรอง จึงก่อให้เกิดโทษฟ้าสวรรค์
เหตุร้ายหลายประการบังเกิดขึ้นทั่วทั้งฟ้าดิน”
“แต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือ การที่เทพผู้ยิ่งใหญ่ตนหนึ่งทำลายภูเขาเทพจนถล่มลง นำมาซึ่งฟ้าดินถล่มทลาย บังเกิดความพิโรธของสวรรค์อย่างใหญ่หลวง
ในท้ายที่สุด เทพของหมื่นเผ่าต้องเผชิญกับโทษทัณฑ์สวรรค์ และด้วยเหตุนี้ เผ่ามนุษย์จึงรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหมื่นเผ่ากลับถูกโทษสวรรค์กลืนหาย ค่อยๆลับเลือนจากโลกหล้า”
หงหลิงค่อยๆ เล่าเรื่องราวออกมาด้วยเสียงราบเรียบ
“โทษทัณฑ์สวรรค์กระนั้นหรือ? โทษทัณฑ์ใดกัน ถึงสามารถทำให้หมื่นเผ่าซึ่งยิ่งใหญ่ในอดีตถึงขั้นล่มสลายได้?”
“ใช่ เผ่าเทพในยุคนี้ยังน่าสะพรึงนัก แล้วหมื่นเผ่าในยุคโบราณจะทรงพลังเพียงใดกัน?”
“ยากจะจินตนาการจริงๆ”
กู่อ้าวเทียนและซั่นถิงเอ่ยเสียงต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความฉงนและไม่อยากเชื่อ
ในยามนั้นเอง หงหลิงเอ่ยออกเพียงคำเดียว
“กรรม”
“กรรม?”
ทุกผู้คนต่างนิ่งไป แล้วพากันขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
เสียงสนทนาเงียบลงในบัดดล
“เมื่อแรกฟ้าดินเพิ่งถือกำเนิด ทุกสรรพสิ่งยังไร้ซึ่งคำว่ากรรม
แต่หลังจากหายนะครั้งนั้นผ่านพ้นไป ‘กรรม’ ก็ปรากฏขึ้นมา และยิ่งผู้บ่มเพาะมีขอบเขตสูงเท่าใด กรรมนั้นก็ยิ่งน่าสะพรึงกล้ายิ่งขึ้นเท่านั้น”
“หลังมหันตภัยครานั้น จึงมีผู้บ่มเพาะแห่งเผ่าเทพค้นพบว่า ทุกครั้งที่ทะลวงขอบเขต พวกเขาจะต้องเผชิญกับเภทภัยมากมาย เบาอาจบาดเจ็บหนัก หนักถึงกับแหลกสลายสูญสิ้นในพริบตา
ภายหลังจึงเข้าใจว่านี่คือ ‘เคราะห์กรรม ซึ่งพันผูกกับทุกผู้ในเผ่าเทพ หากคิดจะหลีกเลี่ยง ก็จำต้องปิดบังตน มิออกสู่โลกอีกต่อไป
แต่ในทางกลับกัน มนุษย์กลับไม่ยำเกรงกรรมแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้เผ่ามนุษย์จึงรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ส่วนเผ่าเทพก็หลบเร้นไม่ปรากฏตัวอีก”
“นั่นก็คือจุดเปลี่ยนแห่งฟ้าดินครานั้นนั่นเอง”
หงหลิงเอ่ยอย่างราบเรียบ เผยต้นกำเนิดของกรรมให้ชัดแจ้ง
“ถ้าเช่นนั้นก็เหมือนไร้ชีวิตอยู่ดีมิใช่หรือ?”
“ใช่เลย หากไม่อาจออกสู่โลก ยังจะต่างอันใดกับตายแล้ว?”
กู่อ้าวเทียนกับซั่นถิงกล่าวขึ้น พวกเขาเห็นว่า ต่อให้กรรมจะร้ายแรงเพียงใด แต่จะให้ซ่อนตัวอยู่เช่นนั้นตลอด หาใช่ทางของเผ่าเทพไม่
เผ่าที่เคยยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น จะยอมขลาดกลัวเช่นนี้ได้เยี่ยงไร?
“อืม เผ่าเทพบางส่วนก็คิดเช่นนั้น ทว่าสุดท้ายก็ล้วนสิ้นชีพ ตัวอย่างเช่นเผ่าอีกาทองคำ ในอดีตกาล เคยมีอีกาทองคำสิบตน ล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงล้ำ เป็นจ้าวแห่งสัตว์เทพในยุคหนึ่ง เหนือกว่าแม้กระทั่งมังกรแท้ หงส์แท้ และกิเลน”
“หากแม้แต่เผ่าอีกาทองคำซึ่งแข็งแกร่งเพียงนั้น ยังต้านทานกรรมมิได้ ตายไปถึงเก้าตน หากไม่เพราะเผ่านั้นมีสมบัติสูงสุดอย่างแท้จริง บางทีคงล่มสลายไปนานแล้ว”
หงหลิงกล่าวเผยอีกหนึ่งความลับ ทำให้ทุกคนต่างลอบถอนหายใจด้วยความตื่นตะลึง
“หากเป็นเรื่องของกรรม เช่นนั้นเมื่อมนุษย์แข็งแกร่งขึ้น ก็ต้องเกรงกลัวกรรมด้วยเช่นกัน อีกทั้งต่อให้กรรมจะร้ายแรงเพียงใด ก็มิอาจกดขี่เผ่าเทพไว้ได้ทั้งหมดกระมัง?”
ลู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้น เขาไม่คิดว่า ‘กรรม’ จะเป็นรากแห่งความเสื่อมถอยของเผ่าเทพโดยแท้
“ถูกต้อง แท้จริงแล้วเหตุแห่งการเสื่อมถอยของเผ่าเทพนั้น อยู่ที่ฟ้าดินในโลกนี้ เมื่อทะลวงเกินขอบเขตจักรพรรดิเซียนไปแล้ว กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินกลับไม่สมบูรณ์อีกต่อไป โลกแห่งนี้จึงไม่เหมาะแก่การดำรงของเผ่าเทพอีกแล้ว”
“พวกเขาจึงแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเลือกจะอยู่ ณ โลกนี้ต่อไป อีกฝ่ายกลับตัดสินใจออกเดินทาง แสวงหาความหวังในจักรวาลอันห่างไกล”
“ท้ายที่สุด พวกเขาพบพื้นที่หนึ่งในห้วงจักรวาลอันลึกไกล พื้นที่ซึ่งเกือบจะมีกฎเกณฑ์สมบูรณ์อย่างแท้จริง แต่กลับมิอาจรองรับเผ่าเทพทั้งเผ่าได้ พวกเขาจึงสร้างสมุทรเทพขึ้นมา ใช้ขวางกั้นเผ่าเทพที่ยังเหลืออยู่ในโลกนี้”
“ต่อมา ในขณะที่สมุทรเทพยังคงดำรงอยู่ พวกเขาก็พบประตูหนึ่งบาน… ประตูที่สามารถเปิดทางสู่มหาพันโลก แต่พวกเขากลับมิอาจเปิดมันได้ด้วยตนเอง
สุดท้ายจำต้องจำใจไปอัญเชิญเจ็ดปฐมบรรพชนให้มาช่วยเปิดประตูให้”
“เจ็ดปฐมบรรพชนเห็นแก่ความรุ่งเรืองของเผ่าเทพ จึงร่วมมือกันลงมือเปิดประตูบานนั้นออก
หลังประตูเปิด สมุทรเทพก็ยิ่งแปรเปลี่ยน บรรลุถึงจุดที่กฎเกณฑ์สมบูรณ์แทบจะเทียบเท่ากับมหาพันโลก
ทว่าประตูบานนั้นไม่อาจเปิดได้ตลอดไป มีเพียงเจ็ดปฐมบรรพชนกับเหล่าเทพบางส่วนที่เข้าสู่โลกใหญ่นั้น ส่วนผู้อื่นล้วนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง”
“แต่มาบัดนี้ ในยุคนี้ ประตูที่เชื่อมไปยังมหาพันโลกกำลังสั่นคลอนอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ วาสนาเหนือกาลสมัยจึงกำลังจะบังเกิดขึ้นในไม่ช้านี้”
หงหลิงเอ่ยอย่างช้าๆ เผยต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งมวลออกมาอย่างแจ่มชัดครอบคลุมที่สุด
ลู่ฉางเซิงถึงกับอุทานในใจ ไม่เคยนึกคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้
“เช่นนั้น หากประตูสู่มหาพันโลกเปิดออก ทุกผู้คนก็สามารถเดินทางไปยังโลกนั้นได้ใช่หรือไม่? แล้วแท้จริงแล้ว มหาพันโลก คือโลกเช่นใดกันแน่?”
ลู่ฉางเซิงถามด้วยความใคร่รู้
“ไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อประตูเปิด ยังจำเป็นต้องมีเงื่อนไขหลายประการจึงจะเข้าสู่โลกนั้นได้ หาไม่แล้ว เผ่าเทพในอดีตก็คงเดินทางไปหมดแล้ว ไม่มีเหตุผลใดจะอยู่ต่ออีก”
หงหลิงส่ายศีรษะเบาๆ กล่าวอย่างหนักแน่น
คำตอบนี้นับว่าสมเหตุสมผล หากไร้ซึ่งข้อจำกัดใดๆ เผ่าเทพย่อมไม่มีทางรั้งตัวอยู่ที่นี่แน่นอน
“ส่วนมหาพันโลกนั้น แท้จริงแล้วคือชื่อที่เหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าเทพใช้คาดการณ์จากการคำนวณตามวิถีสวรรค์
ตามคำกล่าวของผู้สูงสุด ในโลกนั้นทุกผู้คนล้วนเป็นดั่งมังกร แม้แต่ผู้ที่อ่อนแอที่สุด ก็ยังมีพลังเทียบเท่าจักรพรรดิเซียนเก้าชั้นฟ้าในหกโลกของเรา
เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าปฐมบรรพชนแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสี่นั้น อาจมาจากมหาพันโลกนี้เอง”
คำพูดของหงหลิงถึงกับทำให้ลู่ฉางเซิง ซั่นถิง กู่อ้าวเทียน และเต่าดำต่างนิ่งอึ้งตะลึงงัน
แต่ไหนแต่ไร พวกเขาล้วนเชื่อว่าหกโลกนั้นคือสวรรค์อันสูงสุดแห่งการดำรงอยู่แล้ว
ไม่คาดคิดว่าจะยังมีโลกที่สูงส่งยิ่งกว่าอยู่จริง
“เช่นนั้น เบื้องหลังโลกใหญ่นั้น จะยังมีโลกอื่นอีกหรือไม่?”
ลู่ฉางเซิงถามต่อด้วยแววตาหวาดระแวง
เขาเกรงว่าเรื่องนี้จะไม่มีวันจบสิ้น เหมือนหุ่นซ้อนหุ่นไม่รู้จบ
“ไม่มีแล้ว มหาพันโลกนั้น เป็นโลกที่สูงสุดในบรรดาทุกสากลโลก เป็นแหล่งรวมแห่งฟ้าและปฐพีทั้งปวง อาจเรียกได้ว่าเป็น จุดเริ่มต้นแห่งหงเหมิง ก็ว่าได้
เหล่าผู้สูงสุดทั้งหลายได้ร่วมกันใช้พลังทั้งหมดในการคำนวณ ผลที่ได้คือ โลกใหญ่นั้นน่าสะพรึงกล้ายิ่งนัก มิอาจมีสิ่งใดสูงส่งกว่านั้นอีกแล้ว”
หงหลิงกล่าวด้วยความแน่วแน่
“สามารถคำนวณได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ลู่ฉางเซิงถึงกับตกใจไม่น้อย
ศาสตร์การคำนวณโชควาสนา หากถึงขั้นสูงสุด สามารถล่วงรู้ถึงอีกโลกได้จริงหรือ?
ทว่า หงหลิงกลับส่ายหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“พี่ชายฉางเซิง เข้าใจผิดแล้ว การคำนวณนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แท้จริงแล้ว มีผู้แข็งแกร่งจากโลกใหญ่นั้นได้เดินทางมายังโลกของเราด้วยเช่นกัน”
คำพูดของหงหลิง ถึงกับทำให้ลู่ฉางเซิงผงะตาค้าง
“เดินทางมาสู่โลกของพวกเราหรือ!?”
“ใช่ กล่าวกันว่า ในครั้งที่เจ็ดปฐมบรรพชนของเผ่าเทพเข้าสู่มหาพันโลกนั้น มีผู้หนึ่งจากโลกนั้นเอง ได้ทะลวงประตูเข้ามายังโลกของเรา
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด สุดท้ายผู้จากโลกใหญ่เกือบทั้งหมดหลบหนีออกไปได้ เหลือเพียงคนเดียวที่ติดอยู่ในโลกนี้
เผ่าเทพพยายามจับตัวเขาไว้ หวังบีบบังคับให้เผยความลับแห่งโลกใหญ่
แต่ไม่คาดคิดว่า เขากลับแยกสลายร่างเข้าสู่วัฏสงสาร หลีกหนีพันธนาการของเผ่าเทพได้ และนับแต่นั้น ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาคือใคร”
หงหลิงกล่าวช้าๆ ด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
“เข้าสู่วัฏสงสาร ช่างน่าเสียดาย”
ลู่ฉางเซิงพึมพำขึ้นเบาๆ ในใจพลันก่อเกิดความใคร่รู้ต่อมหาพันโลกขึ้นมาอย่างประหลาด
เขาเองก็ใคร่รู้เหลือเกินว่าผู้ที่จากโลกนั้น แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่?
“แท้จริงแล้ว แม้หากตามหาตัวเขาเจอ ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี บุรุษผู้นั้นคือผู้มีจิตใจหนักแน่นประดุจเหล็กกล้า ต่อให้ถูกจับได้ เขาก็ยอมเข้าสู่วัฏสงสารอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่เปิดเผยความลับใดของมหาพันโลกแก่ผู้ใด”
หงหลิงเอ่ยเบาๆ
“ใจหนักแน่นประดุจเหล็กกล้า…”
ลู่ฉางเซิงพึมพำกับตนเอง สีหน้าผิดหวังเล็กน้อย ทว่าในขณะเดียวกันก็อดสงสัยมิได้ แท้จริงแล้วเขาเป็นใคร?
ณ เวลานั้นเอง…
โลกฉางเซิง
แดนศักดิ์สิทธิ์มหาอมรเทพ
ภายในตำหนักเซียน
“จะพูดหรือไม่!?”
เซียนมหิทธิฤทธิ์เหยียบร่างของหงอวิ๋นไว้ใต้เท้า ตะโกนคำรามด้วยเสียงอันเกรี้ยวกราด
“พูด! ข้าจะพูด! ข้าจะบอกทุกอย่าง! ท่านเซียนมหิทธิฤทธิ์ ข้าเล่าทุกสิ่งที่ควรเล่าแล้ว ไฉนท่านยังไม่เชื่อข้าอีก? ฟู่กุ้ย! เจ้าช่วยข้าพูดหน่อยเถอะ!”
“ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ!”
หวังฟู่กุ้ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะหันไปมองเซียนหงอวิ๋น
“ข้าว่า ท่านผู้อาวุโสหงอวิ๋นเอาออกมาเถอะ จะปิดบังไปไยกัน?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียนหงอวิ๋นก็ยิ่งอยากร่ำไห้หนักกว่าเดิม
“เจ้ากล้ายังจะซุกซ่อนสิ่งของอีกหรือ!? เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรืออย่างไร ว่าคืนก่อนเจ้าลอบออกไปที่ใด!? เอาสมบัติออกมาเดี๋ยวนี้! ไม่เช่นนั้นเจ้าก็รู้ดีว่าชะตากรรมจะเป็นอย่างไร!”
เซียนมหิทธิฤทธิ์คำรามลั่นอีกครั้ง
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียนหงอวิ๋นถึงกับหน้าซีดเผือด
“ข้ายอม ข้ายอม ข้ายอมก็ได้! ข้ายอมมอบให้ท่านแล้ว! ขอเพียงอย่าทุบข้าอีกเลย อย่าทุบอีกเลยเถิด!”
(จบตอน)