เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 205 ไม่ฟัง! ไม่ฟัง! ควายสวดมนต์!

ตอนที่ 205 ไม่ฟัง! ไม่ฟัง! ควายสวดมนต์!

ตอนที่ 205 ไม่ฟัง! ไม่ฟัง! ควายสวดมนต์!


ตอนที่ 205 ไม่ฟัง! ไม่ฟัง! ควายสวดมนต์!

นอกประตูเซียน

เหล่าผู้บ่มเพาะต่างยืนสนทนากันเสียงเซ็งแซ่

ทุกคนล้วนใคร่รู้ ว่าลู่ฉางเซิงซึ่งกำลังบ่มเพาะอยู่ภายในนั้น แท้จริงแล้วเขากำลังหยั่งรู้สิ่งใดอยู่กันแน่

“ข้ามีความคิดหนึ่ง!”

เสียงผู้หนึ่งพลันดังขึ้น ทว่าเบาและลึกลับนัก

“อันใด?”

“เจ้าอีกแล้วรึ? เจ้าเข้าใจอะไรอีกล่ะครานี้?”

“ครานี้เจ้ายังกล้าอวดอ้างอีกหรือ?”

ผู้คนต่างหันไปมองด้วยความประหลาดใจ

เพราะตั้งแต่เหยียบเข้าสู่แดนลับศักดิ์สิทธิ์เทียนหยวน ผู้นี้ก็พร่ำพูดอยู่ไม่ขาดปากว่า ‘เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว’ ทว่าพอถามลึกเข้าจริง กลับอธิบายไม่ได้สักครา

“ก่อนหน้านี้ข้าเดาไปเรื่อย แต่ครั้งนี้…ข้าเข้าใจจริง!”

ผู้บ่มเพาะผู้นั้นกล่าวอย่างเอาจริงเอาจัง

“เจ้าจงบอกมาเถิด ว่าศิษย์พี่ฉางเซิงของเรากำลังบ่มเพาะใดอยู่?”

“ใช่ รีบพูดมาเถิด อย่าได้อ้อมค้อม”

ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความอยากรู้

“กล่าวออกมาแล้วพวกเจ้าคงไม่เชื่อ ข้าว่าศิษย์พี่ฉางเซิงน่าจะกำลังใช้วิชาอันเชื่อมฟ้าทะลุดิน ไล่รอยอดีตเพื่อฉายภาพแดนลับศักดิ์สิทธิ์เทียนหยวนขึ้นอีกครา ดูให้ถนัดว่าครั้งกระโน้นเกิดเหตุอันใดขึ้นบ้าง”

เขากล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึม เอ่ยวิเคราะห์ออกมาอย่างเป็นระบบ

“จริงรึ?”

“เอ๊ะ ฟังดูมีเหตุผลอยู่นะ”

“ข้าก็รู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น”

“ใช่ ใช่! ข้าเองก็เคยได้ยินวิชาลักษณะนี้มาก่อน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมศิษย์พี่ฉางเซิงถึงให้พวกเราออกมา เพราะหากมีผู้ใดรบกวนในระหว่างแสดงวิชานี้ อาจถูกสะท้อนกลับด้วยพลังสะท้อนวิถี!”

“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ศิษย์พี่ฉางเซิงช่างมิธรรมดาจริงๆ”

“ใช่แล้ว ศิษย์พี่ฉางเซิงของเราช่างสูงส่งเหลือเกิน!”

เหล่าผู้บ่มเพาะพลันเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าถูกต้องนัก

ทว่าหากลู่ฉางเซิงมาได้ยินเข้า เกรงว่าเขาคงตื่นตะลึงเสียยิ่งกว่าผู้ใด!

เพราะครานี้ พวกเขาเดาถูกเข้าเต็มเปา!

แม้กระบวนการจะแตกต่างไปบ้าง แต่ผลลัพธ์กลับตรงเป๊ะไม่ผิดเพี้ยน!

และในขณะนั้นเอง ประตูเซียนพลันแปรปรวนเล็กน้อย ก่อนที่ลู่ฉางเซิงจะย่างก้าวออกมาจากภายใน

ในทันที เหล่าผู้บ่มเพาะต่างหันสายตามองมาที่เขาพร้อมกัน

“ศิษย์พี่ฉางเซิง ท่านบรรลุสิ่งใดหรือ?”

“ศิษย์พี่ฉางเซิง เกิดสิ่งใดขึ้นภายในนั้นกันแน่?”

ผู้คนต่างเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้

“เส้นทางเซียนได้ขาดสะบั้นลงแล้ว พวกเราผู้บ่มเพาะ ย่อมต้องพึ่งพาพลังของตนก้าวสู่โลกเซียนด้วยสองเท้าของตนเอง”

ลู่ฉางเซิงตอบกลับ เขาได้เตรียมถ้อยคำนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว

ในใจยังคงครุ่นคิดไม่หยุด เหตุใดกัน? ใครกันที่จงใจทำลายแดนลับศักดิ์สิทธิ์เทียนหยวน? และเด็กทารกในห่อผ้าผู้นั้น เป็นใครกันแน่?

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”

“เฮ้อ… สุดท้ายแล้ว เส้นทางเซียน ก็ยังต้องไต่ขึ้นไปทีละก้าว ไม่มีทางลัดใดจะช่วยได้”

“ราวกับเพียงแค่ไขว่คว้าในความว่างเปล่า…”

ผู้บ่มเพาะหลายคนถอนหายใจเงียบๆ

ส่วนพวกเผ่าอสูรกับพวกฝ่ายปีศาจ กลับไม่เชื่อคำพูดของลู่ฉางเซิง พากันเดินเข้าสู่ประตูเซียนโดยไม่เอ่ยคำ

ทว่า เพียงไม่นาน พวกเขาก็กลับออกมาเช่นกัน แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

“ผิดปกตินัก ก่อนหน้านี้มิใช่มีผู้บ่มเพาะรุ่นเก่าเข้าสู่แดนลับศักดิ์สิทธิ์มาก่อนแล้วหรือ? เหตุใดจึงไม่เห็นพวกเขาเลยแม้แต่คนเดียว?”

ในขณะนั้นเอง มีผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

คำพูดนี้ทำเอาทุกคนตะลึงงัน

ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้มิใช่มีเหล่าผู้บ่มเพาะรุ่นเก่าเข้ามาก่อนแล้วหรือ?

พวกเขาหายไปที่ใด?

เหตุใดจึงไร้แม้แต่เงา?

ลู่ฉางเซิงเองก็ไม่รู้เช่นกัน ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย

“พวกเขาก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความเป็นเซียนแล้ว พวกเขาหมายจะต่ออายุขัยตนเองด้วยการบุกทะลุสู่ความเป็นเซียน

แม้เส้นทางนั้นจะขาดลงแล้ว แต่ใช่ว่าจะไร้โอกาสเสียทีเดียว

เพียงแต่ โอกาสนั้นบางเฉียบ เกรงว่าพวกเขาได้ล้มตายอยู่บนเส้นทางนั้นแล้ว”

ขุนพลไร้ความตายรีบกล่าวขึ้นทันที หวั่นว่าหากรอช้าอีกเพียงอึดใจ จะถูกซัดจมดินอีกครา

“ยัง…ยังสามารถเดินต่อไปได้อีกหรือ?”

ผู้บ่มเพาะรุ่นเก่าคนหนึ่งในกลุ่ม เหม่อมองไปยังประตูเซียน ดวงตาทอประกายเรืองรอง พึมพำถามออกมาโดยไม่รู้ตัว

“สามารถเดินหน้าต่อได้ เพียงแต่เส้นทางนั้น ได้ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว”

“ผู้บ่มเพาะชุดแรกที่เข้าไป ล้วนมีอายุขัยใกล้สิ้น พวกเขาเพียงอาศัยลมหายใจสุดท้าย เพื่อเดิมพันเอาชีวิตแลกโอกาสกลายเป็นเซียน”

“อืม แม้โอกาสจะน้อยนิด ก็ยังมีบางคนได้พบครึ่งต้นของสมุนไพรเซียน ต่ออายุขัยได้สำเร็จ ทว่า วิญญาณกลับแตกดับ พวกเราจึงส่งร่างเขาออกไปแล้ว”

สองขุนพลไร้ความตายเอ่ยอธิบายด้วยท่าทีเคร่งขรึม รวมถึงเรื่องของจักรพรรดิชราที่เคยฟื้นชีพจากความตาย ก็ได้อธิบายกระจ่าง

ผู้คนได้ฟังต่างนิ่งอึ้ง

ก่อนหน้านี้ เห็นจักรพรรดิชราฟื้นคืนชีพ ทุกคนต่างเชื่อว่า… เส้นทางสู่ความเป็นเซียนยังมีอยู่จริง

ใครเล่าจะคาดคิดว่า ความจริงจะเป็นเช่นนี้

“ที่แท้เหตุใดก็ปลุกไม่ตื่น เพราะวิญญาณเขาแตกดับไปแล้วนี่เอง”

“เหตุใดเรื่องเลวร้ายถึงเกิดขึ้น? เหตุใดแดนลับศักดิ์สิทธิ์เทียนหยวนถึงได้สูญสิ้นลงเช่นนี้? ข้าไม่เข้าใจเลย หรือว่าถูกสวรรค์ลงทัณฑ์?”

“ไม่มีความหวังเลยจริงๆหรือ?”

“เส้นทางรอดหนึ่งเดียวที่เจ้ากล่าวถึง แท้จริงหมายถึงสิ่งใด?”

ผู้บ่มเพาะทั้งหลายเอ่ยถามต่อเนื่อง ต่างคนต่างยังยึดมั่นในความฝันแห่งการ ‘เป็นเซียน’

“แดนลับศักดิ์สิทธิ์เทียนหยวนล่มสลายได้อย่างไร ข้าเองก็มิรู้ พวกเรามีหน้าที่เฝ้าประตูเท่านั้น เมื่อเราลืมตาตื่นขึ้น ก็พบว่า—ทุกสิ่ง… ได้หายไปแล้ว หากพวกท่านไม่เชื่อ สามารถตรวจสอบจิตของเราด้วยตนเอง”

“ส่วน ‘หนึ่งเส้นทางรอด’ ที่กล่าวถึงนั้น ข้ากับพี่น้องเคยคำนวณไว้ มันช่างมืดมนเกินไป ภายนอกดูคล้ายมีหวัง แต่เอาเข้าจริง กลับยากยิ่งกว่าการบ่มเพาะจนกลายเป็นเซียนเสียอีก

มีเพียงผู้ที่ใกล้ตายจนหมดสิ้นหนทางเท่านั้น ที่ควรลองวัดดวงดูสักครั้ง”

สองขุนพลไร้ความตายอธิบายอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ผู้คนต่างนิ่งเงียบ สุดท้ายก็ได้แต่ทอดถอนใจ

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วพวกเราจะกลับออกไปได้อย่างไร?”

มีผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น เป็นคำถามที่แทงใจดำยิ่งนัก

เมื่อข้างหน้าคือทางตัน แล้วทางกลับอยู่ที่ใด?

“พวกเราสามารถส่งพวกท่านกลับไปได้”

ขุนพลไร้ความตายตอบเสียงเรียบ

กล่าวจบ ทั้งสองก็ร่ายเคล็ดในมือ

เพียงครู่เดียว ประตูเซียนพลันสลาย แทนที่ด้วยประตูบานใหม่ เผยตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

ไม่นานนัก ก็เริ่มมีผู้คนเลือกจะกลับออกไป บางคนยังคงไม่ละความพยายาม พยายามค้นหาสิ่งใดสักอย่างกลับไป

และก็มีบางคน…ถึงขั้นขุดดินกลับไปเพื่อจะนำกลับไปศึกษาโดยละเอียด

ทว่าทีละน้อย ผู้คนก็ทยอยจากไป

ลู่ฉางเซิงเองก็มัวครุ่นคิดบางสิ่งอยู่ พอรู้สึกตัวอีกที เหลือเพียงผู้บ่มเพาะอยู่ไม่กี่คน

เขามิได้กล่าวสิ่งใดมากความ ตัดสินใจจะออกจากที่แห่งนี้

ทว่า ในห้วงขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นในจิตของเขา

“สหาย โปรดหยุดย่างเท้าไว้ก่อน”

เสียงนั้นส่งผ่านเข้ามาทางจิต ลู่ฉางเซิงหยุดฝีเท้าโดยไม่เอ่ยคำ

เป็นการส่งเสียงผ่านพลังจิตของขุนพลไร้ความตาย

เขายืนนิ่งรออยู่ตรงนั้น จนกระทั่ง ผู้บ่มเพาะทั้งปวงจากไปหมด

เหลือเพียงเขา กู่อ้าวเทียน และหม่าเต๋อไคว่เท่านั้น

“สหาย ตอนที่อยู่ในประตูเซียน ท่านได้เห็นสิ่งใดหรือไม่?”

ขุนพลไร้ความตายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม

“อืม”

ลู่ฉางเซิงพยักหน้าตอบสั้นๆ

ขุนพลทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า แล้วหันกลับมามองลู่ฉางเซิงอีกครั้ง

“ในเมื่อท่านคือผู้มีวาสนา เช่นนั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องปิดบัง”

“เราจะเปิดเผยความลับสุดท้ายของแดนลับศักดิ์สิทธิ์เทียนหยวนให้แก่ท่าน แต่ขอบอกไว้ก่อน หากท่านได้รับรู้ความจริงนี้แล้ว อาจนำความยุ่งยากมาสู่ตัวท่าน ท่านยังอยากรับฟังอยู่หรือไม่?”

ขุนพลไร้ความตายกล่าวด้วยท่าทีเคร่งขรึมเป็นพิเศษ

ลู่ฉางเซิงทำสีหน้าจริงจัง พยักหน้าอย่างเคร่งขรึมเช่นกัน

“ไม่ฟัง!”

มีปัญหาทำไมต้องไปฟังด้วยเล่า?

ไม่ฟัง! ไม่ฟัง! ให้ความสวดมนต์เถิด!

ขุนพลไร้ความตาย: “???”

กู่อ้าวเทียน: “???”

หม่าเต๋อไคว่: “???”

ขุนพลทั้งสองนิ่งงัน เจ้าพยักหน้าทำไมถ้าไม่คิดจะฟัง!?

“แค่กๆ สหาย อย่าได้ล้อเล่นเลย”

ขุนพลไร้ความตายถึงกับไอออกมา ไม่รู้จะพูดต่ออย่างไรดี

“ข้ามิได้ล้อเล่น ในเมื่อมันจะก่อปัญหา เหตุใดข้าจึงต้องฟังด้วย? ข้านั้นหาใช่คนโง่เง่าหลงกลใคร!”

ลู่ฉางเซิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม สีหน้าเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวประหนึ่งปราชญ์เมินยุทธภพ!

(จบตอน)

จบบทที่ ตอนที่ 205 ไม่ฟัง! ไม่ฟัง! ควายสวดมนต์!

คัดลอกลิงก์แล้ว