เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 186 เขาชื่อจ้าวหยาง

ตอนที่ 186 เขาชื่อจ้าวหยาง

ตอนที่ 186 เขาชื่อจ้าวหยาง


ตอนที่ 186 เขาชื่อจ้าวหยาง ตั้งแต่กลับจากแดนศักดิ์สิทธิ์มหาอมรเทพ…ก็ไม่ปกติอีกเลย

“หญิงงามล้ำเลิศนี่งามเพียงใดกันแน่หรือ?”

ระหว่างทาง ม้ามังกรอดสงสัยไม่ได้

นั่นเพราะมันไม่เข้าใจคำว่า “หญิงงามล่มเมือง” คืออะไร

“ก็แบบนั้นแหละ! แค่เห็นเพียงแวบเดียว ขาก็ขยับไม่ออกอีกเลย เจ้าฟังไม่ออกหรือไง?”

กู่อ้าวเทียนกล่าว พลางส่ายหน้าอย่างเสียหน้านิดๆ

“ขยับขาไม่ออก? หญิงงามอะไรจะร้ายกาจปานนั้น?”

ม้ามังกรพูดด้วยความไม่อยากเชื่อ

“จริง! ข้าเองแม้ไม่เคยพบซือคงหนานฉินกับตา แต่ได้ยินว่าทุกผู้ที่ได้พานพบ ล้วนตกอยู่ในห้วงมนต์สวาท ถึงกับจิตใจปั่นป่วน ลืมบ้านลืมเมืองกันมาแล้ว!”

บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงรีบเอ่ยขึ้นทันที แม้เขาจะเป็นถึงบุตรศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์เทพสองตนนี้ ก็ยังไม่กล้าแสดงท่าทีเหนือกว่า

“งามกว่าม้าตัวนั้นหรือไม่?”

ม้ามังกรหันไปมองม้าแดงตัวหนึ่งที่ยืนไม่ไกล แล้วกล่าวถามขึ้น

บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิง: “……”

เขาเลือกที่จะไม่ตอบ เพราะรู้สึกว่าการสนทนาเรื่องความงามกับม้า ดูแล้ว…ตนเองต่างหากที่เสียสติ

ทว่าในขณะเดียวกัน ลู่ฉางเซิงกลับเริ่มรู้สึกแปลกประหลาดในใจ

เพราะเขาสังเกตเห็นว่า หนึ่งในศิษย์จื่อชิงที่เดินข้างๆตน แอบลอบมองเขาอยู่บ่อยครั้ง

แม้จะยอมรับว่าตนเองนั้นรูปงาม สูงศักดิ์ หาที่เปรียบมิได้

แต่เจ้าคนผู้นี้เป็นบุรุษแท้ๆ แอบมองเขาทำไมกัน?

สุดท้าย ลู่ฉางเซิงก็อดทนไม่ไหว เขาหันมาถามเสียงเรียบแฝงความสงสัย

“ศิษย์น้อง เหตุใดเจ้าจึงแอบชำเลืองข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเล่า?”

มองสองสามครั้งก็พอเถิด มองอยู่ได้มิรู้จักจบจักสิ้น มีอันใดน่าติดใจนัก?

“ขะ…ข้า ข้า…ศิษย์พี่! ข้าไม่แน่ใจว่าควรกล่าวหรือไม่ แต่ข้าเหมือนรู้จักท่าน!”

ชายหนุ่มคนนั้นตอบออกมาเสียงสั่น ดูท่าจะตื่นเต้นจนพูดติดๆขัดๆ

“รู้จักข้า?”

ลู่ฉางเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาเริ่มเคร่งจริง

“โอ้…ศิษย์พี่ลู่ ข้าว่าศิษย์ผู้นี้คงจะชื่นชมท่านเป็นอย่างยิ่งกระมัง” บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงกล่าว พลางหันไปตำหนิศิษย์ผู้นั้นด้วยสีหน้าขึงขัง

“จ้าวหยาง! เจ้านี่ก็เหลือเกิน แม้ศิษย์พี่ลู่จะรูปงามเหนือมนุษย์ แต่เจ้าก็มองอยู่ได้สองสามคราพอเถิด จะมองอยู่นั่นมิหยุดมิหย่อน หากทำให้ศิษย์พี่ลู่เข้าใจผิดว่าศิษย์จื่อชิงเราล้วนมีนิสัยประหลาด จะไม่เป็นการทำลายเกียรติของแดนศักดิ์สิทธิ์เราหรือไร?”

เมื่อถูกว่ากล่าว ชายผู้นั้นก็รีบพยักหน้ารับเสียงสั่น

“ขะ…ขอรับ! ขอรับ! บุตรศักดิ์สิทธิ์กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก!”

แต่ลู่ฉางเซิงกลับยืนชะงัก สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงน

“เจ้าชื่อจ้าวหยาง?”

เขารู้สึกคุ้นชื่อนี้อยู่ลึกๆภายในห้วงจิต

ฮูวว! ใช่แล้ว!

ในที่สุดเขาก็นึกออก นี่มันเจ้าคนที่หลิวชิงเฟิงเคยยัดโอสถลืมเลือนให้กินไม่ใช่หรือ?!

เกือบลืมเจ้าคนนี้ไปแล้วจริงๆ!

ลู่ฉางเซิงถึงกับตกใจเล็กน้อย

บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเจือแววเวทนา

“ศิษย์พี่ลู่ หากจะกล่าวไปแล้ว เด็กผู้นี้ก็น่าเห็นใจนัก”

“เดิมทีเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เป็นถึงบุตรของผู้อาวุโสระดับสูงของแดนศักดิ์สิทธิ์เรา แม้ไม่ถึงขั้นอัจฉริยะ แต่นับว่าหาได้ยาก”

“แต่ตั้งแต่เดินทางไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์มหาอมรเทพ กลับกลับมาพร้อมอาการความจำสูญสิ้น”

“จนวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ”

“หากข้ารู้ว่าผู้ใดกระทำละก็…ข้าย่อมไม่ไว้หน้าแน่! แน่นอน ศิษย์พี่ลู่ โปรดวางใจ เรื่องนี้ย่อมมิใช่ฝีมือของศิษย์มหาอมรแน่นอน ข้าคิดว่าน่าจะเป็นพวกอิจฉาริษยาแดนศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงของเราต่างหาก!”

สีหน้าบุตรศักดิ์สิทธิ์ดูมืดครึ้ม กล่าวออกมาด้วยความโกรธแค้นสุดขีด

แต่ลู่ฉางเซิงกลับนิ่งสนิท แม้ภายนอกสงบเฉกเช่นเคย ทว่าภายในกลับเริ่มร้อนรนเล็กน้อย

แม้เขาไม่เกรงกลัวบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้เลยสักนิด แต่เรื่องนี้ ก็ดูจะทำให้รู้สึกละอายใจอยู่บ้างจริงๆ

“แต่ก็ยังนับว่าโชคดีอยู่บ้าง” บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ศิษย์น้องผู้นี้ของข้า ความทรงจำเริ่มฟื้นกลับมาบางส่วนแล้ว

แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม แต่ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่วันอาจฟื้นคืนทั้งหมดก็เป็นได้”

“ถึงเวลานั้น หากสืบพบว่าใครคือผู้กระทำ ข้าจะต้องลงโทษอย่างสาสม!”

คำพูดนี้ทำให้ลู่ฉางเซิงรู้สึกหนักอึ้งขึ้นอีกหลายส่วนในใจ

“ศิษย์น้องจ้าวหยาง เจ้าจำสิ่งใดได้บ้างหรือไม่?” ลู่ฉางเซิงหันไปมองเขา ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“เอ่อ…ข้าจำได้แค่ว่า วันนั้นข้าเหมือนจะได้พบใครบางคน แต่รายละเอียดอื่นจำไม่ได้แล้ว”

คำตอบของจ้าวหยาง ทำให้ลู่ฉางเซิงถอนหายใจโล่งอกอย่างเงียบๆ

ดีแล้ว…ยังจำไม่ได้

แต่ครู่ต่อมา เขาก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีกครั้ง

หากวันใดเขาจำขึ้นมาได้เล่า?

หลิวชิงเฟิงตอนนี้ก็หนีหายลอยนวลไปเสียแล้ว หากเรื่องแตก คนที่จะต้องรับเคราะห์ก็คงไม่พ้นเขา!

คิดถึงตรงนี้ ใจของลู่ฉางเซิงก็ยิ่งอึดอัดเข้าไปใหญ่

แต่เพียงไม่นาน แววตาของเขาก็พลันฉายแสงแห่งความคิดขึ้นมา

“ศิษย์น้องหลี่ พูดก็พูดเถอะ บังเอิญนัก ข้าพอมีโอสถเม็ดหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูความทรงจำ แม้ไม่แน่ว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่ขอรับรองว่าไม่เป็นอันตรายแน่”

“อยากให้ศิษย์น้องจ้าวหยางลองดูสักครา ดีหรือไม่?”

ลู่ฉางเซิงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ พร้อมเสนอเม็ดโอสถออกไปอย่างแสนใจกว้าง

“โอ้! ยังมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้อีกหรือ?! เช่นนั้นย่อมต้องลอง!”

บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงตอบรับด้วยความเบิกบาน ไม่มีแม้แต่คำระแวง มิได้เอะใจแม้แต่น้อยว่าลู่ฉางเซิงจะมีเจตนาใดแอบแฝง

ลู่ฉางเซิงจึงล้วงมือเข้าไปในแหวนจักรวาล

หยิบออกมาเป็นเม็ดโอสถเม็ดหนึ่ง โอสถโลหิตหงส์เพลิง

นี่ยังเหลืออยู่เพียงไม่กี่เม็ดแล้ว

เดิมมีอยู่มากพอสมควร แต่ถูกกินจนแทบหมดโดยเจ้าอีกาทองคำ ต่อมาก็โดนม้ามังกรกินไปทั้งขวด

ดีที่ลู่ฉางเซิงยังเหลือเอาไว้อีกไม่กี่เม็ดในมุมลับ

พอดิบพอดี เหมาะแก่การใช้งาน

เมื่อโอสถโลหิตหงส์เพลิงถูกหยิบออกมา กู่อ้าวเทียนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย

แม้เขาจะมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา แต่ในใจกลับเริ่มวุ่นวายด้วยความคิดฟุ้งซ่านสารพัด

ส่วนบุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิง เมื่อได้เห็นเม็ดโอสถนั้น ก็อดมิได้ต้องร้องออกมาอย่างตื่นตะลึง

“โอ้โห! เม็ดโอสถนี้มิใช่ยาธรรมดาแล้ว นี่มันโอสถวิเศษอันดับหนึ่งสำหรับรักษาบาดแผล! เพียงกลิ่นหอมก็ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งกระชุ่มกระชวย!”

“มา มา มา! ศิษย์น้องจ้าวหยาง รีบกินเสียเถิด!”

เขายิ่งเชื่อมั่นเข้าไปอีกว่า เม็ดโอสถนี้ต้องมีพลังฟื้นความจำอันล้ำเลิศอย่างแน่นอน

จ้าวหยางเมื่อได้เห็นเม็ดโอสถนั้น ก็พลันขมวดคิ้วเบาๆ ในห้วงจิตของเขา คล้ายมีเงาภาพอันแตกร้าวผุดขึ้นมารำไร

เมื่อเห็นสีหน้าจ้าวหยางเริ่มเปลี่ยนไป ลู่ฉางเซิงก็ไม่รอช้า เอ่ยคำใดก็เปลืองปากเปล่า ยัดใส่ปากทันที!

จ้าวหยางยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกป้อนเม็ดโอสถเข้าไปแล้ว

พอกลืนลงไปไม่ทันไร พลันมีพลังโลหิตแผ่ซ่านออกมารอบกายของเขา คล้ายม่านหมอกแห่งโลหิต พวยพุ่งล้อมรอบตัว ดูประหลาดยิ่งนัก

ส่วนบุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิง ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง

สิบลมหายใจผ่านไป พลังโลหิตสลายหาย คิ้วที่ขมวดมุ่นของจ้าวหยาง พลันคลายออกทันที

“ศิษย์น้องจ้าวหยาง รู้สึกเช่นไรบ้าง?!”

บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น สายตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง

ทว่าจ้าวหยางกลับมีสีหน้าทื่อๆ มองเขาด้วยดวงตาเปี่ยมความสับสน

“หืม? ลื้อเป็นใคร?”

“อั๊วะเป็นใคร?”

จ้าวหยางเอ่ยเสียงเบา แววตาเลื่อนลอยสับสนไม่รู้ทิศ

ฮูววววว!!!

ในเสี้ยวขณะนั้น บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิง ถึงกับตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือด…แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง!

จากนั้น บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงก็พึมพำกับตนเองเบาๆ

“โอสถเม็ดนี้ช่างน่าอัศจรรย์แท้! ถึงขั้นทำให้ผู้คนบรรลุภาษายุคโบราณเชียวหรือ?! ศิษย์พี่ลู่ ท่านพอมีอีกเม็ดหรือไม่? ให้ข้าสักเม็ดเถิด!”

ลู่ฉางเซิง: “…”

เจ้าบัดซบ…นี่มันโอสถประเภทใดกันแน่?

‘อั๊วะ’ กับ ‘ลื้อ’ ยังจะโผล่มาอีก!

ถ้าได้กินอีกเม็ด ไม่แน่ว่าอาจจะพูดว่า ‘เฮีย’ กับ ‘เฟี๊ยวฟ้าว’ ออกมาก็เป็นได้!

แต่โชคยังดี ดูจากสภาพแล้ว เจ้าหมอนี่คงความจำเสื่อมซ้อนทับซ้ำรอบอีกครั้ง

อืม…ลืมซ้อนลืม! คราวนี้ปลอดภัยแน่นอนแล้ว

ดีมาก! ดีจริงๆ!

ลู่ฉางเซิงโล่งใจในบัดดล แน่นอนว่า เขาไม่ได้คิดจะทำร้ายใครจริงจัง เพียงแต่อยากปกป้องตนเองจากความซวยเท่านั้น

เพื่อมิให้ปล่อยให้เจ้าคนนี้ลอยเคว้ง เขาจึงหยิบคัมภีร์เล่มหนึ่งจากแหวนจักรวาลออกมา คัมภีร์ที่ได้จากแดนลับหลางหยาโดยแท้

จากนั้น เขาก็ผลักส่งเข้าไปในทะเลจิตสำนึกของจ้าวหยาง ตามด้วยพลังบุญบารมีฟ้าดินสายหนึ่ง

ก่อนจะหันมาบอกบุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงว่า

“คัมภีร์นี้คือวิชายุคโบราณ อันมีเงื่อนไขว่ายากแก่การฝึกฝนยิ่งนัก ผู้จะฝึกได้ต้องลืมเลือนทุกสิ่ง ละวางทั้งอดีต กลับคืนสู่จิตบริสุทธิ์ของทารกแรกเกิด”

“ศิษย์น้องจ้าวหยางในตอนนี้ เหมาะแก่การฝึกวิชานี้โดยแท้ นับว่าเป็นวาสนาแห่งตน ข้าคิดว่าย่อมได้ประโยชน์ไม่น้อย”

ลู่ฉางเซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง

คัมภีร์เล่มนี้ใช่ว่าเขาแต่งขึ้นลอยๆ แต่เป็นของแท้จากแดนลับหลางหยา คุณค่าสูงยิ่งกว่าเคล็ดกระบี่ที่แดนศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงมีอยู่เสียอีก

สำหรับจ้าวหยาง นี่เรียกว่า เคราะห์กลายเป็นลาภ โดยแท้

ไหนเลยจะต้องลืมตลอดชีวิต?

บัดนี้ เขาได้รับทั้งคัมภีร์โบราณ ทั้งพลังบุญบารมีฟ้าดิน จะฝึกไม่ก้าวหน้าได้อย่างไร?

ถือว่าลู่ฉางเซิง ชดเชยความผิดนี้เรียบร้อยแล้ว

อืม! ไม่มีความรู้สึกผิดใดตกค้างในใจอีก!

ในขณะเดียวกันนั้นเอง

หมู่คณะของพวกเขาก็เดินทางมาถึงตลาดโบราณหมิงเยว่

และก็จริงดั่งที่บุตรศักดิ์สิทธิ์จื่อชิงกล่าวไว้ไม่มีผิด

ตลาดโบราณยามนี้ ผู้คนแน่นขนัดดั่งมหาสมุทร วงล้อมที่เบียดกันเข้าไปหลายสิบชั้นจนมองไม่เห็นปลาย มิอาจใช้คำว่า “พัน” หรือ “หมื่น” อธิบายได้อีกต่อไป

ต้องใช้คำว่า—นับแสน!

โชคดีที่โลกนี้คือโลกบ่มเพาะ ทุกผู้ล้วนสามารถเหาะเหินเหินเดินอากาศได้

แต่มองขึ้นไปบนฟ้าแล้ว แน่นเสียจนแทบไม่มีช่องว่างให้สายลมลอดผ่าน

หากผู้ใดเป็นโรคกลัวความแออัด เห็นภาพนี้แล้ว ตัวต้องสั่น ใจต้องวูบ เป็นแน่แท้!

(จบตอน)

จบบทที่ ตอนที่ 186 เขาชื่อจ้าวหยาง

คัดลอกลิงก์แล้ว