เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30: กฎเต๋าสิบข้อ

บทที่ 30: กฎเต๋าสิบข้อ

บทที่ 30: กฎเต๋าสิบข้อ


การขอเรียนรู้ด้วยตนเองของเย่เซิงทำให้ทุก ๆ คนหัวเราะเยาะออกมา

นักเรียนหลายร้อยคนจ้องมองเย่เซิงด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์อย่างเห็นได้ชัด  มีหนึ่งในนั้นถึงขั้นตะโกนมาว่า “ถ้าเจ้าสามารถเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองได้แล้วจะมาสถาบันจี้เซวี่ยทำซากอะไร?  ทำไมไม่เรียนอยู่บ้านไปเล่าฮะ?”

หลังที่ได้ยินไอ้นั่นมันมันว่าไอ้พวกที่เหลือก็แหกปากหัวเราะลั่นกันสนั่น  เห็นได้ชัดว่าพวกมันเห็นเขาเป็นตัวตลก

ผู้อาวุโสหานซานถามเขาอีกครั้งว่า “แบบนี้แล้วเจ้ายังยืนยันที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองอีกหรือ?”

เย่เซิงเพิกเฉยการเยาะเย้ยทั้งหมดและยืนยันการตัดสินใจเดิม “ข้าอยากเรียนรู้จากทุก ๆ สาขาไม่ใช่เพียงแค่สาขาเดียวขอรับ”

ผู้อาวุโสหานซานเลยได้แต่ถอนหายใจ “สถาบันจี้เซวี่ยให้ความสำคัญกับการเลือกของนักเรียนมาก่อนเสมอ  เนื่องจากเจ้าได้เลือกเช่นนี้ไปแล้วเจ้าจะไม่สามารถเลือกครูได้ด้วย  สุดท้ายแล้วก็คงไม่มีใครที่ไหนอยากสอนศิษย์ร่วมกับผู้อื่น”

เย่เซิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ  ตราบใดที่ข้าได้รับอนุญาตให้นั่งในชั้นเรียนได้ทุก ๆ ชั้นเรียนแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”

ผู้อาวุโสหานซานพยักหน้าและพูดว่า “เจ้าไปได้แล้ว  นักเรียนคนอื่นต้องเลือกครูของตัวเอง  ในเขตนักเรียนมีบ้านพักนักเรียนอยู่ไปเลือกอยู่ซักหลัง  หลังจากนี้เจ้าต้องพึ่งพาตนเองแล้ว”

“ขอบคุณท่านรองหาน  ข้าขอตัวก่อนขอรับ” เย่เซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี  เขาเพิกเฉยต่อสายตาของนักเรียนคนอื่น ๆ แล้วเดินออกจากลานกว้างทันที

ผู้อาวุโสหานซานหันมาพูดกับพวกที่เหลือว่า “เอาล่ะพวกเจ้าทุกคนมากับข้า  ไปเลือกครูกัน”

...

สถาบันจี้เซวี่ยแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่  พื้นที่หนึ่งมีไว้สำหรับครูอาจารย์  อีกพื้นที่หนึ่งสำหรับนักเรียนใหม่  และอีกพื้นที่หนึ่งสำหรับนักเรียนรุ่นพี่  การแบ่งเขตชัดเจนเป็นอย่างมาก

ในไม่ช้าเย่เซิงก็พบพื้นที่ของนักเรียนใหม่  หลังจากมองไปรอบ ๆ ดี ๆ แล้วเขาก็พบบ้านที่มีกุญแจที่ห้อยอยู่ที่ประตูหลังหนึ่งเลยเดินเข้าไป

บ้านหลังนี้อยู่ภายใต้ต้นหม่อนขนาดใหญ่รอบ ๆ บ้านหลังนี้ไม่มีบ้านหลังอื่นเลยและมันก็เงียบสงบอย่างมาก  ด้านหลังบ้านมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลลงมาตามขอบเขาผ่านตรงนี้แล้วไปที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่หน้าสถาบันจี้เซวี่ย

เย่เซิงเดินเข้าไปในบ้านและพบว่ามีเครื่องเรือนครบครันโดยทุกอย่างใหม่หมดเนื่องจากที่นี่เป็นสถานที่สำหรับนักเรียนใหม่  เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจและรีบถอดรองเท้าอย่างเร็วแล้วลงไปนอนหลับตาอยู่บนเตียง

เย่เซิงไม่ได้ตั้งใจจะนอนหลับแต่เขากำลังจะตรวจสอบตันเถียนดาวโลก  เขาอยากเห็นความเป็นไปของชาวโลกราวกับตัวเองเป็นพระเจ้า

“ก่อนหน้านี่ที่เราข้ามทะเลสาบก็ได้ยินเสียงของปราชญ์ด้วย  ตอนนั้นเราได้ส่งต่อมันสู่ดาวโลกแถมดูเหมือนตอนนี้จะมีคนแปลออกแถมได้อะไรบางอย่างมาแล้ว” เย่เซิงมองด้วยความคาดหวังอย่างสุด ๆ

ในทะเลสาบมีค่ายกลอยู่  โดยผู้อาวุโสของสถาบันจี้เซี่ยหลายชั่วอายุคนได้ทำความเข้าใจปรัชญาของตนแล้วใส่ทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในค่ายกลนั้น  โดยเมื่อได้ยินเสียงของปราชญ์แล้วสามารถถอดรหัสมันได้ก็จะได้รับอะไรบางอย่างกลับมา

เสียงที่เย่เซิงได้ยินนั้นอ่อนมากและยากที่จะจับ  แต่อัจฉริยะบนโลกสามารถเข้าใจได้

บางคนสามารถเข้าใจได้ทันที  และบางคนก็ฉลาดทำการบันทึกสิ่งที่ได้ยินแล้วค่อยนำมาคลำทางทำความเข้าใจอย่างช้า ๆ

เย่เซิงรีบตรวจสอบอย่างรวดเร็วและค้นพบทันทีว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ได้ยินคือวิชาโบราณโดยเป็นกฎเต๋าสิบข้อ

‘กฎเต๋าสิบข้อ!’

อู้เจี้ยน (ควบคุมกระบี่)!  ฮูเฟิง (เรียกลม)!  เต๋าไห่ (ทะเลคลั่ง)!  ฮ่วนหยู่ (เรียกฝน)!  ปานซาน (ย้ายภูเขา)!  เช่อหลิง (อภัยให้ไว)!  เฉิงหยุน (ขี่เมฆ)!  จินกัง (เหล็กทอง)!  เซว่เจี่ย (ปลดอาวุธ)!  โหยวหุน (วิญญาณพเนจร)!

กฎเต๋าสิบข้อนี้มีเพียงนักพรตเต๋าอัจฉริยะเท่านั้นที่จะเชี่ยวชาญได้  อย่างเช่นอู้เจี้ยนเมื่อถึงขั้นหรูเหมินแล้วจะสามารถใช้กระบี่หนึ่งเล่มฟาดฟันศัตรูที่อยู่ไกลนับร้อยลี้ได้ปานเทพยดาลงมือ

ฮูเฟิง!  สามารถควบคุมสายลมอันยิ่งใหญ่ให้เป็นอาวุธจู่โจมโหมกระหน่ำใส่ศัตรูเป็นวงกว้าง

เย่เซิงได้เห็นกฎเต๋าทั้งสิบจนครบแล้วเขาก็ตกใจอย่างยิ่ง  เขาไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะมีวิชาเต๋ามากมายถึงขนาดนี้ปะปนอยู่ในเสียงของปราชญ์

แม้ว่าชื่อของวิชาพวกนี้จะบ้าน ๆ ไม่เจ๋งแต่พลังความแรงกลับไม่ธรรมดา

และหลังจากที่เขาได้รวบควมทั้งสิบมาเรียบเรียงเสร็จแล้วเย่เซิงก็ได้ส่งต่อให้กับทั้งโลกไปอีกรอบ

ตู้ม!

หินก้อนใหญ่สองสามพันก้อนตกลงมาจากฟ้าสู่ส่วนต่าง ๆ ของโลก  แต่ละก้อนสลักเอาไว้ด้วยกฎเต๋าสิบข้อให้ชาวโลกทั้งหลายได้เรียนรู้

เมื่อมีสิบคนไปถึงขั้นเสวฮุ่ยของแต่ละข้อ  เย่เซิงก็จะไปถึงขั้นเสวฮุ่ยของแต่ละข้อด้วย  หากมีร้อยคนถึงขั้นเสวฮุ่ยของแต่ละข้อจะทำให้เย่เซิงเป็นขั้นหรูเหมินของแต่ละข้อได้โดยอัตโนมัติ

นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมเย่เซิงถึงไม่เต็มใจที่จะเรียนรู้จากสาขาเดียว  ก็เพราะว่าตันเถียนของเขาในตอนนี้เป็นสูตรโกงอันไม่น่าเชื่อ  เมื่อเขามาถึงสถาบันจี้เซวี่ยซึ่งมีตำรานับไม่ถ้วนแล้วมีหรือที่จะไม่หาประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้มันถึงที่สุด  แบบนั้นไม่เท่ากับมาเสียเปล่าหรอกเหรอ?

“ต้องส่งต่อวรยุทธ์ทั้งหมดของสถาบันจี้เซวี่ยให้แก่โลก  ในไม่ช้าทุก ๆ คนบนโลกจะเริ่มฝึกฝนและช่วยให้เราเติบโตได้อย่างรวดเร็ว” เย่เซิงได้ตัดสินใจแล้วว่าแผนการต่อไปคืออะไร

กฎเต๋าสิบข้อนั้นยังคงทำให้ทั่วทั้งโลกฮือฮา  ทุก ๆ คนต่างปิติยินดีและเริ่มกระบวนการทำความเข้าใจอย่างไม่รอช้า  ยิ่งพวกที่เป็นนักพรตเต๋าอยู่แล้วนั้นยิ่งมีแต่จะดีใจ

นักพรตเต๋าทั้งหลายล้วนศึกษากฎเกณฑ์ธรรมชาติภายนอกทุกประเภทตั้งแต่ยังเล็ก ๆ แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่อาจพัฒนาต่อด้วยความรู้เดิมได้  ตอนนี้ทุก ๆ อย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว  เย่เซิงได้มอบเส้นทางที่แน่ชัดให้ทำให้เหล่านักพรตเต๋าทั้งหลายต่างออกมาทำงานกันอย่างหนักโดยการฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อทันที

หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งวันก็มีบางคนถึงขั้นเสวฮุ่ยแล้วในแต่ละข้อ  และมีข้อหนึ่งที่มีคนเข้าถึงขั้นเสวฮุ่ยเกินสิบคน

ข้อนั้นก็คือ ‘ฮูเฟิง!’

เย็นวันนั้นเย่เซิงลืมตาขึ้นและสัมผัสได้ถึงความร้อนภายในวิญญาณ  มีคนสิบคนเรียนรู้ฮูเฟิงจนถึงขั้นเสวฮุ่ยแล้วดังนั้นทางด้านเย่เซิงจึงเป็นขั้นเสวฮุ่ยไปด้วยโดยอัตโนมัติ!  กฎเต๋านั้นแตกต่างจากวรยุทธ์ทั่ว ๆ ไป  พวกมันใช้พลังงานจากวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรเลยทำให้เย่เซิงรู้สึกเหมือนว่าหัวสมองของตัวเองมีอุณภูมิสูงขึ้น

พลังงานในจิตใจเขาก็เริ่มขยายตัว  และในไม่ช้ามันเมื่อมาถึงระดับหนึ่งแล้วเย่เซิงก็พูดเบา ๆ ว่า “ฮูเฟิง!”

เกิดสายลมพัดผ่านหน้าผากของเขาทำให้ผมปลิวไสว

“ก็โออยู่  ถึงตอนนี้จะยังกากแต่มันก็พึ่งจะแค่ฮูเฟิงเท่านั้น  รอให้พลังวิญญาณเยอะ ๆ ก่อนเดี๋ยวมันก็แรงขึ้นเอง” เย่เซิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

พลังที่ใช้ออกเมื่อกี๊นี้พอ ๆ กันกับโฮ่วเทียนหนึ่งชั้นฟ้า  แต่ในสายเต๋าจะเรียกระดับนี้ว่าหย่างหุน (หล่อเลี้ยงวิญญาณ) หนึ่งชั้นฟ้า

ระดับของสายเต๋าจะแบ่งออกเป็นระดับหย่างหุนกับชูเฉี่ยว (ละกาย) ซึ่งจะสอดคล้องกับสายวรยุทธ์คือระดับโฮ่วเทียนกับเซียนเทียน

หย่างหุนหนึ่งชั้นฟ้าสอดคล้องกับโฮ่วเทียนหนึ่งชั้นฟ้า  เย่เฟิงในตอนนี้พึ่งจะเริ่มฝึกสายเต๋าจึงได้มีระดับต่ำกว่าระดับวรยุทธ์

แต่นี่ก็สามารถทำให้เขาประหลาดใจได้แล้ว

“เราเลือกถูกแล้วจริง ๆ ด้วย  การฝึกเต๋าและวรยุทธ์ควบคู่กันไปจะทำให้เราแข็งแกร่งเพิ่มมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า  แถมพลังที่ได้ก็ยังไม่ใช่ธรรมดาอีก” เย่เซิงยิ้มให้กับความฉลาดเลือกของตัวเองอย่างมีความสุข

วรยุทธ์และเต๋าเป็นสองสายที่แตกต่างกัน  เต๋านั้นมุ่งเน้นการฝึกจิตใจส่วนวรยุทธ์มุ่งเน้นการฝึกกาย  ทั้งคู่ต่างมีข้อดีข้อด้อยกันไปคนละแบบ  และตอนนี้เย่เซิงได้รวมเอาข้อดีของทั้งคู่เข้ามาไว้กับตัวเองแล้ว  อนาคตของเขาจึงดูแล้วน่าจะสดใสอย่างเหลือจะเชื่อ

“การมาที่สถาบันจี้เซวี่ยนี่เป็นทางเลือกที่ดีจริง ๆ ต่อไปก็ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าและเติบโตขึ้นโดยเร็วที่สุด” เย่เซิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างมาก

ตอนนี้ก็เย็นย่ำค่ำแล้ว  กลุ่มนักเรียนใหม่ได้เข้ามาแถว ๆ บริเวณพื้นที่นี้เพื่อเลือกบ้านอยู่  ก่อนหน้านี้พวกเขาเสียเวลาไปตลอดบ่ายเพื่อเลือกอาจารย์เพียงหนึ่งเดียวในชีวิต  และเมื่อได้แล้วแต่ละคนเลยมาที่นี่เพื่อเลือกบ้านอยู่อย่างมีความสุข

ฟางฉงหลงเองก็กลับมาด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข  เขารีบเข้ามาบอกข่าวดีของตนเองให้เย่เซิงฟัง “พี่เย่ ๆ บ่ายนี้ข้าได้กลายเป็นนักเรียนของนักพรตเต๋าผู้ยิ่งใหญ่แห่งภูเขาหลงหู่ (พยัคฆ์มังกร) นามว่านักพรตชิงซูด้วยล่ะ”

“ยินดีด้วย!  ได้ยินมาว่าภูเขาหลงหู่เป็นขุมกำลังหลักของสายเต๋าเลยด้วยนี่” เย่เซิงกล่าวด้วยความประหลาดใจ  ถึงเขาจะเป็นเพียงเด็กเก็บตัวที่ไม่ได้รับอนุญาติให้มารับรู้เรื่องโลกบำเพ็ญเพียรมาก่อนก็ตาม  แต่ก็ยังเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้างเหมือนกัน

ฟางฉงหลงหัวเราะอย่างมีความสุข “นักพรตชิงซูกล่าวว่าข้ามีศักยภาพในการฝึกเต๋าสูงมาก  ต่อให้อายุสิบหกแล้วแต่เนื่องจากมีพื้นฐานดีจึงสามารถเรียนรู้เต๋าและเริ่มต้นใหม่ได้เร็ว”

“แล้ววรยุทธ์ของเจ้าล่ะ?” เย่เซิงถามด้วยความสงสัย

“พี่เย่เอ๋ย  คนเราถ้าเลือกปลาแล้วก็ต้องตัดใจจากอุ้งตีนหมี  ตัวข้าได้เลือกเต๋าแล้วดังนั้นข้าจะต้องทิ้งวรยุทธ์ไปเสีย  คนแต่ละคนล้วนมีขีดจำกัดดังนั้นจึงไม่ควรโลภ  ข้าเองก็ขอถือวิสาสะแนะนำเจ้าให้เลือกเอาทางเต๋าไม่ก็ทางวรยุทธ์ไม่สายใดก็สายหนึ่งก่อนจะดีกว่า” ฟางฉงหลงกล่าว

เย่เซิงพยักหน้าอย่างสงบและพูดว่า “เข้าใจอยู่”

ฟางฉงหลงรู้จากปฏิกิริยาของเย่เซิงได้เลยว่าเขาโน้มน้าวไม่สำเร็จจึงไม่พูดต่อ

และเมื่อเขากำลังจะจากไปก็มีคนตะโกนมาจากนอกบ้านว่า “ข้าถูกใจบ้านหลังนี้  ยกให้ข้าแล้วออกไปซะ!”

จบบทที่ บทที่ 30: กฎเต๋าสิบข้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว