เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28: ฟางฉงหลง

บทที่ 28: ฟางฉงหลง

บทที่ 28: ฟางฉงหลง


เย่เซิงเดินออกจากเซียนหยางไปตามถนนที่ทอดยาวไปยังสถาบันจี้เซวี่ย  เขาใช้จี้เฟิงปู้ทำให้เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วพอ ๆ กับม้าหรือรถม้าวิ่ง

พลังปราณภายในตันเถียนโคจรไม่หยุดหย่อน  เมื่อเทียบกับโฮ่วเทียนสามชั้นฟ้าคนอื่น ๆ แล้วถือว่าเย่เซิงมีความได้เปรียบมากกว่าเยอะ

ผนึกสังสารวัฏยังคงควบแน่ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่เสร็จ  แต่พลังของมันกลับมีมหาศาลและเป็นไพ่ตายอีกใบหนึ่งของเย่เซิง

ระหว่างทางไปสถาบัน  เย่เซิงสังเกตว่ามีคนจำนวนมากที่กำลังเร่งรีบเดินทางราวกับว่ากำลังจะไปสถาบันด้วย

เย่เซิงวิ่งครบหนึ่งร้อยลี้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามและมาถึงทางเข้าสถาบันจี้เซวี่ยได้ในที่สุด

สถานศึกษาขนาดมหึมานี้ตั้งอยู่กลางทิวเขา  อาคารนับไม่ถ้วนที่เห็นกินบริเวณกว้างขวางออกไปไกล  แต่กลับไม่ได้ทำลายบรรยากาศทิวเขาให้มัวหมองแต่เพิ่มความงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพมายา

ที่หน้าทางเข้าสถาบันเป็นทะเลสาบขนาดมหึมา  ชายฝั่งมีเรือประมานสามสิบสี่สิบลำจอดอยู่โดยไม่มีคนเรือ  เมื่อเย่เซิงมาถึงเขาก็หยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่

“นี่พี่ชาย  เจ้าเองก็เป็นนักเรียนของสถาบันจี้เซวี่ยด้วยหรือ?” คนที่อยู่ข้าง ๆ เย่เซิงเห็นเขาเอาแต่ยืนงงเลยถามขึ้นมา

“อาฮะ  แต่เห็นไม่มีคนพายเรือแสดงว่าเราต้องพายไปเองใช่หรือไม่?” เย่เซิงหันไปตอบและถามกลับ

“ใช่แล้ว  มันเป็นหนึ่งในประเพณีของสถาบันน่ะ  เห็นว่ามีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หลงแล้ว  ทะเลสาบนี่ก็ไม่ใช่ธรรมดานา~  ภายในมีค่ายกลเพียบเลยชาวบ้านทั่ว ๆ ไปข้ามไม่ได้หรอก  นักเรียนต้องเป็นผู้เข้าไปบุกเบิกเองซึ่งระหว่างทางอาจเจอเหตุการณ์พิเศษ ๆ บางอย่างด้วยก็เป็นได้” นักเรียนคนนั้นตอบ

เย่เซิงมองดูนักเรียนคนนี้อย่างละเอียด  ใบหน้าดูอ่อนเยาว์รูปร่างผอมเพรียว  สวมชุดสีขาวมีรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนที่เข้าถึงง่าย

“ไม่ทราบพี่ชายชื่ออะไรเหรอ?” เย่เซิงถาม

“ข้าชื่อฟางฉงหลงจากเซียนหยาง” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม

“ข้าเย่เซิงจากเซียนหยางเหมือนกัน” เย่เซิงกล่าวพลางป้องมืออย่างสุภาพ

“พี่เย่ขึ้นเรือด้วยกันเถอะ” ฟางฉงหลงแนะนำ

“อื้ม” เย่เซิงพยักหน้า

พวกเขาไปขึ้นเรือเล็กลำหนึ่งและออกเรือโดยที่ฟางฉงหลงเป็นคนพายอยู่ท้ายเรือ  ส่วนเย่เซิงนั่งอยู่ทางหัวเรือ

“พี่เย่เข้าสถาบันจี้เซวี่ยพร้อมกับเหล่าครูเมื่อหลายวันก่อนใช่หรือไม่?” ฟางฉงหลงถามด้วยความสงสัย

เย่เซิงส่ายหัวตอบ “ข้าได้รับการรับรองให้มาเข้าเรียนในสถาบันจี้เซวี่ยน่ะ”

ฟางฉงหลงตกตะลึง “มีการรับรองให้มาเข้าเรียนด้วยเหรอ?”

“ช่าย~  ถ้ามีผลงานดีก็สามารถได้รับการรับรองให้เข้าเรียนน่ะ” เย่เซิงตอบอย่างสบาย ๆ

“โห  ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย” ฟางฉงหลงพูดพลางส่ายหัว

“ตอนนี้ก็ได้รู้แล้วไง” เย่เซิงกล่าวยิ้ม ๆ

“ก็จริงล่ะนะ  ว่าแต่พี่เย่อยากไปเรียนรู้เรื่องใดที่สถาบันจี้เซวี่ยรึ?” ฟางฉงหลงถามอีกครั้ง

“แล้วสถาบันจี้เซวี่ยสอนอะไรบ้างล่ะ?” เย่เซิงถามด้วยความสงสัย

“สถาบันจี้เซวี่ยแบ่งออกเป็นหลายสายหลายสาขาวิชา  มีทั้งปรมาจารย์จอมยุทธ์  ปรมาจารย์บัณฑิต  ผู้อาวุโสเต๋า  พระ  ปรมาจารย์สายมาร  ศิษย์ระดับเริ่มต้นทุก ๆ สามารถเลือกเรียนสาขาได้ตามที่ต้องการ” ฟางฉงหลงกล่าว

“มีการสอนสายมารด้วยเหรอ?” เย่เซิงถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“แล้วทำไมจะไม่มีล่ะ?” ฟางฉงหลงถามกลับ

“ก็ชื่อเสียงของพวกพรรคมารมันไม่ค่อยดีนักไง” เย่เซิงตอบ

“สี่นิกายใหญ่ก็มีบางส่วนที่เป็นสายมารแถมยังทรงพลังสุด ๆ ในต้าฉินด้วย  สถาบันจี้เซวี่ยบอกว่าเป็นสถาบันที่ครอบคลุมทุกศาสตร์ทุกสายดังนั้นมีหรือที่จะไม่มีสายมาร” ฟางฉงหลงอธิบายให้ฟัง

“สี่นิกายใหญ่?  ไม่ใช่มีนิกายหนึ่งโดนทำลายจนราบคาบไปแล้วเหรอ?” เย่เซิงถามอย่างสงสัย

“เจ้าหมายถึงนิกายสังสารวัฏ?  หลังจากพัฒนามาสิบเจ็ดปีศาลาฉางเซิงได้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่นิกายใหญ่แทนที่นิกายสังสารวัฏไปแล้ว” ฟางฉงหลงตอบ

เย่เซิงพยักหน้าก่อนจะทำท่าครุ่นคิดอยู่ลึก ๆ ก่อนที่จะเงยหน้ามองฟางฉงหลงแล้วถามว่า “แล้วเจ้าล่ะจะเข้าสาขาไหน?”

“สายเต๋า  ข้าอยากเรียนเต๋า  มันทั้งวิเศษและลึกลับยากจะคาดเดาอย่างน่าที่ยิ่ง” ฟางฉงหลง กล่าวอย่างตื่นเต้น

“ขอให้โชคดี” เย่เซิงอวยพรให้ล่วงหน้า

“ขอบใจมาก  ตอนที่สถาบันจี้เซวี่ยกำลังรับสมัครข้าได้กรอกใบสมัครไปแล้วว่าต้องการเรียนเต๋า” ฟางฉงหลงกล่าวอย่างมีความสุข

เย่เซิงพยักหน้าโดยในใจกำลังคิดว่าจะเอายังไงดี

ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่นั้นเรือเล็กก็มาถึงใจกลางทะเลสาบแล้ว  ทะเลสาบที่สงบและเป็นประกายระยิบระยับภายใต้แสงแดด  ด้วยคลื่นน้ำอ่อน ๆ จากลมและการพายเรือ  เย่เซิงมองลงไปดูเงาในน้ำอย่างพิษวงงงงวยเหมือนเห็นภาพลวงตา

เห็นว่าเหมือนมีบัณฑิตกำลังโต้เถียงความรู้  จอมยุทธ์กำลังต่อสู้  นักพรตเต๋ากำลังฝึกปราณ  ปรมาจารย์สายมารใช้ออกกระบวนท่า  ภาพมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมาทีละภาพ ๆ

ฟางฉงหลงพูดอย่างตื่นเต้นว่า “นี่เป็นฉากของสถาบันจี้เซวี่ยในอดีต  ดอกไม้แห่งสรรพวิชามากมายเบ่งบานโดยแต่ละดอกล้วนมีจุดเด่นของตน  ฝ่าบาททรงรื้อฟื้นสถาบันขึ้นมาโดยหมายที่จะฟื้นฟูภาพความรุ่งโรจน์ของสถาบันแห่งนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

เย่เซิงนั่งเงียบ ๆ ด้านหัวเรือและเฝ้าดูภาพลวงตาตรงหน้า  ภาพแต่ละที่กำลังฉายไปเรื่อย ๆ อยู่นั้นเขารู้สึกเหมือนว่ากำลังได้ยินได้ฟังเสียงใครก็ไม่รู้กำลังโต้เถียงกันอยู่  และเมื่อเขาตั้งใจฟังมันดี ๆ ก็พบว่าเหมือนจะเป็นเคล็ดวิชาอะไรซักอย่างซึ่งน่าประหลาดมากจริง ๆ

“ได้ยินเสียงอะไรไหม?” เย่เซิงถามฟางฉงหลง

ฟางฉงหลงส่ายหัว “พี่เย่ได้ยินอะไรเหรอ?”

“ฟังดูเหมือนมีคนกำลังพูดอยู่  แต่เมื่อข้าตั้งใจฟังมันกลับยุ่งเหยิงไปหมดเหมือนมีคนนับพันกำลังโต้เถียงกันไปคนละเรื่องและเสียงก็กลับเบาลง ๆ” เย่เซิงตอบอย่างตรงไปตรงมา

“นั่นคือเสียงของปราชญ์!  พี่เย่ฟังให้ดี ๆ ล่ะหากเจ้ามีโอกาสได้คัมภีร์หรือเคล็ดวิชาจากสมัยโบราณอะไรอยู่ล่ะก็นั่นถือเป็นพรของเจ้าแล้ว” ฟางฉงหลงกล่าวอย่างสนุกสนานและอิจฉา

เย่เซิงหลับตาลงอย่างรวดเร็วและตั้งสมาธิเพื่อฟังอย่างระมัดระวัง

แต่เสียงก็ยังวุ่นวายเกินไปเขาขมวดคิ้วตั้งสมาธิแต่ก็ไม่สามารถแยกเสียงได้

‘ตันเถียนดาวโลก!’ ทันใดนั้นเย่เซิงนึกอะไรบางอย่างออกเขาเลยเปิดใช้งานตันเถียนดาวโลกของตนทำให้ชาวโลกทุกคนได้ยินเสียงทุกอย่างที่เขาได้ยิน

ในชั่วพริบตานั้นเองทุกคนบนโลกต่างตกตะลึงกันอย่างมาก  พวกเขาทั้งหมดมองขึ้นไปบนท้องฟ้าโดยไม่รู้ว่าเสียงนี้มาจากไหน

แต่ก็มีบางคนที่มีทักษะการรับรู้ที่ไม่ธรรมดาอยู่ด้วย  พวกเขาเริ่มบันทึกทุกสิ่งที่เย่เซิงได้ยินและปล่อยให้ชาวโลกได้ยินด้วยในทันที

หลังจากที่ผ่านไปครึ่งชั่วยามฉากที่เปลี่ยนแปลงไปมานี้ก็สิ้นสุดลง

หลังจากที่เสียงหยุดลงเย่เซิงก็ลืมตาขึ้นและมองไปรอบ ๆ เขาจึงได้เห็นว่าตัวเองข้ามฟากมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบแล้ว

“พี่เย่ได้อะไรจากเสียงที่ได้ยินนั่นบ้างหรือไม่?” ฟางฉงหลงถาม

“มันยุ่งเหยิงมากเกินไป  สมองข้าสับสนไปหมดแล้ว” เย่เซิงส่ายหัวอย่างเสียใจ

“นั่นช่างน่าเสียดายนัก  ข้าตั้งใจจะใช้เวลาอยู่ที่ทะเลสาบนานขึ้นเพราะเห็นว่าเจ้าขมวดคิ้วอย่างหนัก  แต่ข้าก็รู้นะว่าการที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องยากมาก” ฟางฉงหลงกล่าวด้วยความรู้สึกเสียใจไปด้วย  เขาเชื่อสิ่งที่เย่เซิงพูดเพราะว่าหลายคนสามารถได้ยินเสียงของปราชญ์  แต่ผู้ที่เข้าใจและได้รับอะไรบางอย่างจากเสียงนี้กลับมีน้อย  อาจมีไม่ถึงหนึ่งในร้อยด้วยซ้ำไป

เย่เซิงยืนขึ้นและพูดอย่างแน่วแน่ว่า “เรื่องแบบนี้ข้าไม่สามารถบังคับได้หรอก  ยังไงก็ไปสมัครกันก่อนเถอะ”

“อื้ม” ฟางฉงหลงพยักหน้าทันที

ทั้งสองคนลงจากเรือและได้เห็นว่าสถาบันจี้เซวี่ยนั้นถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างสวยสดงดงามมากจริง ๆ ทางเดินหินกรวด  บรรยากาศโดยรอบเขียงขจีมีดอกไม้หลากสีสันแซมอยู่ทั่วไปซึ่งส่งกลิ่นหอม ๆ ตลบอบอวลไปตามลม  มีทั้งผึ้งและผีเสื้อหลากสีมากมายต่างมาตอมดอกไม้เหล่านั้น

ไม่ได้มีแค่เย่เซิงและฟางฉงหลงเท่านั้นที่รออยู่ที่ทางเข้าของสถาบันจี้เซวี่ย  ยังมีคนอีกอย่างน้อย ๆ ก็สามสี่ร้อยคน  ซึ่งทั้งหมดต่างก็เป็นผู้ผ่านการทดสอบเข้าเรียนที่นี่ทั้งสิ้น

ในหมู่คนเหล่านี้มีลูกหลานหลายคนจากตระกูลที่ร่ำรวย  และยังมีอีกหลายคนมาจากตระกูลที่ไม่มีชื่อเสียงอะไร  จะเหมือนกันก็แต่ทุก ๆ คนล้วนเป็นอัจฉริยะโดยไม่มีข้อยกเว้น

เย่เซิงมองไปรอบ ๆ และพบว่าระดับการฝึกฝนของตัวเองนั้นต่ำสุดเลย  กลิ่นอายของตนเรียกได้ว่าอ่อนแอที่สุดแล้ว  โฮ่วเทียนสามชั้นฟ้าเป็นที่สะดุดตาจนทุก ๆ คนต้องหันขวับมามอง

จบบทที่ บทที่ 28: ฟางฉงหลง

คัดลอกลิงก์แล้ว