เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: นายหญิงสาม

บทที่ 12: นายหญิงสาม

บทที่ 12: นายหญิงสาม


แต่การโจมตีอันรุนแรงที่เขาคาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น  เนื่องจากมีคนมาขวางทางจิ้งจอกขาวหยกไว้

คนที่มาเป็นแม่ชีในชุดคลุมเต๋า  นางปรากฏตัวต่อหน้าเย่เซิงและปกป้องเขาจากจิ้งจอกขาว

จิ้งจอกขาวกระทืบเท้าแล้วพูดว่า “ไหน่ไน (ป้า/อาหญิง  ยังไม่รู้อันไหนทับศัพท์ไปก่อน) อย่ามาขวางนะเจ้าคะ!  ไอ้โรคจิตนี่มันแอบดูข้าอาบน้ำ!”

เย่เซิงรีบอุธรณ์ทันที “ข้าไม่ได้ตั้งใจซักหน่อย  วันนี้ข้าขึ้นเขามาเพื่อกราบหลุมศพแม่  จากนั้นก็ฝึกฝนจนเหงื่อท่วมไปทั้งตัวเลยไปหาที่อาบน้ำเท่านั้นเอง  ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินแม่นางนั่นเลยแม้แต่นิดเดียว”

“แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ รีบ ๆ ตายไปซักที่ซิ!” ยัยจิ้งจอกขาวไม่ยอมปล่อยเขาและชี้นิ้วขึ้นอีกครั้ง

“เอาล่ะพอ ๆ ข้ารู้จักเด็กคนนี้ดังนั้นเจ้าห้ามฆ่าเขา” น้ำเสียงที่อ่อนโยนได้หยุดการจู่โจมของจิ้งจอกขาว

ทั้งเย่เซิงและจิ้งจอกขาวต่างก็มองแม่ชีด้วยความประหลาดใจ

“ไหน่ไนรู้จักเจ้าคนผู้นี้ด้วยหรือเจ้าคะ” จิ้งจอกขาวกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

เย่เซิงเองก็สำรวจตรวจดูนางอย่างอยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน  เพราะตัวเขาที่โดนขังอยู่ในหวางฝูบัดซบตลอดทั้งชีวิตแทบไม่เคยออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวัน  แล้วทำไม่ถึงได้มีคนนอกรู้จักเขาได้ล่ะ?

แม่ชีไม่ตอบและหันหน้าไปหาเย่เซิง

เย่เซิงจ้องไปที่แม่ชีและทันใดนั้นก็อุทานด้วยความประหลาดใจ “นายหญิงสาม?”

แม่ชีนางนี้เป็นภรรยาคนที่สามของเย่หวางเหย่  นางได้ให้กำเนิดลูกชายแต่เขากลับถูกทุบตีจนตายเพราะแอบเรียนวรยุทธ์โดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วโดนเย่หวางเหย่จับได้  หลังจากนั้นนางเลยออกจาหวางฝูตระกูลเย่มาอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ใกล้ ๆ กับเพื่ออาศัยอยู่อย่างเงียบๆ ใกล้วัดหานซาน

เย่เซิงน้อยในวัยเยาว์เคยเห็นหญิงนางนี้มาก่อน  นางงดงามพอ ๆ กับแม่ของเขาเลย  งามยิ่งกว่าทั้งนายหญิงใหญ่และนายหญิงสองรวมกันซะอีก  เวลาผ่านไปแล้วกว่าสิบปีแต่ดูเหมือนว่าเวลาจะไม่อาจทำอะไรความงามของนางได้เลยแม้แต่น้อย  ดังนั้นเย่เซิงจึงจำนางได้ในทันที

แม่ชีคนงามมองเย่เซิงพร้อมกับยิ้มให้  จากนั้นก็ถอนหายใจ “ตั้งแต่ที่ได้เห็นเจ้าครั้งสุดท้ายก็ผ่านมาหลายปีแล้ว  ตอนนี้เจ้าโตขึ้นมากเลย”

“เย่เซิงคารวะนายหญิงสามขอรับ” เย่เซิงรีบยืนขึ้นแล้วประสานมือทักทายอย่างสุภาพ

“ไม่จำเป็นต้องมากพิธีกับข้าหรอก  บัดนี้ข้าเป็นคนนอกตระกูลหาใช่นายหญิงสามแห่งหวางฝู่ตระกูลเย่อีกต่อไปแล้ว” แม่ชีโบกมือแล้วกล่าวด้วยอาการสงบ

จิ้งจอกขาวที่แปลงร่างเป็นคนสวมใส่เสื้อผ้าพลิ้ว ๆ น่ารักถามด้วยความสงสัย “เจ้าผู้นี้เป็นเครือญาติของไหน่ไนหรือเจ้าคะ?”

“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด  เขาเป็นเยาวชนในตระกูลและไม่ได้มาเพื่อแอบมองเจ้าอาบน้ำหรอก  เรื่องนี้ให้มันแล้วกันไปเถอะ” แม่ชีพูด

“อะไรนะ?  มันเห็นเรือนร่างของข้าแล้ว  แล้วจะให้ข้าปล่อยเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกันเล่า” จิ้งจอกขาวกัดฟันกรอด ๆ พูดด้วยสีหน้าเย็นชา

เย่เซิงกล่าวขอโทษ “เรื่องนี้ข้าเป็นคนผิดเอง  แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรถึงจะหายโกรธเล่า?”

“ง่ายมาก  ยอมควักลูกตาเจ้าออกมาเสียดี ๆ” จิ้งจอกขาวพูดอย่างหน้าตาเฉย

เย่เซิงสะดุ้งโหยง  แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะทำตามที่นางขออย่างแน่นอน

“หลิงเอ๋อ  ให้มันน้อย ๆ หน่อย” แม่ชีพูดเบา ๆ

“ได้  เนื่องจากเข้าเป็นญาติของไหน่ไนดังนั้นข้าจะยอมผ่อนปรนให้  มาให้ข้ากระทืบซะดี ๆ” หลิงเอ๋อ กล่าว

เย่เซิงได้แต่ทุกข์ระทมขมขื่น “นี่ ๆ แม่นาง  ความแข็งแกร่งของเจ้าน่ะสูงส่งยิ่งกว่าคนระดับเดียวกันอีกนา  อย่าว่าแต่กระทืบเลย  แค่ฝ่ามือเดียวข้าก็รับเจ้าไม่ไหวหรอก”

หลิงเอ๋อย่นจมูกงาม ๆ แล้วพูดว่า “เจ้าพูดถูก  เจ้านั้นกระจอกเกินไป  กระจอกจนไม่อาจรับข้าได้แม้แต่ฝ่ามือเดียว  ถ้าข้ากระทืบเจ้าจริง ๆ ล่ะก็ต่อให้ไม่ตายก็พิการ  เมื่อเป็นเช่นนั้นไหน่ไนก็จะมาโทษข้าอีก”

“เช่นนั้นเจ้าก็จงจำไว้ให้ดีว่าเจ้าติดหนี้ข้า  เมื่อใดที่เจ้าเก่งขึ้นแล้วจงไปหาของวิเศษล้ำค่ามาขอขมาข้าด้วย  เข้าใจมั้ย?” หลิงเอ๋อจ้องเย่เซิงเขม็งอย่างข่มขู่

“เย่เซิงเข้าใจแล้ว” เย่เซิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่สามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้  ยัยปีศาจจิ้งจอกนี่มันป่าเถื่อนเกินไป  เขาสู้นางไม่ได้เลยซักนิด

แม่ชีพยักหน้าอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าหลิงเอ๋อไม่เอาความต่อ  นางหันไปมองเย่ชิงด้วยสายตาแปลก ๆ “ข้าจำได้ว่าเจ้าเองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนวิรยุทธ์ที่หวางฝูตระกูลเย่มิใช่หรือ?”

เย่เซิงสะดุ้งและไม่กล้าตอบ

“แสดงว่าเจ้าแอบเรียนสินะ?  ช่างกล้าหาญนัก  หรือเจ้าจำเรื่องที่เกิดกับพี่สามของเจ้าไม่ได้แล้ว?” แม่ชียิ้มอย่างเย็นชาขณะที่น้ำเสียงเริ่มโกรธเล็กน้อยเมื่อต้องพูดถึงลูกชายที่น่าสงสารของตน

เย่เซิงตอบด้วยเสียงต่ำ “แทนที่จะเป็นคนไร้ค่าและถูกพวกเวรนั่นเหยียบย่ำไปตลอดชีวิต  ข้าสู้ยอมเสี่ยงตายยังจะดีซะกว่า”

แม่ชีมองตรงไปที่เย่เซิง  และดวงตาของนางก็เริ่มแดง “เจ้าเหมือนเขามากจริง ๆ”

“เหมือนพี่สามหรือขอรับ?” เย่เซิงถาม

“ใช่  ในตอนนั้นเขาก็พูดแบบเดียวกับเจ้านี่แหล่ะ” แม่ชีพูดขณะที่เงยหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลลงมา

“นายหญิงสามขอรับ  ทำไมคนผู้นั้นถึงไม่ให้เราเรียนวรยุทธ์ล่ะ?  แม้แต่ญาติห่าง ๆ ที่ต้องการการสนับสนุนจากตระกูลเย่ก็ยังได้เรียนเลย  แล้วทำไมถึงมีเพียงข้ากับพี่สามที่แตกต่างจากคนอื่น?” เย่เซิงถามคำถามที่เขาสงสัยมานาน

“ทำไม?” แม่ชีเริ่มหัวเราะ “เพราะเจ้าทั้งคู่สืบเชื้อสายมาจากผู้ที่ไม่เหมาะสมยังไงเล่า  พี่สามของเจ้าสืบเชื้อสายของตระกูลที่เย่หวางเหย่นั่นพึงระวัง  และคุณยังเป็นบุตรสตรีศักดิ์สิทธิ์ของนิกายสังสารวัฏ  แล้วไอ้คนอย่างมันจะกล้ายอมอนุญาตให้เจ้าทั้งคู่ฝึกฝนวรยุทธ์ได้อย่างไร?”

“ทุกคนคิดว่าไอ้เย่หวางเหย่มันเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจมหาศาลเหนือประเทศนี้  แต่จริง ๆ ก็เป็นแค่ไอ้ตัวขี้ขลาดหวาดกลัวปัญหา  แม้จะมีโอกาสเพียงหนึ่งในหมื่นที่จะเกิดปัญหานั้นมันก็ยังยินดีที่จะตัดไฟแต่ต้นลมดีกว่าปล่อยให้มีโอกาสเช่นนั้นอยู่” แม่ชีกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

เย่เซิงตอบอย่างโกรธเคืองว่า “นิกายสังสารวัฏถูกทำลายมาเกือบ ๆ จะยี่สิบปีแล้วแท้ ๆ แถมแม่ของข้าก็ตกตายไปอย่างน่าอนาถแล้วด้วย  แล้วมันยังจะมามัวระแวงคนอย่างข้าที่โดนทุก ๆ คนเรียกว่าเศษขยะอยู่อีกเรอะ”

“ถูกต้อง  ถ้าเจ้าไม่ใช่ลูกชายของมันล่ะก็มันคงลงมือฆ่าเจ้าทิ้งไปนานแล้ว  และแม้เจ้าจะเป็นลูกชายมันก็ตาม  แต่หากเจ้ากล้าทำให้ไอ้คนประสาทหลอนแบบมันของขึ้นขึ้นมา  มันก็ยังจะลงมือฆ่าเจ้าอย่างโหดเหี้ยมไร้ปราณีอยู่ดี” ท่าทีที่แม่ชีแสดงออกให้เห็นทั้งเย็นชาและเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ปรากฏเด่นชัด

หลิงเอ๋อยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้งคู่  เธอรีบพูดขึ้นว่า “ไหน่ไน ๆ เราอย่ายืนคุยกันตรงนี้เลยนะเจ้าคะ  ตอนนี้ลมเทือกเขาพัดแรงและหนาวมาก  เรารีบ ๆ กลับกันก่อนดีกว่า”

แม่ชีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดกับเย่เซิงว่า “เจ้ามากับข้า  เจ้าเองก็เป็นเด็กที่โชคร้ายเหมือนกับลูกชายข้า  หากว่าข้าไม่ช่วยเจ้าล่ะก็เจ้าอาจต้องมีจุดจบเหมือนกับเขาก็เป็นได้”

เย่เซิงรีบตามนางไป  เขาไม่มีเวลาคิดหรอกว่านางจะมีเจตนาดีหรือไม่ดี  เพราะว่ายังไง ๆ ตอนนี้เย่เซิงก็ไม่มีพลังพอที่จะเลือกอะไรได้

พระจันทร์ส่องแสงเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วทั้งภูเขาและผืนป่า  แสงจันทร์อ่อนโยนดุจม่านน้ำ  แต่ลมที่พัดผ่านกลับรุนแรงส่งเสียงหวีดหวิวราวกับภูติผีเคลื่อนทัพพลางกรีดร้องไปด้วย  โดยเฉพาะตอนที่เดินผ่านหลุมศพที่รกร้าง  เปลวไฟวูบไหวปรากฏขึ้นมาแต่เมื่อมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของจิ้งจอกขาวพวกมันก็ไม่กล้าโผล่หัว

ทุกสิ่งที่เย่เซิงได้เห็นและได้ยินในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ได้ตอกย้ำความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับโลกใบนี้ครั้ง  ไม่ว่าจะปีศาจจิ้งจอก  สัตว์อสูร  ภูติผีหรือวิญญาณอะไรเหล่านั้นล้วนมีอยู่จริง...

หลังจากเดินไปได้ประมาณครึ่งชั่วยามเย่เซิงก็เห็นว่ามีสำนักชีซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในป่าเขา  เป็นที่ที่สันโดษมาก  มีแปลงผักและนาข้าวรอบ ๆ ที่เจริญเติบโตดี  สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนเป็นที่หลบภัยที่ดีจริง ๆ

สำนักชีไม่ใหญ่มาก  มันมีเพียงห้องสี่ห้อง  ที่ห้องโถงมีรูปปั้นรูปหนึ่งดูเหมือนเด็กทารกวางอยู่  การแกะสลักทำออกมาได้เหมือนจริงสุด ๆ แต่เมื่อเย่เซิงมองไปที่ส่วนใบหน้าก็เห็นว่าเป็นลักษณะเหมือนภาพเบลอ ๆ ดูไม่ชัด

สำนักชีมีกลิ่นธูปหอมลอยอบอวล  สถานที่ก็ค่อนข้างสะอาด  หลังจากเดินเข้าไปแล้วเย่เซิงยังคงสงวนท่าที  เพราะว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจว่านายหญิงสามต้องการอะไรจากเขากันแน่

หลังจากแม่ชีเดินเข้ามาเธอก็จุดธูปและวางลงที่หน้ารูปปั้น  จากนั้นจึงคุกเขาลงกราบสามครั้งอย่างตั้งใจ

หลิงเอ๋อที่ยืนอยู่ข้างหลังนางได้ยื่นธูปให้เย่เซิงแล้วทำสัญญาณมือว่าให้เขาทำตาม

เย่เซิงก็ทำตามอย่างไม่อิดออด  ตัวหลิงเอ๋อเองก็คุกเข่ากราบเหมือนเขาด้วยเช่นกัน

“ลุกขึ้นเถอะ  คืนนี้เจ้านอนที่นี่แหล่ะ  พรุ่งนี้ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย” แม่ชีพูดหลังจากยืนขึ้น

เย่เซิงพยักหน้า

“หลิงเอ๋อ  พาเขาไปที่ห้องพักผ่อน” แม่ชีกล่าว

หลิงเอ๋อดูเหมือนจะไม่ขี้เล่นหรือแสดงท่าทางใด ๆ อีก  เธอประพฤติตนสงบนิ่งราวกับกุลสตรีที่ได้รับการสั่งสอนจากตระกูลผู้ดี  เธอได้พาเย่เซิงไปที่ห้องที่ยังว่างอยู่

จบบทที่ บทที่ 12: นายหญิงสาม

คัดลอกลิงก์แล้ว