เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9: หลิงฮวา

บทที่ 9: หลิงฮวา

บทที่ 9: หลิงฮวา


เย่เซิงเริ่มอ่านตำราประวัติศาสตร์เพื่อดูว่าต้าฉินของโลกนี้แตกต่างจากราชวงศ์ต้าฉินที่เขารู้จักในชาติก่อนหรือไม่

เมื่ออ่านหนังสือของราชวงศ์ก่อนหน้าเขาก็ได้ทราบว่าก่อนที่ต้าฉินจะก่อตั้งประเทศขึ้นมานั้นได้มีราชวงศ์ก่อนหน้าเรียกว่า ‘ราชวงศ์หลง’ (มังกร) ซึ่งปกครองแผ่นดินนี้มาอย่างยาวนานถึงแปดร้อยปี  ในช่วงปลาย ๆ รัชสมัยราชวงศ์ก็ค่อย ๆ ถดถอยลงอย่างช้า ๆ เหล่าขุนนางในราชสำนักก็ค่อย ๆ ประพฤติตัวเลวทรามลง  แม้แต่ประชาชนเองก็ยังกลายเป็นพวกชั่วร้ายป่าเถื่อนจนบรรดาขุมกำลังทั้งหลายได้เข้ายึดอาณาเขตและตัดแบ่งประเทศกันไปคนละชิ้นสองชิ้น

เหตุการณ์นี้จึงทำให้สามแดนศักดิ์สิทธิ์  สิบตระกูลใหญ่และสี่นิกายใหญ่ได้พัฒนาจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมากในช่วงนั้น

จักรพรรดิก่อตั้งของต้าฉินคือจักรพรรดิฉื่อหวาง  มีเย่หวางเหย่เป็นผู้ร่วมมือ  ทั้งคู่ได้ใช้ฝีมือด้านวรยุทธ์อันเก่งกาจหาตัวจับยากเข้ารวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งและก่อตั้งประเทศขึ้นมา  หลังจากที่สถาปนาต้าฉินแล้วจักรพรรดิฉื่อหวางก็หมายจะลิดรอนอิทธิพลอำนาจของขุมกำลังทั้งหลายลง

ประมุขนิกายสังสารวัฏโกรธมากจึงได้มาลอบสังหารพระองค์

ตามตำราประวัติศาสตร์แล้วระดับการฝึกฝนของจักรพรรดิฉื่อหวางแทบจะไร้เทียมทาน  ในการต่อกรกับการลอบสังหารของนิกายสังสารวัฏพระองค์ได้ทรงยื้อเวลาเอาไว้จนกองทหารเข้ามาช่วย  แต่ก็โชคไม่ดีที่ต้องถูกปลงพระชนม์ลงในท้ายที่สุด  ส่วนเย่หวางเหย่นั้นสามารถสังหารประมุขนิกายสังสารวัฏได้

ด้วยการสวรรคตของจักรพรรดิฉื่อหวางทำให้ทั้งต้าฉินเกิดความระส่ำระสายจนโดนผลักเข้าไปยืนอยู่หน้าปากเหวแห่งการล่มสลาย  จักรพรรดิฉินองค์ที่สองเสด็จขึ้นครองบัลลังก์และทำให้ราชสำนักมั่นคง  สิ่งแรกที่ทรงทำคือมอบกองทัพทหารจำนวนหนึ่งล้านนายให้แก่เย่หวางเหย่  อีกทั้งยังทรงต้องการให้เย่หวางเหย่มาเป็นอาจารย์ของพระองค์เองด้วยเพียงแต่แต่เย่หวางเหย่ปฏิเสธไป

เมื่อเย่หวางเหย่เข้าควบคุมทหารหนึ่งล้านนายนี้แล้วก็เท่ากับกุมอำนาจมหาศาลไว้ในมือ  สิ่งแรกที่เขาทำคือการทำลายล้างนิกายสังสารวัฏลงอย่างสิ้นซาก  เป็นการรบที่น่าเศร้า  เพราะว่ากองทหารทั้งหนึ่งล้านนายนั้นต้องจ่ายราคาแพงแสนแพงถึงจะสามารถทำลายนิกายสังสารวัฏลงได้  ในการต่อสู้ครั้งนั้นเย่หวางเหย่ได้ต่อสู้กับผู้อาวุโสทั้งห้าของนิกายด้วยตัวคนเดียวและสังหารทั้งห้าคนทิ้งทั้งหมดได้สำเร็จจนทำให้ทุก ๆ คนต้องตกตะลึงกับความแข็งแกร่งที่เขาสำแดงให้โลกหล้าได้เห็น

หลังจากการต่อสู้ครั้งนั้นต้าฉินที่กำลังระส่ำระสายกลับกลายเป็นเสถียรมั่นคง  และเย่หวางเหย่ก็กลายเป็นชายที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินรองจากองค์จักรพรรดิ

หลังจากนั้นอีกสิบเจ็ดปีเย่หวางเหย่อก็ไม่ได้ออกต่อสู้อีกต่อไป  เขาอยู่ในเซียนหยางและคอยรับใช้ราชสำนัก

หลังจากอ่านจบแล้วเย่เซิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่  เขายิ่งอ่านยิ่งกดดันอ่านจบก็ยิ่งกดดันหนักกว่าเดิม  ไอ้พ่อเฮ็งซวยนี่มันจะเหี้ยมเกรียมเกินไปแล้ว

มีพ่อแบบนี้แผนหลบหนีออกจากไอ้หวางฝูบัดซบแห่งนี้ของเย่เซิงก็ต้องเป็นหมันไปโดยปริยาย

ถ้าหากเย่เซิงไปทำให้พ่อบัดซบนั่นโกรธเข้าจริง ๆ ล่ะก็  มันไม่ลงมือฆ่าเขาทิ้งเอาง่าย ๆ เลยหรอกเหรอ?

“สงสัยต้องหาแผนที่มันดีกว่านี้ซะแล้ว” เย่เซิงบ่นกับตัวเอง

เขาวางตำราเล่มนี้ลงแล้วไปหาตำราประวัติศาสตร์อื่น ๆ มาอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับโลกที่ตัวเองกำลังอาศัยอยู่นี้ให้ดียิ่งขึ้น

ตั้งแต่สมัยโบราณยันปัจจุบัน  จะเรียกอวยว่าเป็นธาตุแรกของโลกก็ว่าได้นั่นคือธาตุกำลัง  จักรพรรดิก่อตั้งของราชวงศ์หลงนั้นเห็นได้ชัดเลยว่ามีสายเลือดของมังกรไหลเวียนอยู่ในพระวรกาย  ดังนั้นพระองค์จึงทรงสามารถฝึกฝนได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ  เวลาเพียงสามสิบปีก็สามารถเอาชัยจากจอมยุทธ์ขั้นสูงเกือบทุกคนบนโลกและสุดท้ายก็สามารถรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งแล้วก่อตั้งราชวงศ์หลงซึ่งปกครองแผ่นดินยาวนานถึงแปดร้อยปีได้  หลังจากนั้นจึงได้เสด็จออกจากโลกใบนี้ไป

ในยุคปัจจุบัน  ยุคหลังราชวงศ์หลง  พระโคตมะของพระพุทธศาสนา  จางซานเฟิงแห่งลัทธิเต๋า และคนอื่น ๆ ที่ฝึกฝนวิถี (เต๋า) กระบี่รวมไปถึงวิถีอื่น ๆ ต่างได้สำเร็จมรรคผลและออกจากโลกนี้ได้  ซึ่งความสำเร็จของคนเหล่านั้นได้กลายเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น ๆ ต่างมุ่งมั่นที่จะออกจากโลกนี้เพื่อไปเห็นโลกภายนอกบ้างเหมือนกัน

สามสิบปีนับตั้งแต่ก่อตั้งต้าฉินเป็นยุคที่รุ่งเรืองซึ่งใช้น้ำมันในการทำกับข้าว  ซึ่งมีแต่คนธรรมดาเท่านั้นที่จะรู้ว่าเรื่องนี้มันสำคัญขนาดไหน  พวกเขาทั้งหมดได้รู้แล้วว่าตราบใดที่ยังคงขยันหมั่นเพียรทำงาน  ตราบนั้นบนโต๊ะกินข้าวของพวกเขาก็จะมีอาหารอร่อย ๆ วางอยู่เต็มโต๊ะเสมอ

แต่สำหรับกองกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายนั้นความเจริญของต้าฉินไม่ได้เพียงพอที่จะให้ชายสายตาไปแลมอง

หลังการทำลายนิกายสังสารวัฏต้าฉินก็ได้เอาทรัพยากรของตนเองมาใช้  และเย่หวางเหย่ก็ยังนอนเงียบ ๆ ในเซียงหยางอยู่ถึงสิบเจ็ดปีโดยที่ไม่ออกไปไหน

มันเลยทำให้ตลอดช่วงเวลาสิบเจ็ดปีมานี้ขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายได้ปรับปรุงพัฒนาตัวเองด้วยความเร็วที่น่าตกใจ  ซึ่งเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในแผ่นดินอีกครั้ง

เย่เซิงใช้เวลาทั้งเช้าเพื่ออ่านทั้งหมดนี้  เขานั่งอยู่คนเดียวในมุมมุมหนึ่งโดยมีตำราทุกชนิดวางอยู่ใกล้ ๆ

ในตอนเที่ยง  ผู้คนในศาลาสะสมตำราได้จากไปเหลือเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่ยังคงอยู่คือเย่เซิงกับหลิงฮวา

เย่เซิงยังคงใจจดใจจ่ออยู่กับการตำรา  เขาอ่านทุก ๆ รายละเอียดอย่างระมัดระวังไม่ตกหล่น  ส่วนหลิงฮวานั้นเอาแต่นั่งมองไปที่เย่เซิง

“พี่สิบสองอ่านอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?” หลิงฮวาเข้ามาใกล้ ๆ เย่เซิงแล้วถามขึ้น

เย่เซิงตอบไปว่า “อ่านตำราประวัติศาสตร์อยู่น่ะ”

หลิงฮวาหันไปดูตำรารอบ ๆ ตัวเขาอย่างรวดเร็ว “นิกาย  ขุนนาง  วัง?  พี่สนใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอเจ้าคะ?”

เย่เซิงเหลือบมองไปที่เธอซึ่งปกติไม่เคยคุยกัน  ‘ทำไมวันนี้ยัยนี่มาชวนคุยด้วยหว่า...’

“เรื่องสนใจน่ะแค่นิดหน่อย  แต่ที่ต้องการจริง ๆ คือฆ่าเวลาต่างหาก” เย่เซิงกล่าวเรียบ ๆ

“ข้าเองก็มีตำราอยู่กับตัวด้วยเล่มหนึ่ง  ลองอ่านหน่อยมั้ยเจ้าคะ?” หลิงฮวาพูดพลางยื่นหนังสือให้เขา

เย่เซิงมองไปที่มัน  เป็นหนังสือปกสีดำที่ไม่มีตัวอักษรใด ๆ เขียนอยู่เลย  เขาหยิบมาพลิกเปิดอ่าน

อักษรเจี๋ยกู่? (กระดูก)

เย่เซิงหันกลับไปมองหลิงฮวาด้วยความประหลาดใจ

‘เฮ่ย!  ข้อความในหนังสือนี่กลายเป็นอักษรเจี๋ยกู่ซะงั้น?’

“พี่เย่เซิงเจ้าคะ  ข้อความในตำราเล่มนี้แตกต่างจากข้อความที่เราใช้ ๆ กันในปัจจุบันเลยเจ้าค่ะ  น่าจะเป็นภาษาโบราณ  ไม่ทราบว่าพี่รู้วิธีอ่านมันมั้ย?” หลิงฮวานั่งลงข้าง ๆ เย่เซิงแล้วถามยิ้ม ๆ

“ไม่รู้เหมือนกัน  ถ้าเป็นภาษาโบราณล่ะก็แปลว่ามันต้องเป็นตำราที่เก่าแก่มาก ๆ เลยสินะ?  เจ้าไปหามาจากไหนรึ?” เย่เซิงตีหน้าเซ่อ ๆ ถามกลับไป

“ได้มาจากนายหญิงใหญ่เจ้าค่ะ” หลิงฮวาตอบเบา ๆ

เย่เซิงพยักหน้าและไม่ถามอะไรอีก  เขาไม่ได้ใกล้ชิดกับนายหญิงใหญ่แต่ก็ไม่ได้เกลียดชังอะไรกันด้วย

“ตำราเล่มนี้ควรจะเป็นของพี่สิบสองเองนะเจ้าคะ” หลิงฮวาจ้องหน้าเย่เซิงขณะที่บอก

เย่เซิงขมวดคิ้วและมองกลับมาที่เธอแต่ไม่ได้พูดอะไร

“เมื่อท่านแม่ของพี่เสียชีวิต  นายหญิงใหญ่ได้นำคัมภีร์ฝึกฝนทั้งหมดที่ท่านแม่ของพี่เคยครอบครองไป  เล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น  นางพยายามศึกษาเรียนรู้มันอยู่นานหลายปีแล้วแต่ก็ไม่ประสบผลใด ๆ เลย  นางจึงค่อย ๆ ยอมแพ้ไป  ข้าบังเอิญไปรู้เรื่องนี้เข้าเลยได้มาหนึ่งเล่มนี่แหล่ะเจ้าค่ะ  แต่พอเอามาอ่านดูอย่างละเอียดแล้วก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลยอยู่ดี” หลิงฮวาอธิบาย

เย่เซิงเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น  ตอนแรกเขาก็ยังคงสงสัยว่าทำไมคนที่ปกติแล้วไม่เคยพูดกับเขาเลยทำไมจู่ ๆ ถึงได้มาชวนคุย  ที่แท้ก็มีเหตุผลแบบนี้นี่เอง

“นี่ของที่เป็นของแม่ข้าเหรอ” เย่เซิงพลิกอ่านและจดจำเนื้อหาในนั้นอย่างเงียบ ๆ

“เจ้าค่ะ  ข้าคิดว่าพี่อาจเข้าใจเนื้อหาของมันและสามารถแบ่งปันกับข้าได้” หลิงฮวากล่าวด้วยรอยยิ้มและแววตาแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ถูก

“ข้าเองก็อ่านไม่รู้เรื่องเหมือนกัน  ตอนที่ท่านแม่ข้าเสียไปนั้นข้าเองก็ยังเล็กมาก  ดังนั้นจึงไม่ได้เรียรู้คำเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย” เย่เซิงปฏิเสธอย่างรวดเร็วว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย  จากนั้นก็พลิกหนังสือทั้งเล่มเพื่อท่องจำเนื้อหาแล้วส่งคืนหลิงฮวา

หลิงฮวาหยิบหนังสือคืนแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ  เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”

เย่เซิงมองดูเธอจากไปจากนั้นก็นำตำราทั้งหมดที่อ่านแล้วกลับไปคืน  เสร็จแล้วก็เดินโซเซกลับเรือนไปเงียบ ๆ

หลิวม่าจื่อคนเดิมก็กลับมาพร้อมกับมื้อเที่ยงแสนรวยเหมือนเมื่อวาน

เย่เซิงกินข้าวเที่ยงอย่างตะกละตะกลามและมีความสุข  หลังจากที่กินหมดแล้วก็กลับไปนอนที่เตียงแล้วผล็อยหลับไปอย่างเงียบ ๆ

นอกเรือนของเย่เซิง  หลิงฮวามองเข้ามาด้วยอาการสงบแต่มีขมวดคิ้วเล็กน้อย “มันไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ เหรอ?”

“สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายสังสารวัฏจะไม่ได้สอนถ้อยคำเหล่านี้กับลูกชายตัวเองเลยจริง ๆ หรือ?” หลิงฮวายังคงคาใจ

“ช่างมันเถอะ  วันนี้เราทำตัวผิดปกติไปมากแล้ว  โชคดีที่ไอ้เย่เซิงนั่นมันเป็นแค่ไอ้โง่ไร้สมอง  หากว่ามันฉลาดล่ะก็คงเปิดโปงเราได้แล้ว  ต่อไปเราต้องไม่ทำแบบนี้อีก” หลิงฮวาส่ายหัวแล้วหันหลังจากไป

ในห้อง

เย่เซิงหลับตาลงกจริง  แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้หลับ  เขาได้เข้าไปในตันเถียนดาวโลก

“ข้าพระเจ้า!  ขอส่งมอบวิชานี้ให้แก่พวกเจ้า!”

เสียงนี้ดังกังวานทะลุรูหูไปพร้อม ๆ กับก้อนหินนับพันที่ตกลงบนพื้นโลก  ก้อนหินซึ่งเขียนข้อความอักษรเจี๋ยกู่ทั้งเล่ม

เย่เซิงได้จดจำข้อความในคัมภีร์ทั้งเล่มได้อย่างรวดเร็ว  จากนั้นจึงส่งมันไปที่โลก  ตัวเขานั้นไม่ต้องมานั่งแปลหรือทำความเข้าใจอะไรเองเลย  เพราะว่าชาวโลกทั้งหลายจะเป็นคนทำให้เองอย่างแน่นอน

“อีหลิงฮวานี่มันเจ้าเล่ห์จริงจริ๊ง~  ตัวจริงหล่อนนี่คนละเรื่องกับหน้ากากไร้เดียงสาที่แสดงให้ทุก ๆ คนได้เห็นแบบคนละเรื่องเลย” เย่เซิงรำพึงกับตัวเองเบา ๆ

จบบทที่ บทที่ 9: หลิงฮวา

คัดลอกลิงก์แล้ว