- หน้าแรก
- ทิ้งคู่หมั้นแสนดี มาเป็นสตรีของจอมมาร
- บทที่ 80 - หากมีโอกาส ข้าก็อยากลองก่อกบฏดูบ้าง
บทที่ 80 - หากมีโอกาส ข้าก็อยากลองก่อกบฏดูบ้าง
บทที่ 80 - หากมีโอกาส ข้าก็อยากลองก่อกบฏดูบ้าง
บทที่ 80 - หากมีโอกาส ข้าก็อยากลองก่อกบฏดูบ้าง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ซางหรูอี้ตกใจจนสะดุ้งโหยง รีบหันขวับไปมองตามสายตาเขา ก็เห็นคนคนหนึ่งนอนคว่ำอยู่บนหลังคารถม้า กำลังยื่นหน้าออกมาส่งยิ้มแหยๆ ให้พวกเขาทั้งสอง
พอมองดูดีๆ ที่แท้ก็คือ อวี่เหวินเฉิง
ซางหรูอี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที แต่อวี่เหวินเยี่ยยังคงทำหน้ายักษ์ "เจ้าไปทำอะไรอยู่ตรงนั้น"
อวี่เหวินเฉิงยิ้มทะเล้น "พี่รอง พี่สะใภ้ เมื่อกี้พวกท่านคุยกับใครอยู่หรือ"
"..."
อวี่เหวินเยี่ยหันมาสบตากับซางหรูอี้ ทั้งคู่ต่างขมวดคิ้วขึ้นมาพร้อมกัน
เรื่องที่เซียวหยวนซุ่ยซ่อนตัวอยู่ในขบวนของพวกเขา เดิมทีต้องปิดบังไม่ให้ใครรู้ อวี่เหวินเยี่ยถึงได้สั่งให้จอดรถม้าบังสายตาคนอื่นไว้ นึกไม่ถึงว่าจะถูกอวี่เหวินเฉิงแอบดูจนได้
ซางหรูอี้รีบพูดขึ้น "ไม่มีอะไรหรอก เจ้าตาฝาดไปเอง"
อวี่เหวินเฉิงหัวเราะ "พวกท่านจะหลอกข้าอีกแล้ว ข้ารู้น่า คนคนนั้นต้องเป็นกบฏเซียวหยวนซุ่ยแน่ๆ ใช่ไหมล่ะ"
อวี่เหวินเยี่ยตัดบท "กบฏอะไรกัน ไม่เกี่ยวกับเจ้า กลับไปกินข้าวของเจ้าไป!"
"มีอะไรพูดไม่ได้เล่า ก่อกบฏน่าสนุกจะตาย ถ้าวันไหนมีโอกาส ข้าก็อยากลองก่อกบฏดูบ้างเหมือนกัน"
"...!?"
ซางหรูอี้ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย
เด็กคนนี้ อายุอานามเพิ่งจะสิบสี่สิบห้า แต่กลับพูดคำว่า "ก่อกบฏ" ติดปากหน้าตาเฉย แถมยังบอกว่าอยากลองทำดูอีกแน่ะ?!
และเป็นไปตามคาด สีหน้าของอวี่เหวินเยี่ยดำทะมึนลงทันตา เขาจ้องมองอวี่เหวินเฉิงด้วยสายตาคมกริบ แล้วเอ่ยเสียงเข้ม "เหยียนเจี๋ย ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ว่าจะพูดจาอะไรให้คิดหน้าคิดหลังให้ดี เจ้าปากพล่อยแบบนี้ สักวันจะพาคนทั้งบ้านเดือดร้อนกันหมด!"
อวี่เหวินเฉิงกลับทำท่าไม่ยี่หระ "จะเป็นไรไป"
"..."
"อันที่จริง ตอนนี้ใครที่มีทหารอยู่ในมือก็อยากก่อกบฏกันทั้งนั้นแหละ แค่บางคนไม่กล้าพูด บางคนไม่กล้าทำเท่านั้นเอง ข้าก็แค่พูดสิ่งที่ทุกคนคิดออกมา มันผิดตรงไหน"
สีหน้าของอวี่เหวินเยี่ยยิ่งดูแย่ลงไปอีก
เห็นท่าว่าเขากำลังจะระเบิดอารมณ์ ทันใดนั้น เสียงเรียกของน้าฮุ่ยก็ดังมาจากอีกฟากหนึ่ง "คุณชายสาม? คุณชายสามเจ้าคะ อยู่ที่ไหน รีบกลับมากินข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ"
ที่แท้ ทางฝั่งนั้นก็เตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พอได้ยินเสียงนาง สีหน้าของอวี่เหวินเยี่ยก็คลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย น้าฮุ่ยเดินตามหาจนมาเจอทางนี้ พอเห็นสีหน้าท่าทางของพวกเขาทั้งสามดูไม่ค่อยสู้ดีนัก นางก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "คุณชายรองกับสะใภ้รองยังไม่ทานข้าวหรือเจ้าคะ เช่นนั้นบ่าวขอพาคุณชายสามไปทานข้าวก่อนนะเจ้าคะ"
ซางหรูอี้รีบยิ้มตอบ "น้าฮุ่ยเชิญตามสบาย"
น้าฮุ่ยจึงจูงมืออวี่เหวินเฉิงหันหลังเดินกลับไป
มองส่งแผ่นหลังของคนทั้งสอง ใจของซางหรูอี้ก็พลอยหนักอึ้งไปด้วย นางหันกลับมามองอวี่เหวินเยี่ย อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี
เงียบกันไปครู่หนึ่ง ถึงได้ยินเสียงอวี่เหวินเยี่ยเอ่ยขึ้น "ท่านแม่คลอดเหยียนเจี๋ยแล้วร่างกายก็อ่อนแอมาตลอด เด็กคนนี้เลยยกให้น้าฮุ่ยช่วยเลี้ยงดู น้าฮุ่ยปฏิบัติต่อเขา... ดีมากจริงๆ"
"..."
"เลี้ยงจนกลายเป็นแบบนี้"
ซางหรูอี้เข้าใจแจ่มแจ้งทันที
มิน่าเล่า นิสัยของอวี่เหวินเฉิงถึงได้ดื้อด้านเอาแต่ใจและก้าวร้าวถึงเพียงนี้ อยู่ในบ้านแทบจะไม่มีอะไรไม่กล้าพูด ไม่มีใครไม่กล้าหาเรื่อง แม้จะเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกับอวี่เหวินเยี่ย แต่ทั้งสองกลับดูไม่สนิทใจกันเลยสักนิด
ที่แท้ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องนี้นี่เอง
นางเพียงแค่แปลกใจนิดหน่อย ที่อวี่เหวินเยี่ยยอมเปิดปากเล่าเรื่องในบ้านให้นางฟังเอง
นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยเสียงเบา "ปล่อยปละละเลยเด็กมากไปไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ การไม่สั่งสอนไพร่พลให้ชำนาญการศึก เท่ากับส่งพวกเขาไปตายเปล่า"
อวี่เหวินเยี่ยนัยน์ตาไหววูบ หันขวับมามองนาง
ซางหรูอี้กล่าวต่อ "ค่อยๆ หาวิธีเถอะ อายุสิบสี่สิบห้า นิสัยยังดัดได้"
"..."
ไม่รู้ทำไม ทั้งสองคนถึงได้มานั่งคุยเรื่องวิธีเลี้ยงเด็กกันได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ และยังไม่ได้สนิทกันถึงขั้นนั้น พอซางหรูอี้พูดจบ ตัวนางเองก็รู้สึกขัดเขินแปลกๆ
ส่วนอวี่เหวินเยี่ยเงียบไปเนิ่นนาน กว่าจะส่งเสียง "อืม" ออกมาคำหนึ่งอย่างหนักแน่น
[จบแล้ว]