- หน้าแรก
- ทิ้งคู่หมั้นแสนดี มาเป็นสตรีของจอมมาร
- บทที่ 13 - ท่านอ๋ององค์ใด?
บทที่ 13 - ท่านอ๋ององค์ใด?
บทที่ 13 - ท่านอ๋ององค์ใด?
บทที่ 13 - ท่านอ๋ององค์ใด?
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ประโยคต่อจากนั้นนางไม่กล้าเอ่ยออกมา ได้แต่ครุ่นคิดอยู่นานจึงถามขึ้นว่า "หรือจะเป็นท่านอ๋ององค์ใด หรือไม่ก็ท่านโหว?"
"..."
ซางหรูอี้นั่งพิงหน้าต่าง สีหน้าเคร่งขรึม ไม่เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว
ถูเช่อเอ๋อร์กระซิบถามเสียงเบา "คุณหนู แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ"
ซางหรูอี้มองดูถนนที่ว่างเปล่าด้านนอก แล้วปล่อยม่านลงพลางตอบเสียงเรียบ "จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อคนก็ไปแล้ว พวกเราก็ต้องรีบเดินทางต่อ อย่าให้เสียฤกษ์ยาม"
ถูเช่อเอ๋อร์ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็รีบสั่งการบ่าวไพร่ ไม่นานขบวนรถม้าก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ตลอดเส้นทางหลังจากนั้น พวกเขาไม่พบอุปสรรคใดๆ อีก ขบวนเดินทางออกจากเมืองลั่วหยางอย่างราบรื่น มุ่งหน้าไปตามถนนหลวงอย่างสะดวกโยธิน คืนนั้นพวกเขาพักค้างแรมที่สถานีม้าตามที่เสิ่นซื่อเหยียนจัดแจงไว้ พอรุ่งเช้าก็ออกเดินทางต่อ
เพียงแต่วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ ซางหรูอี้อุดอู้อยู่ในรถม้าที่ร้อนระอุราวกับเตานึ่งจนเกือบจะเป็นลมแดด จึงตัดสินใจให้คนจูงม้ามาสองตัว แล้วเปลี่ยนไปขี่ม้าพร้อมกับถูเช่อเอ๋อร์แทน
เพื่อป้องกันคำครหา ถูเช่อเอ๋อร์จึงเตรียมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้ามาให้นางสวมใส่
เมื่ออยู่บนหลังม้า สายลมเย็นพัดผ่านชายผ้าคลุมหน้ามากระทบแก้ม ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก ซางหรูอี้ควบม้าเหยาะย่างด้วยความเบิกบานใจ โดยมีเกาเฟิงและถูเช่อเอ๋อร์ติดตามมาติดๆ
ทว่า แม้การควบม้าจะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง แต่เมื่อมองทิวทัศน์รอบกาย จิตใจของนางกลับหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อพ้นเขตเมืองลั่วหยาง สองข้างทางกลับดูรกร้างว่างเปล่า ไร้เงาผู้คนอาศัย มีเพียงป่าไม้หนาทึบที่ถูกแสงแดดแผดเผาจนใบหงิกงอ ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นแห้งแล้งและสิ้นหวัง
ถูเช่อเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเบาๆ "ข้าจำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่ตามนายท่านมารับตำแหน่งที่ลั่วหยาง แถวนี้ยังมีหมู่บ้านอยู่หลายแห่งนี่นา ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นที่รกร้างไปหมดแล้ว"
ซางหรูอี้ตอบ "ไม่มีแล้วล่ะ"
"ทำไมหรือเจ้าคะ"
"เจ้าถามว่าทำไมหรือ"
ซางหรูอี้ยิ้มจางๆ ทว่ารอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความเยียบเย็น "ราชสำนักเรียกเก็บภาษีล่วงหน้าไปถึงสี่สิบปี ชาวบ้านตาดำๆ ที่ไหนจะไปมีปัญญาอยู่ต่อไหว ถ้าไม่ทิ้งที่นาหนีตายไป ป่านนี้คงถูกขูดรีดจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้วกระมัง"
"..."
ได้ยินเช่นนั้น ถูเช่อเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้วมุ่น
ซางหรูอี้มองความเวิ้งว้างรอบตัวด้วยความสะทกสะท้อนใจ
แม้ท่านลุงจะรับราชการ แต่พอดื่มเหล้าเมามายก็มักจะปิดประตูด่าทอราชสำนักอยู่เนืองๆ แตด่าไปก็ไร้ประโยชน์
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนอกจากจะโหดเหี้ยมอำมหิต ยังบ้าอำนาจทำสงครามไม่หยุดหย่อน หลงใหลในความยิ่งใหญ่จอมปลอม ยกทัพไปตีแคว้นโกวลี่ถึงสามครั้งแต่ก็คว้าน้ำเหลวกลับมาจนท้องพระคลังกลวงโบ๋ มิหนำซ้ำยังเกณฑ์แรงงานคนไปสร้างเมืองหลวงตะวันออก ย้ายเมืองหลวงจากต้าซิงมาที่นี่ สร้างพระราชวังนับไม่ถ้วน นอกจากจะผลาญเงินแผ่นดินและแรงงานราษฎรแล้ว ยังเป็นชนวนให้เกิดกองกำลังกบฏลุกฮือขึ้นทั่วทุกหัวระแหง
หากจะเปรียบความรกร้างตรงหน้าว่าเป็นซากปรักหักพังหลังไฟไหม้ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ไฟกองนี้จะลามเข้าไปถึงในเมืองลั่วหยาง ลามไปถึงเบื้องพระพักตร์ของโอรสสวรรค์
ถูเช่อเอ๋อร์พึมพำเสียงเบา "ไม่รู้เลยว่าท่านซิ่งกั๋วกงจะยอมเสี่ยงตายรบเพื่อราชสำนักพรรค์นี้ไปทำไม"
พอได้ยินประโยคนี้ ซางหรูอี้ก็ดุเสียงเขียวทันที "ห้ามพูดจาเหลวไหล!"
"..."
"ราชสำนักจะเป็นอย่างไรก็เรื่องของราชสำนัก แต่ท่านลุงอวี่เหวินและอวี่เหวินเยี่ย ที่พวกเขายอมเสี่ยงชีวิตทำศึกปราบกบฏ ก็เพื่อความสงบสุขของชาวบ้านต่างหาก"
สิ้นเสียงของนาง พุ่มไม้ด้านหน้าก็เกิดเสียงสวบสาบดังขึ้น
เกาเฟิงที่คอยระวังหลังอยู่ไม่ไกล รีบเงยหน้ามองไปข้างหน้าด้วยสัญชาตญาณระแวดระวังทันที
ถูเช่อเอ๋อร์ขมวดคิ้ว "ตรงนั้น มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ"
ซางหรูอี้เลิกผ้าคลุมหน้าขึ้น เพ่งสายตามองเข้าไปในป่าข้างทาง เห็นเงาดำวูบวาบคล้ายมีคนซุ่มซ่อนอยู่
ทันใดนั้น เสียงผิวปากแหลมสูงก็ดังกรีดอากาศขึ้นมาจากหลังพุ่มไม้ พุ่งทะยานเสียดแทงก้อนเมฆ!
[จบแล้ว]