เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101 - หลังปีใหม่

บทที่ 101 - หลังปีใหม่

บทที่ 101 - หลังปีใหม่


บทที่ 101 - หลังปีใหม่

โรงตีเหล็กที่ทำการตำบล

หลังจากเร่งงานกันห้าวันห้าคืน เครื่องต้นแบบสำหรับหว่านปุ๋ย พรวนดิน หว่านเมล็ด ก็เสร็จสมบูรณ์

เครื่องต้นแบบสามเครื่องนี้ รูปทรงเรียบง่าย หลักการทำงานก็ไม่ซับซ้อน

อย่างเครื่องหว่านปุ๋ย จริงๆ ก็คือรางเหล็ก ใส่ปุ๋ยไว้ข้างใน ก้นรางมีแปรงขนสองอันไขว้กัน แล้วใช้เฟืองทำให้รางเหล็กสั่น ให้ปุ๋ยร่วงลงมาระหว่างช่องว่างของแปรงลงสู่พื้นดินอย่างสม่ำเสมอ

เครื่องหว่านเมล็ดก็เหมือนกัน เป็นรางเหล็ก สั่นได้เหมือนกัน มีแปรงไขว้กันเหมือนกัน แต่ระหว่างแปรงมีลูกกลิ้งที่มีหลุม

พอเมล็ดถั่วตกลงมาจากราง ผ่านแปรง จะมีเมล็ดถั่วไม่เกินสองเมล็ดตกลงไปในหลุมลูกกลิ้ง แล้วเมล็ดถั่วก็ตกลงไปในดินผ่านท่อเหล็กข้างล่าง

นอกจากนี้ ท้ายเครื่องต้นแบบทั้งสามเครื่อง ยังติดตั้งที่นั่ง ไว้ให้ช่างเทคนิคสังเกตการณ์

โดยรวมแล้ว ฟังก์ชันบ้านๆ แต่ใช้งานได้จริง

อวี๋หยางตรวจสอบแล้ว ก็ติดต่อสถานีเครื่องจักรกลเกษตร ให้ส่งจาระบีมาบำรุงรักษาจุดสึกหรอ

จากนั้นให้พวกพี่ชายเอาเครื่องหว่านเมล็ดแบบผสมผสานสามเครื่องนี้ ที่ยาวรวม 18 เมตร วิ่งรอบเดียวร้อยเมตรปลูกได้ 3 ไร่ ไปติดตั้งที่ท้ายรถศึกจำลองที่จอดทิ้งไว้

แล้วไปเอาเครื่องยนต์สไตเออร์จากอู่ต่อเรือมาติดตั้ง เพื่อขับเคลื่อนเครื่องหว่านเมล็ดโดยเฉพาะ

หรือที่เรียกว่า 'รถไถสองเครื่องยนต์'

มีโรงตีเหล็ก DIY มีเครื่องเชื่อม แถมเว้นที่สำหรับติดตั้งเครื่องยนต์ไว้แล้ว

ใช้เวลาแค่สองชั่วโมง เครื่องหว่านเมล็ดแบบผสมผสานก็ถูกรถศึกจำลองลากไปข้างหน้าได้

ภาพการทำงาน ก็คล้ายๆ กับที่จินตนาการไว้

เสียดายอย่างเดียว รถศึกไม่สูงใหญ่พอ

ไม่งั้นคงเทียบชั้นกับรถไถของเจ้าของฟาร์มฝรั่งที่ใหญ่เท่าตึกสองชั้นได้

รู้สึกจะชื่อ Big Bud 16V มั้ง แล้วก็มี Case 620, Challenger MT, John Deere...

อวี๋หยางนึกถึงตรงนี้ ก็ติดต่อไปหาผู้ว่าฯ จี๋สุ่ย

เมืองจี๋สุ่ยอยู่อันดับหกของตงซานอย่างมั่นคง ไม่ใช่ว่าไม่เก่ง แต่หมายถึงความเสถียร

เสถียรจนมีบริษัทของตัวเองในทุกอุตสาหกรรม

เช่น กระดาษ ก็มีซันเปเปอร์

สิ่งทอ ก็มีหรูอี้กรุ๊ป

ยา ก็มีหลูคั่ง เฉินซิน

เครื่องจักรหนัก ก็มีซานทุย

พูดถึงซานทุย อาจจะไม่ดังเท่าสวี่กง (XCMG)

แต่ในวงการรถเกลี่ยดิน รถบดถนน ซานทุยเหนือกว่าสวี่กง

เครื่องหว่านเมล็ดของเราลากเอา รถเกลี่ยดินดันเอา เปลี่ยนรูปแบบนิดหน่อย เทคโนโลยีมันก็เชื่อมโยงกัน

ดังนั้นอวี๋หยางเลยวานผู้ว่าฯ จี๋สุ่ย ให้ติดต่อซานทุย ขน 'รถศึกจำลอง' กับ 'เครื่องหว่านเมล็ดผสมผสาน' ไปปรับปรุงและทำให้สวยงามขึ้น

ตอนนี้เราจับมือกับจี๋สุ่ยแล้ว เรื่องแค่นี้ถือว่าจิ๊บจ๊อย แค่ช่วยกันนิดๆ หน่อยๆ เพื่อกระชับมิตร

เสร็จธุระ

อวี๋หยางกะจะลุยต่อ ทำเครื่องเกี่ยวและนวดข้าวแบบผสมผสาน

แต่มันเย็นแล้ว

เลยล้างหน้าล้างตา ไปจัดโต๊ะจีนที่ตึกหัวมุม ต้อนรับคณะดึงดูดการลงทุนจากต่างเมืองที่ปลอมตัวเป็นนักข่าวมาสือหลี่อิ๋ง

งานแถลงข่าวของซานหยวนการเกษตรครั้งนี้ แม้จะไม่หวือหวา แต่ปล่อยข้อมูลให้โลกภายนอกรู้เพียบ

เช่น ประกาศสร้างรางรถไฟในโรงงานมูลค่า 8,000 ล้าน

เช่น โครงการบึงน้ำเหลียงซานที่ร่วมมือกันระหว่างไท่ซื่อกับจี๋สุ่ย

เช่น ซานหยวนการเกษตรบุกตลาดถั่วเหลือง เหมาที่นาอีกสองตำบล

แบบนี้ ซานหยวนการเกษตรย้ายฐานไม่ได้แน่นอน

เจ้าหน้าที่ดึงดูดการลงทุนแต่ละคน เขี้ยวลากดินทั้งนั้น ย่อมเข้าใจดี

เพียงแต่ ซานหยวนการเกษตรไม่ใช่บริษัทเล็กๆ แล้ว

ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่ขยายสาขา?

ต่อให้ไม่ตั้งโรงงานสาขา โครงการตะกร้าผัก ร้านอาหารซานหยวน ก็ต้องขยายสเกล

ถึงตอนนั้น โครงการพวกนี้ไปถึงท้องถิ่น ก็ต้องตั้งบริษัทสาขา หรือบริษัทลูก ก็ถือเป็นการดึงดูดการลงทุนเหมือนกัน

ดังนั้น แม้จะดึงซานหยวนการเกษตรไปไม่ได้ แต่ละหน่วยงานก็ยังเข้าหาอย่างกระตือรือร้น หวังสร้างสัมพันธ์อันดีไว้ก่อน

อวี๋หยางคำนึงว่าสินค้าเกษตรของทางเราต้องขายไปทั่วสารทิศ ยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากท้องถิ่น จึงชนแก้วอย่างไม่ถือตัว

งานเลี้ยงจึงจบลงด้วยความชื่นมื่น

พองานเลิก

กลับมาประชุมสรุปที่ตึกหัวมุม

อวี๋หยางจัดรอบดึก ต้อนรับเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เชิญมา

ทางเราตอนนี้มีเงิน 1,100 ล้านที่ลุงต่งโยกมาให้ 380 ล้านจากค่าเช่าบริษัทสัตว์น้ำ และ 1,000 ล้านจากจี๋สุ่ยที่ลงทุนในบึงน้ำเหลียงซาน ไม่ได้ขาดเงิน

ที่เรียกธนาคารมา ก็เพื่อให้มาเปิดสาขาที่สือหลี่อิ๋ง อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวถอนเงิน หรืออำนวยความสะดวกให้เฒ่าแก่ในหมู่นักท่องเที่ยว กู้เงินมาลงทุนในสือหลี่อิ๋ง

"โครงการขนส่งรางรถไฟของเรา คาดว่าจะลงทุน 8,000 ล้าน โครงการบึงน้ำเหลียงซาน คาดว่าจะลงทุน 2,000 ล้าน อุตสาหกรรมถั่วเหลือง คาดว่าจะลงทุน 20,000 ล้าน... เราไม่ได้มีแค่ไท่ซื่อ จี๋สุ่ยหนุนหลัง อนาคตจะมีอีกหลายพื้นที่เข้าร่วม"

"การเติบโตของสือหลี่อิ๋ง หยุดไม่อยู่แล้ว ผมหวังว่าทุกท่านกลับไป จะช่วยโน้มน้าวเบื้องบนให้มาเปิดสาขาย่อย หรือถึงขั้นสาขาระดับภูมิภาคที่สือหลี่อิ๋ง"

ผู้รับผิดชอบธนาคารแต่ละแห่ง รู้ข่าวจากงานแถลงข่าวแล้วว่าสือหลี่อิ๋งกำลังจะบินสูง มีหรือจะปฏิเสธ

งานเลี้ยงรอบดึกจึงจบลงด้วยความชื่นมื่นอีกครั้ง

......

ไท่ซื่อ

ลุงต่งรู้เรื่องงานแถลงข่าวของซานหยวนการเกษตรแล้ว

ย่อมต้องดีใจมาก

เพราะนี่เป็นโครงการที่แกรับผิดชอบ ตอนนี้เพิ่มอุตสาหกรรมถั่วเหลืองเข้าไป ก็เท่ากับใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น หน้าตาแกก็มีแสงราศีจับ

แปดโมงเช้า

แกฮัมเพลงเดินเข้ามาทำงาน

เลขาหน้าห้องรายงาน "ท่านครับ ประธานบริษัทท่องเที่ยวตงเยว่ มารอตั้งแต่เช้าตรู่แล้วครับ"

"เชิญเขาเข้ามา"

ลุงต่งนั่งลงบนเก้าอี้ หยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิดดู

สักพัก ประธานบริษัทท่องเที่ยวตงเยว่ที่หน้าบวมปูด ก็เดินเข้ามา

"คุณนี่มัน?"

"ท่านครับ พวกเราอยู่ไม่ได้แล้วครับ"

"ทำไม?"

"ห้าวันก่อน ผมเดินอยู่บนถนน เจอคนใส่ชุดตือโป๊ยก่าย จู่ๆ ก็เข้ามากระทืบผม สี่วันก่อน ผมเลี้ยงข้าวผู้ใหญ่ในกรมพัฒนาฯ ที่โรงแรม จู่ๆ ตือโป๊ยก่ายก็พังประตูเข้ามา กระทืบผมอีก สามวันก่อนตอนดึก ผมนอนอยู่ดีๆ..."

"ก็ตือโป๊ยก่ายอีก?"

"ครับ แถมตั้งแต่ตรุษจีนเป็นต้นมา มันเปลี่ยนเป็นวันละสามมื้อ ตรงเวลาเป๊ะยิ่งกว่ากินข้าว"

"คุณไปล่วงเกินใครมารึเปล่า"

"ไม่มีครับ ไม่มีแน่นอน กลับมาไท่ซื่อคราวนี้ พวกเราเจียมเนื้อเจียมตัวสุดๆ ถ้าจะบอกว่ามีเรื่องกับใคร ก็มีแค่ร้านอาหารซานหยวน เพราะงั้น ต้องเป็นพวกมันแน่!"

"ไม่หรอก สือหลี่อิ๋งทำอะไรเอิกเกริกจะตาย อย่างตอนไปถล่มบริษัทนำเข้าส่งออกของซุนเสียง เขาไปกันอย่างเปิดเผย กลับอย่างเปิดเผย ไม่มาเสียเวลาปลอมตัวเป็นตือโป๊ยก่ายหรอก"

"แต่สไตล์การตีที่เน้นตีแต่หน้านี่ มันเหมือนกันเปี๊ยบเลยนะครับ!"

"จริงๆ เวลาผมตีคน ผมก็ตีแต่หน้า ไม่งั้นคนอื่นจะรู้ได้ไงว่าผมตี?"

"???"

"เอาล่ะ เรื่องนี้ผมรู้แล้ว ผมจะเร่งทางตำรวจให้จัดการ"

"ท่านครับ ร้านอาหารซานหยวนหน้าด้านไม่ยอมไป เราเอาโถงบริการคืนไม่ได้ ก็เริ่มโครงการสะพานเทียนไว่ไม่ได้นะครับ"

"มีผมหนุนหลังขนาดนี้ พวกคุณยังแย่งคืนมาไม่ได้..." ลุงต่งตบโต๊ะปัง "ไม่ได้เรื่อง!"

ประธานบริษัทท่องเที่ยวตงเยว่สะดุ้งโหยง กัดฟันแน่น ขอตัวลา แล้วเดินหันหลังกลับไปอย่างคับแค้นใจ

ลุงต่งนั่งอยู่ในห้องทำงาน ยิ้มมุมปาก หยิบมือถือ โทรหาเบอร์ที่เมมว่า 'ซานหยวน' "ปลากินเบ็ดแล้ว แต่เธอระวังตัวหน่อย อย่าโดนพวกมันเก็บจริงๆ ล่ะ"

"รับทราบ"

......

สำนักงานโรงอิฐ

อวี๋หยางวางสายจากลุงต่ง เรียกแผนที่ 3 มิติออกมา

แผนที่นี้มองไม่เห็น 'ศัตรู' แต่เหมือนเหตุการณ์โรงพยาบาลตงเยว่ มันระบุหน่วยที่ไม่ใช่ฝ่ายเราได้

พูดง่ายๆ คือ พาพลหอกที่เพิ่มเป็น 100 คน และคนงานที่เพิ่มเป็น 1,500 คน เข้าไปในเขตอุตสาหกรรมเรือนกระจกรับแสงที่ยังไม่เปิดใช้งาน

ต่อไปกินนอนข้างในนั้น ใครเข้ามา ต่อให้เป็นหมา สัญลักษณ์มันต้องต่างจากพลหอกและพวกพี่ชายแน่

นั่นแหละ ศัตรู

อวี๋หยางรักตัวกลัวตาย เช้านั้นก็ย้ายเข้าไปอยู่ในเขตเรือนกระจกรับแสงทันที

บังเอิญว่า ประธานบริษัทก่อสร้างที่ 2 ของเมืองที่รับผิดชอบสร้างโรงงาน เพิ่งเสนอแผนใช้ฮีตเตอร์แทนเตียงเตาและเตาถ่านเมื่อก่อนปีใหม่ ตอนนี้ท่อฮีตเตอร์ต่อมาถึงเรือนกระจกแล้วพอดี

ให้แผนกหม้อต้มจุดไฟ แม้จะไม่ร้อนทันที แต่กลางคืนไม่หนาวตายแน่นอน

......

ประธานบริษัทท่องเที่ยวตงเยว่ เป็นผู้จัดการทั่วไปของ 'จินเจียงอินเตอร์เนชั่นแนล' บริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่ของตะวันออก และทำธุรกิจในเซี่ยงไฮ้มาหลายปี

ถ้าเขาอยากเก็บอวี๋หยาง อย่างน้อยก็ติดต่อพวกมือปืนรับจ้างฉายเดี่ยวได้สักยี่สิบคน

แต่เพื่อความชัวร์ เขาจ้างมืออาชีพมา

คนเวียดนามใต้ที่เคยผ่านสงคราม

อยู่ค่ายลี้ภัยฮ่องกงมาก่อน ต่อมารวยแล้วตั้งรกรากที่ฮ่องกง

แถมพูดจีนได้ อ่านจีนออก

"มัดจำ 5 หมื่น งานเสร็จจ่ายอีก 5 หมื่น"

"ไม่มีปัญหา!"

......

นักฆ่ารู้เรื่องเมืองจีนดี รู้กฎระเบียบต่างๆ

เขาไม่พกอาวุธมาเลย พกมาแค่ไส้ปากกาลูกลื่นที่บรรจุยาพิษร้ายแรง กับเข็มยาวที่เสียบอยู่ในหลอดพลาสติกของไส้ปากกา

เข็มเล่มนี้ ขอแค่ดึงออกมา ไม่ว่าจะแทงเข้าร่างกายคน หรือเอาไปคนในแก้วน้ำ ระบบประสาทเป้าหมายจะชาทันที หัวใจหยุดเต้น แล้วก็ตาย

ในเมืองจีน ใช้ของแค่นี้เก็บเด็กบ้านนอกคนนึง ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย

ดังนั้น 1 แสน ถือว่ามาเที่ยวขำๆ

นักฆ่านั่งรถไฟขึ้นเหนือ

ถึงจี๋สุ่ย ต่อรถบัสมาไท่ซื่อ

แล้วต่อรถมินิบัส โยกเยกผ่านตำบลต่างๆ...

"หยุด ปล้น!"

พลบค่ำ

รถมินิบัสมาถึงทางสามแพร่ง โดนหินก้อนใหญ่ขวางทาง

ชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนถือมีดผ่าฟืน โผล่ออกมาจากสองข้างทางตอนไหนไม่รู้

แถมยังมีพวกขาโหดถือปืนสั้นสีดำสองคน คนนึงจ่อคนขับให้เปิดประตู อีกคนจ่อผู้โดยสารให้ลงรถ

พอผู้โดยสารมายืนรวมกันที่ลานว่าง คนถือมีดก็ขึ้นไปค้นรถ

ส่วนคนถือปืนคนหนึ่ง ถอนหายใจต่อหน้าฝูงชนที่ตื่นกลัว:

"ชีวิตมันยาก ผมขอแค่ทรัพย์สินหนึ่งในสาม ใครจ่าย ขึ้นรถได้"

"เร็วๆ เข้า เราทำแค่เคสเดียว ไม่กลับมาอีกแล้ว"

ผู้โดยสารท้องถิ่นเข้าใจทันที นี่กลัวพวกบ้าเลือดสือหลี่อิ๋งจะมาจับ

คนท้องถิ่นไม่อยากมีเรื่อง รีบควักกระเป๋า นับเงิน จ่ายเงิน ขึ้นรถ

มาถึงคิวนักฆ่า...

"เชี่ย มาจากกวางตุ้ง?"

"ช่วงนี้สือหลี่อิ๋งดังใหญ่ นายเป็นช่างเทคนิคมาหางาน หรือเฒ่าแก่มาดูงาน?"

"เฮ้ย ใครก็ได้มาค้นตัวหน่อย"

ไม่นาน ตั๋วรถ รูปถ่ายเป้าหมาย ก็ถูกคนถือมีดค้นเจอ

คนถือปืนหยิบรูปมาดู รูม่านตาหดเกร็ง

ทำไมถึงทำแค่เคสเดียวแถวนี้?

ก็เพราะกลัวไอ้หมอนี่จะจับพวกเราไปสือหลี่อิ๋งไง

ตอนนี้มาปล้นเคสนี้ ฝั่งโน้นต้องตามจับแน่

โจรขาโหดยิ้มมุมปาก มองหน้านักฆ่า "พี่ชาย มาเยี่ยมญาติเหรอ"

นักฆ่าไม่รู้เรื่องความขัดแย้งท้องถิ่น พยักหน้า

ปัง!

นักฆ่าหงายหลังล้มตึงโดยไม่ทันตั้งตัว

"แม้ภัยไม่ควรลามถึงลูกเมีย แต่นายเสนอหน้ามาเอง ก็ช่วยไม่ได้..."

โจรเก็บปืน "ถือว่าสงเคราะห์ให้ไปสบาย!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 101 - หลังปีใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว