เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 - เงินกู้

บทที่ 34 - เงินกู้

บทที่ 34 - เงินกู้


บทที่ 34 - เงินกู้

มื้ออาหารเมนูถั่วงอกที่ผู้พันโจวเป็นเจ้าภาพ ทำให้ผู้บริหารอำเภอเริ่มจดจำอวี๋หยางได้บ้าง

ต่อมาโครงการดึงดูดการลงทุนของตำบลสือหลี่อิ๋งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ชื่อของอวี๋หยางก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างจริงจัง

ตามมาด้วยท่านนายกเทศมนตรีตำบลฉวยโอกาสขอให้ท่านผู้นำช่วยจัดการเรื่องจดทะเบียนบริษัทซานหยวนการเกษตร ซึ่งก็ไปพาดพิงถึงผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างพ่อของอวี๋หยางอีก

เมื่อสองวันก่อน หลิวต้านียน ผู้จัดการธนาคารสาขาอำเภอ ใชเส้นสายยอมเสียค่าปรับหนึ่งพันหยวนเพื่อยกเลิกสัญญา จนกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

พอผู้บริหารอำเภอได้ยินชื่ออวี๋เจี้ยนจวิน ก็พลันนึกถึงอวี๋หยางขึ้นมา

เมื่อพิจารณาถึงการดึงดูดการลงทุน ต้นอ่อนถั่วลันเตา และบริษัทซานหยวนการเกษตร ท่านเลยให้เลขาไปสืบข่าวดู

อำเภอผิงตงเป็นแค่เมืองเล็กๆ แวดวงสังคมก็มีอยู่แค่นี้

แถมทนายที่แม่อวี๋จ้างมา ก็ดันเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับเลขา ท่านผู้บริหารอำเภอเลยรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องโรงอิฐได้อย่างรวดเร็ว

รวมถึงคำพูดที่อวี๋หยางใช้ขู่ธนาคารสาขาอำเภอที่ว่า "พ่อผมติดคุกก็ติดไปสิ อย่างมากก็แค่มีประวัติติดตัว ส่งผลกระทบถึงลูกหลานสามรุ่น แต่ผมทำธุรกิจไม่ได้จะเป็นข้าราชการสักหน่อย พอรวยแล้วผมก็ย้ายประเทศ ลูกผมก็กลายเป็นชาวต่างชาติ ไม่ต้องมาสนประวัติพวกนี้อยู่แล้ว"

เดิมทีผู้บริหารอำเภอก็ไม่ได้ใส่ใจคำพูดนี้นัก

แต่วันนี้พอได้มาเห็นความรุ่งโรจน์ของธุรกิจต้นอ่อนถั่วลันเตา ท่านจะกล้าปล่อยให้คนรุ่นใหม่ที่ดึงดูดการลงทุนเป็น ปลูกผักเก่ง แถมยังทำธุรกิจคล่องหลุดมือไปได้ยังไง นี่มันผลงานชิ้นโบแดงชัดๆ

ดังนั้น

ผู้บริหารอำเภอจึงรีบคว้ามืออวี๋หยางมากุมไว้แน่น "เสี่ยวอวี๋ คุณห้ามย้ายประเทศหนีไปไหนนะ!"

"???"

ผมไปบอกตอนไหนว่าจะย้ายประเทศ?

อวี๋หยางกุมมือผู้บริหารอำเภอกลับ "ท่านผู้นำ ตระกูลผมรักชาติยิ่งชีพ มีคุณอาสองคนที่พลีชีพเพื่อชาติ ท่านมาหาว่าผมจะย้ายประเทศ นี่มันดูถูกกันชัดๆ วางใจได้เลยครับ ผมก็เหมือนก้อนอิฐของอำเภอผิงตง จะให้ไปก่อตรงไหนก็ยินดีเสมอ!"

"พูดได้ดี!" ผู้พันโจวจากกองกำลังพลเรือนตบมือฉาด

ผู้นำท่านอื่นๆ เห็นดังนั้นก็พากันตบมือเกรียวกราว

ผู้บริหารอำเภอเห็นอวี๋หยางแสดงจุดยืนก็เบาใจ "เรื่องพ่อของคุณมันเกี่ยวข้องกับสมบัติของส่วนรวม ค่อนข้างยุ่งยาก แถมหลิวต้านียนยังทำเรื่องให้เป็นข่าว คาดว่าทางจังหวัดคงจับตามองอยู่ ทางอำเภอตอนนี้คงทำได้แค่ดึงเวลาไปก่อน แต่จะพยายามหาทางออกให้พ้นผิดให้ได้"

"รบกวนท่านผู้นำแล้วครับ"

อวี๋หยางรู้ดีว่าพอเป็นเรื่องของส่วนรวมมันจะซับซ้อน เพราะไม่มีทางทำให้ทุกคนพอใจได้

ไม่อย่างนั้นในอีกช่วงเวลาหนึ่ง คดีนี้คงไม่ยืดเยื้อไปถึงสามปีครึ่ง

นี่เป็นเหตุผลหลักที่เขายอมให้พ่อติดคุก ดีกว่าให้พ่อต้องไปลำบากในห้องขัง

"ท่านผู้นำ ถ้าจนปัญญาจริงๆ ก็ให้พ่อผมเข้าไปเถอะครับ"

"???"

"สภาพความเป็นอยู่ในห้องขังมันแย่เกินไป คนยี่สิบสามสิบคนอัดกันอยู่ในห้องเดียว ร้อยพ่อพันแม่ แต่พ่อผมเป็นคนซื่อๆ หัวอ่อน กลัวจะโดนรังแก"

"เอาอย่างนี้แล้วกัน ถึงผมจะแทรกแซงคดีไม่ได้ แต่ผมสั่งการให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ย้ายพ่อคุณไปอยู่ห้องที่ดีกว่านี้ได้"

"ขอบคุณครับท่าน!"

"ทำเพื่อชาวผิงตงทั้งนั้น"

คุยไปเดินไป

ไม่นานก็มาถึงฐานการผลิตผักห้องกระจกรับแสงที่ตั้งอยู่เหนือสุดของพื้นที่รกร้าง

ห้องกระจกรับแสง หรือที่เรียกว่าเรือนกระจก

ตามชื่อเลย คือสร้างจากโครงเหล็กและกระจก

ทั้งโครงสร้างและการก่อสร้างไม่มีเทคนิคซับซ้อนอะไร

บวกกับอวี๋หยางในอีกช่วงเวลาหนึ่งเคยรับเหมาก่อสร้าง มีประสบการณ์งานโครงสร้างเหล็กมากมาย เรื่องแค่นี้เลยง่ายเหมือนปอกกล้วย

พูดได้ว่า ขอแค่โรงงานกระจกกับโรงงานอลูมิเนียมผลิตของทัน ทางเราอยากได้เรือนกระจกสักกี่หลังก็เสกได้ทันที

แต่ในยุคสมัยที่ยากจนล้าหลังแบบนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีฉากหลังเป็นหมู่บ้านตระกูลอวี๋ที่เต็มไปด้วยเศษอิฐซากปรักหักพัง

อาคารสามหลังที่สร้างจากโครงโลหะสีดำกรุด้วยกระจกใสแผ่นใหญ่ จึงสร้างแรงกระแทกทางสายตาให้ผู้พบเห็นได้อย่างรุนแรง

และเมื่อเดินเข้าไปใกล้

ต้นอ่อนถั่วลันเตาเขียวชอุ่มเต็มพื้น ตัดกับไม้ประดับต้นเตี้ยๆ ที่ปลูกไว้รอบๆ พร้อมเทอร์โมมิเตอร์แบบเข็มที่วางไว้ตามจุดต่างๆ แล้วครอบด้วยกระจกใสแจ๋ว...

มันดูเป็นอุตสาหกรรม เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ก็ยังกลมกลืนกับธรรมชาติสุดๆ

"เหมือนงานศิลปะเลย!" ผู้บริหารอำเภออุทานไม่หยุดปาก

รองผู้บริหารก็เสริมขึ้น "เห็นภาพนี้แล้วรู้สึกสดชื่น เหมือนฟ้าหลังฝนจริงๆ"

ผู้พันโจวอ้าปากพะงาบๆ อยากจะชมบ้าง แต่ในท้องไม่มีหมึกมีความรู้ เลยได้แค่ "ดี! ดีมาก!"

จากนั้นทุกคนก็คุยสัพเพเหระ

อวี๋หยางฉวยโอกาสเข้าไปกระซิบถามผู้พันโจว "เมื่อกี้ตอนอยู่ในลานบ้านผมอยากจะทักท่านตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีจังหวะ วันนี้ทำไมท่านถึงมาด้วยล่ะครับ?"

"สือหลี่อิ๋งมันเถื่อน คนเยอะขนาดนี้ ลำพังรถตำรวจสองคันนั้นจะไปเอาอยู่เรอะ"

ผู้พันโจวพูดพลางเลิกชายเสื้อโค้ททหารให้ดู "ถ้าเกิดเรื่องจริงๆ ต้องพึ่งเจ้านี่"

อวี๋หยางก้มมอง

ที่หน้าอกของผู้พัน นอกจากจะมีปืนกลมือรุ่น 85 แบบพับฐานได้แล้ว ที่เอวยังคาดระเบิดมือทรงน้อยหน่าไว้อีกพวงเบ้อเริ่ม

"ท่านครับ ที่เขาว่าสือหลี่อิ๋งเถื่อนน่ะ มันข่าวลือทั้งนั้น ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอกครับ"

"คนพื้นที่ก็พูดแบบนี้ทั้งนั้นแหละ แต่ต้องโดนปล้นสักทีถึงจะซึ้ง"

"..."

ความจริงอวี๋หยางไม่ได้คิดว่าสือหลี่อิ๋งเถื่อนอะไร

เพราะเขาไม่เคยเจอโจรดักปล้นเลยสักครั้ง

แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะเขาอาศัยอยู่ในรังโจร เส้นผมบังภูเขา

เหมือนอย่างลุงเลขาธิการพรรคหมู่บ้านที่น่าเคารพศรัทธา ว่างๆ แกยังแบกปืนยาวฮันหยางเดินไปเดินมาเลย

...

เผลอแป๊บเดียวก็เที่ยง

ทุกคนเดินมาที่โรงเรือนพลาสติกหมายเลข 2

ผู้บริหารอำเภอเห็นป้ายเบอร์ 2 แล้วมองไปที่โรงเรือนอีกหลังที่อยู่ไกลๆ ซึ่งก็ติดป้ายเบอร์ 2 เหมือนกัน

"เสี่ยวอวี๋ ติดป้ายผิดหรือเปล่า?"

"ไม่ผิดครับ โรงเรือนพลาสติกรุ่นแรกมี 10 หลัง หลังที่อยู่ในลานบ้านเปิดใช้ก่อนเลยให้เป็นเบอร์ 1 ถัดมาคือหลังนี้ ให้เป็นเบอร์ 2

แต่ต่อมาหลังนี้ถูกเอามาใช้จัดเลี้ยง มีการตั้งเตาดิน โต๊ะ ม้านั่งยาว แถมยังใช้เก็บผักเก็บเนื้อ เลี้ยงเป็ดไก่ ก็เลยไม่ได้ปลูกต้นอ่อน

พออีก 9 หลังที่เหลือเริ่มปลูกด้วยระบบ 333 เพื่อให้คนหาเจอง่ายๆ ก็เลยตั้งเบอร์ 2 ขึ้นมาใหม่อีกหลังครับ"

ผู้บริหารอำเภอพยักหน้า มุดเข้าไปในโรงเรือนพลาสติกเบอร์ 2 รุ่นเก่า เงยหน้ามอง "ทำไมข้างในมีบ้านด้วยล่ะ?"

อวี๋หยางไม่รู้จะอธิบายยังไง เลยแกล้งพูดให้ดูลึกซึ้ง "ท่านลองพิจารณาดูสิครับ"

ผู้บริหารอำเภอชะงักไปนิดหนึ่ง มองไปรอบๆ แล้วครุ่นคิด

สักพัก

เข้าใจแล้ว

"สไตล์ทุ่งนาป่าเขานี่เอง!"

ผู้บริหารอำเภอชี้ไม้ชี้มือ "เมื่อก่อนไปกินข้าวตามบ้านนอก ไม่เคยสัมผัสได้ถึงบรรยากาศทุ่งนาแบบในหนังสือเลย

แต่วันนี้มาที่นี่ ดูรั้วไม้ไผ่ที่ล้อมเล้าไก่นั่นสิ ดูโม่หินที่กำลังหมุนนั่น ดูแปลงผักเล็กๆ ดูบ้านอิฐหลังคากระเบื้อง กำแพงอิฐโปร่ง แล้วก็โต๊ะไม้สี่เหลี่ยมม้านั่งยาวพวกนี้..."

รองผู้บริหารต่อบท "ต้องฉลองด้วยสุราสักจอก!"

อวี๋หยางตะโกนบอกพี่สะใภ้ "ยกเหล้า! ตั้งโต๊ะ!"

ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้ (ยูนิตแม่บ้าน) ยอดเยี่ยมจริงๆ

ฟองเต้าหู้ทำเอง ลวกน้ำร้อนแล้วปรุงด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล เกลือ ผงชูรส โรยต้นหอมกับพริกหยวกซอย แล้วราดด้วยน้ำมันพริกร้อนฉ่า...

ยังไม่ทันยกมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมสดชื่นแต่เข้มข้นก็น้ำลายสอไปทั้งโรงเรือน

อวี๋หยางให้อาหกยกเหล้าเหมาไถตราห้าดาวมาสองลัง เพิ่งจะเปิดขวดแรก

กับข้าวอย่างที่สองก็ขึ้นโต๊ะ มันคือผัดต้นอ่อนถั่วลันเตาสูตรเด็ดของที่บ้าน

ใช้วิธีปรุงต่างจากข้างนอก เหมือนที่เคยโชว์ในตลาดนัด คือใช้น้ำมันหมูร้อนๆ เจียวพริกแห้งจนหอม ใส่ต้นหอมซอย แล้วโยนต้นอ่อนลงไปผัดไฟแรง ก่อนตักขึ้นค่อยปรุงรสด้วยเกลือและกระเทียมฝาน

พอยกมาวาง กลิ่นหอมของต้นอ่อนผสมกับกลิ่นกระเทียมจางๆ ชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก

จานที่สามเป็นตะพาบน้ำจากทะเลสาบผิงตง ตุ๋นน้ำใสซดคล่องคอ ขับความหนาวบำรุงกระเพาะ

จานที่สี่เป็นรากบัวจากทะเลสาบผิงตง ลวกพอสุกโรยเกลือ แช่น้ำเย็นจนกรอบ โรยต้นหอมขาวและขิงซอย ราดน้ำมันถั่วเหลืองอุ่นๆ แล้วใส่มัสตาร์ดจีนสีเหลืองลงไป คลุกให้เข้ากันเหยาะจิ๊กโฉ่วปิดท้าย รสชาตินี้บอกเลยว่าเด็ด

จานที่ห้าก็ยังมาจากทะเลสาบผิงตง ต้มจับฉ่ายสามสหาย มีเม็ดบัว เคียนสือ และกระจับ ช่วยบำรุงม้ามและปอด

จากนั้นก็เป็นเมนูหนักท้อง

พะโล้รวมมิตร ไก่ตุ๋น ขาหมูน้ำแดง ปลาหลีฮื้อเจี๋ยน...

...

มื้ออาหารลากยาวไปจนบ่ายสาม

อวี๋หยางดูนาฬิกา นึกขึ้นได้ว่าจะกู้เงินโดยใช้โรงอิฐค้ำประกัน เลยลุกขึ้นพูด "ท่านผู้นำครับ ผมยังมีกิจการอีกแห่งที่โรงอิฐ พวกเราไปดูกันตอนนี้เลยไหมครับ?"

"ยังมีอีกเหรอ?"

"ครับ ถ้าไม่รีบไป เดี๋ยวค่ำมืดเสียก่อน ท่านจะต้องกลับเข้าอำเภอแล้ว"

"ใหญ่ไหม?"

"ก็พอประมาณครับ"

"โรงอิฐ... เผาอิฐเหรอ?"

"เปล่าครับ ปลูกผักเหมือนกัน"

ผู้บริหารอำเภอลังเลเล็กน้อย ยื่นเอกสารแผนสนับสนุนบริษัทซานหยวนการเกษตรให้เลขา แล้วลุกขึ้นเซเล็กน้อย "ไป!"

หมู่บ้านตระกูลอวี๋อยู่ห่างจากโรงอิฐประมาณสามลี้

เมื่อก่อนมีทางเล็กๆ ตัดผ่านทุ่งร้างทางทิศเหนือ อ้อมหลุมดินไปถึงโรงอิฐ

ช่วงก่อนหน้านี้หิมะตก ทางเดินลำบาก อวี๋หยางเลยต้องใช้ทางดินฝั่งสือหลี่อิ๋ง

แต่ตอนนี้ทางเราปรับปรุงโรงอิฐ ถือเป็นกิจการสำคัญ ทางเส้นนี้ต้องซ่อมแซม

ดังนั้นเมื่อวานพอพี่ใหญ่ส่งข้าวเที่ยงกลับมา ก็เกณฑ์คนไปปูอิฐแดงทำทางชั่วคราวทับทางเดิมทั้งคืน

รอมีเงินเมื่อไหร่ ไม่แน่ว่าอาจจะลาดยางมะตอยทำถนนใหญ่ เชื่อมตรงขึ้นทางด่วนไปเลย

มาถึงโรงอิฐ

ทุกคนอาจจะดื่มกันไปเยอะ แถมมีผู้บริหารอำเภออยู่ด้วย กลัวจะพูดอะไรผิดหู เลยพากันเงียบกริบ

อวี๋หยางให้พี่รองเปิดไฟที่เดินสายไว้ในโรงอิฐ เผยให้เห็นเตียงเตาขนาดยักษ์ที่กำลังก่อสร้าง

และป้ายแบ่งเขตเพาะปลูกที่วางไว้อย่างเป็นระเบียบ

ได้แก่:

เห็ดเข็มทอง 20 ตารางเมตร

เห็ดหอม 20 ตารางเมตร

ผักปลัง 20 ตารางเมตร

ขิง 20 ตารางเมตร

หน่อไม้ฝรั่งขาว 20 ตารางเมตร

กุยช่ายขาว 50 ตารางเมตร

ต้นกระเทียมเหลือง 50 ตารางเมตร...

แล้วยังมีพื้นที่ใกล้ปากทางเข้าโรงอิฐ จัดสรรไว้สำหรับ:

ผักบุ้ง 50 ตารางเมตร

ผักโขม 100 ตารางเมตร

ผักกาดขาวเล็ก 100 ตารางเมตร

มันฝรั่งจิ๋ว 100 ตารางเมตร...

พื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 866 ตารางเมตร ถูกอัดแน่นไปด้วยผักนานาชนิด

รอให้โตเต็มที่ รวมกับผักชี พริกหยวก ผักกาดแก้ว ตั้งโอ๋ แตงกวา ผักสลัด ฯลฯ ที่แม่บ้านปลูกในโรงเรือนพลาสติกเบอร์ 2

บวกกับรากบัวที่สั่งมาจากทะเลสาบผิงตง

หยิบจับอย่างละ 50-200 กรัม ก็จัดเป็น 'ชุดผักรวมหม้อไฟ' ได้แล้ว

ชุดหนึ่งขายส่ง 50 หยวน ไม่ถือว่าถูก แต่ในหน้าหนาวก็ไม่ถือว่าแพงจนเกินไป

"ท่านผู้นำ คิดว่าโรงอิฐของผมเป็นยังไงบ้างครับ?"

ผู้บริหารอำเภอเห็นแค่ว่ามีผักหลายชนิด แต่พื้นที่มันเล็กนิดเดียว ทั้งผลผลิตและกำไร เทียบกับโรงเรือนพลาสติกและห้องกระจกไม่ได้เลย "ไหนลองแนะนำหน่อยซิ"

"ท่านดูไม่ออกเหรอครับ? นี่คือฐานการทดลองพืชผักของบริษัทซานหยวนการเกษตรนะครับ"

"พอคุณพูดแบบนี้ ก็ดูเข้าท่าขึ้นมาเชียว"

"ผักทุกชนิดที่นี่ คือสินค้าหลักของบริษัทเราในอนาคต ตอนนี้แค่เพาะพันธุ์ รอให้เปิดตัวตลาดหน้าหนาวปีหน้า ท่านลองจินตนาการดูสิครับ?"

รองผู้บริหารพูดขึ้นก่อน "บานสะพรั่งไปทั่วแผ่นดิน!"

ผู้บริหารอำเภอพยักหน้า "อาศัยช่วงหน้าหนาว ส่งป้อนตลาดหม้อไฟ ถือว่าเยี่ยมมาก โรงอิฐแห่งนี้ตีราคาให้ 1 ล้านหยวน"

"แค่ล้านเดียวเหรอครับ?" อวี๋หยางเริ่มไม่พอใจ "นี่มันอนาคตของซานหยวนการเกษตรเลยนะครับ มีเทคโนโลยีการเพาะปลูกอัดแน่นอยู่เพียบ"

"ธนาคารเขาจะยอมรับไหมล่ะ?" ผู้บริหารอำเภอรู้อยู่แล้วว่าอวี๋หยางต้องการกู้เงิน

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสร้างลานจอดรถ หรือทำถนนเข้าออกหมู่บ้านตระกูลอวี๋

บริษัทซานหยวนการเกษตรจะสร้างโรงงาน ก็ต้องมีการปรับหน้าดิน ต่อไฟฟ้าต่อน้ำ แล้วสร้างตึกสำนักงาน สร้างห้องเย็น โรงจอดรถ หอพัก...

ทั้งหมดนี้ต้องใช้เงิน

ปัญหาคือ โรงเรือนพลาสติกธรรมดามันไม่มีราคาค้ำประกัน ห้องกระจกอย่างมากก็กู้ได้ 5 แสน

ส่วนโรงอิฐก็มีความเสี่ยงที่หลิวต้านียนเอาไปแฉ ต่อให้ตีเป็นฐานทดลองพืชผัก อย่างมากก็ได้แค่ 1 ล้านหยวน

"ล้านห้า เต็มที่แล้ว ผมช่วยได้แค่นี้"

ผู้บริหารอำเภอพูดจบ ก็ถือแก้วน้ำเดินไปทางบ้านพักคนงานที่สร้างเสร็จแล้วหน้าโรงอิฐ

กะว่าจะหากระติกน้ำร้อนรินน้ำดื่ม พอไปถึงหน้าประตู กลับเห็นชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่กำลังนั่งบนม้านั่งยาว จับคู่กันโต๊ะละสองคน รัวนิ้วบนคีย์บอร์ดอย่างเมามัน

นับดูคร่าวๆ มีตั้งแปดสิบเครื่อง

"คอมพิวเตอร์เยอะขนาดนี้เลย?"

พี่รองยืดอกอย่างภาคภูมิใจ "ที่ตึกฝรั่งยังมีอีก 89 เครื่องนะ เพิ่งต่อเน็ตเสร็จเมื่อกี้เลย"

"นี่... นี่ถ้ารวมคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน กู้เพิ่มได้อีก 3 ล้าน!"

เดิมทีอวี๋หยางกำลังกลุ้มเรื่องเงินกู้

เพราะทางเราจำเป็นต้องใช้เงินสร้างโรงงานจริงๆ

แต่พอได้ยินคำพูดของผู้บริหารอำเภอ ก็ถึงกับอ้าปากค้าง

ไอ้ที่ผมทุ่มเทสร้างธุรกิจมาตั้งครึ่งค่อนเดือน ยังมีค่าไม่เท่าทีวีเก่าๆ ไม่กี่เครื่องเนี่ยนะ?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 34 - เงินกู้

คัดลอกลิงก์แล้ว