- หน้าแรก
- เวอร์ชันในตำนานของสามก๊ก
- บทที่ 158 เดิมพันกับศึกแดนเหนือ!
บทที่ 158 เดิมพันกับศึกแดนเหนือ!
บทที่ 158 เดิมพันกับศึกแดนเหนือ!
เฉินซีใช้ชีวิตสบายเกินไปจนใครเห็นก็อดคิดไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เล่าปี่จึงต้องคอยกำกับไม่ให้เฉินซีสบายเกินหน้าเกินตา โดยเฉพาะเมื่อเห็นหลู่จื่อจิ้งกับเล่าเย่โหมงานอย่างเอาเป็นเอาตายต่อเนื่องกันนับสิบวัน ขณะที่เฉินซีกลับนั่งจิบชาอยู่ฝั่งตรงข้าม แบบนี้มันจะไม่เป็นการสร้างความแตกแยกภายในหรือ?
“เหวินหยู เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดจื่อชวนถึงได้ขี้เกียจขนาดนี้” เล่าปี่เอ่ยถามลิยูด้วยความอึดอัดใจ
“ก็เป็นนิสัยของคน” ลิยูตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งตามเคย
“แล้วทำไมจื่อจิ้งกับจื่อหยางถึงขยันนักล่ะ” เล่าปี่แอบอยู่หลังประตูห้องว่าราชการ ถามต่ออย่างข้องใจ
“เพราะงานของพวกเขายังทำไม่เสร็จ” คำตอบไร้อารมณ์ของลิยูทำเอาเล่าปี่ถึงกับสะอึก
“แล้วทำไมจื่อชวนถึงทำงานเสร็จตลอด?” เล่าปี่ยิ่งสงสัยเข้าไปอีก
“เพราะส่วนใหญ่แล้ว ต่อให้เรื่องยังไม่เกิด เฉินจื่อชวนก็คิดไว้ล่วงหน้าแล้ว พองานส่งมาถึงมือก็จัดการได้ทันที” ลิยูตอบพลางมองตรงไปข้างหน้า ไม่สนใจว่าเล่าปี่กำลังแอบชะโงกหน้าดูอยู่ตรงประตูห้องว่าราชการ
ภาพเล่าปี่ตอนนี้เข้าข่ายคำกล่าวที่ว่า “มองเผิน ๆ ไม่เหมือนเจ้าแผ่นดินเลย” แต่ลิยูที่บรรลุโลกจนใกล้บรรลุธรรมแล้ว ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร จะเจ้าแผ่นดินหน้าตาเป็นยังไง ไปหาตัวจริงมาเทียบดูสิ ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็พูดลอย ๆ ทั้งนั้น ไหนว่ากันว่าเล่าปี่คือจอมคนแห่งกลางแผ่นดิน แต่ดันมายืนแอบฟังอยู่ตรงนี้ ใครจะเชื่อ?
“อืม มีเหตุผล จื่อชวนทำงานแบบนี้เสมอ ชอบเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า” เล่าปี่พยักหน้า “เหวินหยู ไปเดินดูเมืองเฟิ่งเกากับข้าหน่อย ว่ายังมีจุดไหนต้องแก้ไข”
ลิยูหันไปพยักหน้าให้เคาทู สำหรับขุนพลตรง ๆ ซื่อ ๆ แบบนี้ บรรดาขุนนางฝ่ายบุ๋นล้วนชื่นชอบ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเคาทูไม่ได้ฉลาดนัก ลิยูยิ่งชอบพาไปไหนมาไหนด้วย
เคาทูสะบัดตัวเล็กน้อย แล้วเกาหัวเดินตามหลังสองคนไป เขารู้สึกเสมอว่าบางครั้งลิยูให้ความรู้สึกอันตรายอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนเฉินซียังคงอยู่ในห้องว่าราชการ กำลังคลั่งกับการหาวิธีใช้เวลาน้อยที่สุดในการเก็บข้อมูลสถานการณ์ในจี้โจว อิ๋วโจว และอวี้โจว เรื่องการเมืองการปกครองแบบนี้เฉินซีไม่โปรดเลย เพราะต้องคอยติดตามสถานการณ์ทั่วหล้า มันเสียเวลาเกินไป
“อ๊าก!” เฉินซีฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เสียงดังจนแม้แต่หลู่จื่อจิ้งกับเล่าเย่ที่ตั้งใจทำงานสุด ๆ ยังเงยหน้าขึ้นมามอง
“จื่อชวน เจ้าเป็นอะไรหรือ?” หลู่จื่อจิ้งลังเลเล็กน้อยก่อนจะถาม ถึงจะโดนเฉินซีแกล้งมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่เวลาสำคัญก็ยังอดยื่นมือช่วยไม่ได้
“จื่อจิ้ง เรามาเปลี่ยนงานกันเถอะ ข้าจัดการงานชิงโจวให้เจ้าเอง ส่วนเจ้าไปช่วยข้าตามสถานการณ์ในจี้โจว อิ๋วโจว และอวี้โจวแทน” เฉินซีทำหน้าตาอ้อนวอน
“...จื่อหยาง เราทำงานต่อเถอะ” หลู่จื่อจิ้งก้มหน้าทำงานต่อไม่สนใจเสียงโวยวายของเฉินซีอีกต่อไป
เฉินซีเลยเริ่มเตะโต๊ะ โวยวายเหมือนเด็กดื้อ จนทั้งหลู่จื่อจิ้งและเล่าเย่ทำงานไม่ได้
“จื่อชวน เจ้าจะเอายังไงกันแน่?” หลู่จื่อจิ้งกับเล่าเย่ถามอย่างเหลืออด
เฉินซีเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังทันที “เดิมพันกันไหม ถ้าข้าแพ้ ข้าจะช่วยเจ้าสองคนทำงาน แต่ถ้าข้าชนะ เจ้าสองคนต้องช่วยข้าติดตามสถานการณ์ในจี้โจว อิ๋วโจว และอวี้โจวเอง งานพวกนี้พวกเจ้าทำแบบนี้ไม่มีวันเสร็จหรอก ตรง ๆ เลย ต่อให้ทั้งชีวิตก็ทำไม่จบ เอาไหม เดิมพันหรือเปล่า?”
“เจ้าหมายความว่าทั้งชีวิตก็ทำไม่เสร็จ?” หลู่จื่อจิ้งชะงักไป ก่อนจะจ้องเฉินซีเขม็ง
“ชิงโจวกับไท่ซาน รวมกันตอนนี้ประชากรในปกครองของเสวียนเต๋อก็เกินสองล้านเข้าไปแล้ว ปริมาณประชากรมหาศาลขนาดนี้ ความขัดแย้งและคดีความต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นนั้น มากมายเกินกว่าจะให้คนสองคนจัดการได้ ต่อให้พวกเจ้าฉลาดล้ำเลิศเพียงใด แต่ช่วงชีวิตของเจ้าก็ยาวไม่พอจะทำงานนี้สำเร็จ อีกทั้งปัญหาเหล่านี้ยังเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาอีกด้วย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ทางย่อมแปรผันตามกาลเวลา’” เฉินซียิ้มพลางกล่าว เขาเองก็เคยแอบดูงานที่หลู่จื่อจิ้งกับเล่าเย่กำลังทำอยู่ จึงเข้าใจดีว่าไม่ใช่ว่าทั้งสองทำงานไม่สำเร็จ แต่เป็นเพราะคิดการณ์ใหญ่เกินไปต่างหาก
“พวกเราแค่รวบรวมปัญหาที่พบได้บ่อยมาเรียบเรียงเท่านั้น หาได้คิดจะรวบรวมปัญหาทั้งหมดตามที่เจ้าว่า” เล่าเย่ส่ายหน้าเล็กน้อย ดูเหมือนจะไม่เชื่อ
“เฮ้อ ช่างเถอะ ข้าไม่เถียงด้วยแล้ว เอาเป็นว่าข้าถามแค่ว่าจะเดิมพันหรือไม่ก็พอ ไม่ว่าข้าจะแพ้หรือชนะ ข้าจะช่วยพวกเจ้าทำงานนี้ให้เสร็จ และจะทำได้ละเอียดกว่าที่พวกเจ้าทำเสียอีก ตกลงไหม?” เฉินซีโบกมืออย่างขี้เกียจจะอธิบาย แล้ววกเข้าเรื่องเดิมพันแทน
“ในเมื่อจื่อชวนมีอารมณ์ร่วมขนาดนี้ หากข้าไม่ร่วมด้วยก็ดูจะไม่งาม ว่าแต่เจ้าจะเดิมพันเรื่องอะไร?” หลู่จื่อจิ้งคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ ส่วนเล่าเย่ยังคิดไม่ตก แต่พอหลู่จื่อจิ้งตอบรับแล้ว เขาก็ร่วมวงด้วยทันที
“เจ้าคิดว่าเมื่อไหร่อ้วนเสี้ยวจะเปลี่ยนจากรับมือเป็นฝ่ายรุก เราเดิมพันเรื่องนี้ดีไหม?” เฉินซีแย้มยิ้ม
“เรื่องนี้จะเดิมพันกันอย่างไร?” หลู่จื่อจิ้งขมวดคิ้วสงสัย เพราะศึกระหว่างกงซุนจ้านกับอ้วนเสี้ยวเพิ่งเริ่มต้น แถมตอนนี้กงซุนจ้านยังได้เปรียบอยู่ กองทัพม้าขาวของเขายังไร้ผู้ต้าน จะเดาได้อย่างไรว่าอ้วนเสี้ยวจะเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกเมื่อใด?
“จื่อหยาง เจ้าล่ะ?” เฉินซีหันไปถามเล่าเย่ แต่เล่าเย่ก็ส่ายหน้ารัว ๆ
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะบอกความเห็นของข้า พวกเจ้าก็แค่ฟังว่าถูกหรือผิดก็พอ” รอยยิ้มมั่นใจปรากฏบนใบหน้าเฉินซี เพราะแม้ว่าเขาจะเพิ่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับจี้โจวและอิ๋วโจว แต่เมื่อครู่เขาเห็นรายงานเกี่ยวกับศึกที่สะพานเจี้ย(ใครเคยเล่นts onlineต้องรู้จักสะพานนี้แน่นอน) ซึ่งทำให้เขาตกใจไม่น้อย เพราะลากยืดกันอยู่นาน สุดท้ายก็กลับมาเจอศึกนี้จนได้
หลังจากรวมข้อมูลอื่น ๆ ด้วย เฉินซีก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ตอนแรกกองทัพอ้วนเสี้ยวที่บุกอิ๋วโจวนั้น แม้จะน้อยกว่ากงซุนจ้าน แต่ก็ไม่ได้ต่างกันมาก ซึ่งต่างจากศึกที่สะพานเจี้ยในประวัติศาสตร์ที่เคยอ่านมา ทำให้ศึกนี้ไม่อุบัติขึ้นตามเวลาเดิม เพราะบริเวณนั้นมีพื้นที่จำกัด กองทัพสองฝ่ายจึงไม่สามารถตั้งทัพได้
จนกระทั่งไม่นานมานี้ อ้วนเสี้ยวเริ่มรู้สึกกดดันจากเล่าปี่ จึงตัดสินใจแบ่งกำลังไปตีปิงโจว ทำให้กำลังที่เหลือต้องถอยมาตั้งรับ และสุดท้ายก็ถอยมาจนถึงสะพานเจี้ย เพราะพื้นที่ตรงนั้นคับแคบเหมาะแก่การตั้งรับของอ้วนเสี้ยว แต่ปัญหาคือกงซุนจ้านในช่วงนี้หยิ่งทะนงยิ่งนัก ไม่น่าจะสนใจด้วยซ้ำว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่เหมาะกับกองทัพม้า...