- หน้าแรก
- เวอร์ชันในตำนานของสามก๊ก
- บทที่ 86 ไม่ใช่เรื่องของความสามารถ แต่เป็นเรื่องของพ่อ!
บทที่ 86 ไม่ใช่เรื่องของความสามารถ แต่เป็นเรื่องของพ่อ!
บทที่ 86 ไม่ใช่เรื่องของความสามารถ แต่เป็นเรื่องของพ่อ!
###
เฉินซีตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกว่าร่างกายของตนแข็งขึ้นอย่างผิดปกติ เขาเงยหน้ามองพายุฝนที่โหมกระหน่ำขึ้นมา และนึกถึงทฤษฎีหนึ่ง—แต่ละคนมีความแตกต่างกัน นั่นจึงทำให้พลังจิตที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากจิตวิญญาณของแต่ละบุคคลมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป
เฉินซีไม่แน่ใจว่าพลังจิตของตนเองเสริมพลังในด้านใด แต่จากความรู้สึกของเขา คนที่ทำให้ฝนตกหนักในตอนนี้น่าจะมีพลังจิตที่ส่งผลต่อไอน้ำและหมอกโดยตรง
แม้ว่าฝนจะดูเหมือนเป็นเพียงสายฝนธรรมดา แต่การเพิ่มพลังจิตเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็ทำให้มันเย็นยะเยือกมากขึ้นพอจะทำให้ฝ่ายที่ไม่ได้เตรียมตัวชะงักไปเสี้ยววินาที และบางครั้ง เสี้ยววินาทีนั้นอาจเป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะได้
หลู่จื่อจิ้งยืนอยู่หน้าที่ว่าการ ยื่นมือออกมารับหยาดฝน ความเย็นที่ซึมเข้าสู่ผิวของเขาทำให้รู้สึกพึงพอใจ นอกเหนือจากสติปัญญาแล้ว นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาภูมิใจ—ความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กลับสามารถเปลี่ยนสมดุลของสถานการณ์ได้
ไม่นานนัก เล่าปี่ก็มาถึงพร้อมกับเคาทูและอวี่จิ้น เมื่อเขาได้ฟังเรื่องราวจากหลู่จื่อจิ้ง สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ไท่ซานเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาไม่นาน ก็มีคนคิดจะก่อความวุ่นวายแล้ว นี่เป็นยุคแห่งความวุ่นวายจริง ๆ หรือ? ชาวบ้านเพิ่งจะมีที่พึ่ง แต่กลับมีคนต้องการทำลายความสงบสุขนี้ให้สิ้นไป ความโกรธปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเล่าปี่อย่างชัดเจน!
"จื่อจิ้ง พวกเจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าสามารถจับตัวพวกนั้นทั้งหมดได้?" เล่าปี่พยายามระงับโทสะ และเอ่ยถามด้วยเสียงหนักแน่น
"ข้าและจื่อหยางได้หารือกันแล้ว โครงสร้างอาคารที่จื่อชวนสร้างขึ้นในเฟิ่งเกาถูกออกแบบมาเพื่อสถานการณ์เช่นนี้โดยเฉพาะ การควบคุมศัตรูเป็นไปได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม จื่อชวนแนะนำให้เคาทูเป็นผู้ลงมือโจมตีเพื่อปิดฉากอย่างรวดเร็ว" หลู่จื่อจิ้งอธิบายรายละเอียด
"เหวินเจ๋อ นำทหารเข้าไปควบคุมร้านค้าทั้งสองข้างทาง เข้าไปจากประตูหลัง ให้พลธนูทุกนายเตรียมพร้อมทันทีที่เคาทูลงมือโจมตีผู้นำศัตรู ใครกล้าขัดขืน สังหารได้ทันที!" แววตาของเล่าปี่เปล่งประกายเย็นชา "ข้าเคยหัวเราะเยาะจื่อชวนว่ารอบคอบเกินไป ที่แท้ก็ได้ใช้เร็วขนาดนี้!"
"ท่านนักรบ บัดนี้เราเดินทางมาถึงเฟิ่งเกาแล้ว ท่านจะปล่อยข้าไปหรือไม่? สำหรับเกลือเหล่านี้ ตระกูลลู่ของข้ายินดีมอบให้เป็นค่าไถ่" ลู่จวิ้นกล่าวด้วยรอยยิ้มขื่น ๆ สถานการณ์ช่างเลวร้ายจริง ๆ เดิมทีเขานำเกลือมาจากหมี่จู๋เพื่อไปขาย แต่กลับถูกปล้นกลางทางบนแม่น้ำแยงซี และตอนนี้แม้แต่ชีวิตตนเองก็ยังอยู่ในอันตราย หากอีกฝ่ายไม่มีเหตุผล เกรงว่าเขาคงตายอยู่ที่นี่แล้ว
"ค่าไถ่?" นักรบหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถม้า ใช้ดาบใหญ่เหลาเล็บของตนก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลู่จวิ้น "ข้าจำได้ว่านี่เป็นเครื่องบรรณาการสำหรับท่านเสวียนเต๋อมิใช่หรือ?" เขากล่าวอย่างไม่แยแส
"ใช่ ใช่! เป็นเครื่องบรรณาการสำหรับท่านเสวียนเต๋อ และหากต้องการเพิ่มอีก ตระกูลลู่สามารถจัดหาให้ได้อีกหนึ่งลำ ข้าขอใช้เกียรติของตระกูลลู่ที่มีมายาวนานกว่าร้อยปีเป็นประกัน เพียงท่านนำหยกชิ้นนี้ไปยังตระกูลลู่ ก็สามารถรับเกลือได้อีกลำโดยไม่มีปัญหา" ลู่จวิ้นกล่าวด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน เขาไม่กล้าพูดตรง ๆ ว่าเกลือเหล่านี้เป็นของเล่าปี่แต่แรก เพราะอีกฝ่ายก็รู้ความจริงอยู่แล้ว ตระกูลลู่ยังต้องรักษาชื่อเสียงอยู่!
กำเหลงใช้ดาบใหญ่เหลาเล็บอย่างไม่ใส่ใจ แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน เดิมทีเขาได้รับข่าวว่าเล่าปี่ประกาศรับสมัครบุคคลากรทั่วแผ่นดิน ไม่เลือกชาติกำเนิด แต่พิจารณาจากความสามารถเพียงอย่างเดียว เรื่องนี้ทำให้เขาสนใจอยากเข้าร่วมเป็นอย่างมาก
หลังจากที่กำเหลงครุ่นคิด เขาพบว่าตัวเองมีพื้นเพเป็นโจรสลัดแม่น้ำ อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างของขุนนางที่ทิ้งตำแหน่งไปเป็นโจร ดังนั้น หากเขาไปเข้าร่วมกับใคร คนอื่นก็คงไม่มองเขาในแง่ดีนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาสืบข่าวดูกลับพบว่า เล่าปี่ไม่สนใจเรื่องอดีตของใคร ตราบใดที่มีความสามารถก็รับเข้ามาได้ทั้งหมด ทำให้กำเหลงรู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที! เขามีความสามารถแน่นอน!
ด้วยความมั่นใจ กำเหลงจึงนำลูกน้องเดินทางไปหาเล่าปี่ แต่ระหว่างที่ล่องเรือลงมาตามแม่น้ำ เขาก็เจอเรือสินค้าของตระกูลลู่ เมื่อได้ยินว่าขนเกลือมาเต็มลำ กำเหลงจึงปล้นโดยไม่ลังเล นี่เป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่ง เขาตัดสินใจมอบให้เล่าปี่เป็นของขวัญแรกพบ...
ที่จริงแล้ว กำเหลงไม่รู้เลยว่า สาเหตุที่ที่อื่นไม่รับเขา ไม่ใช่เพราะเขามีความสามารถไม่พอ หรือเพราะมีอดีตเป็นโจรสลัด แต่เป็นเพราะเขายังมีตำแหน่งขุนนางแห่งเสฉวนอยู่! บิดาของกำเหลงทรงอิทธิพลมาก ต่อให้ลูกชายหนีไปเป็นโจรสลัด ทางการก็ยังไม่ถอดถอนตำแหน่งของเขา อีกทั้งผู้ว่าการเสฉวนอย่างหลิวเหยียนก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้
ด้วยตำแหน่งขุนนางที่ยังคงอยู่ กำเหลงจึงไม่สามารถเข้าร่วมกับขุนนางของแคว้นอื่นได้โดยง่าย เพราะทุกคนต่างก็ต้องเกรงใจหลิวเหยียน การรับตัวเขาเข้ามาเท่ากับตบหน้าหลิวเหยียนตรง ๆ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ในประวัติศาสตร์ ถึงแม้จะมีคนรู้ถึงความสามารถของกำเหลงมากมาย แต่แทบไม่มีใครกล้าใช้งานเขา เพราะเกรงกลัวอำนาจของหลิวเหยียน บิดาของกำเหลงยังเป็นผู้มีอิทธิพลในแคว้นปา และถึงแม้กำเหลงจะออกเดินทางไปที่ต่าง ๆ ในวัยหนุ่ม สุดท้ายเขาก็คงต้องกลับบ้านเกิดอยู่ดี หลิวเหยียนจึงคาดหวังว่าเขาจะกลับมาเป็นขุนพลคนสำคัญในอนาคต
แต่เมื่อหลิวเหยียนเสียชีวิต กำเหลงเห็นว่าหลิวจาง—ผู้สืบทอดตำแหน่ง—เป็นเพียงคนอ่อนแอ เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะกลับบ้าน พ่อของเขาก็เสียชีวิตแล้ว กำเหลงจึงตัดสินใจพาครอบครัวย้ายออกจากเสฉวน
ขณะที่หลิวเหยียนยังมีชีวิตอยู่ กำเหลงแม้จะเป็นโจรสลัด แต่ก็มีอาวุธที่ทันสมัยที่สุดของทหารเรือ อีกทั้งยังสามารถเดินทางจากต้นแม่น้ำแยงซีไปยังปลายแม่น้ำได้โดยไม่มีใครกล้าจับ การสนับสนุนของรัฐบาลทำให้เขามีเสบียงเพียงพอ
ขุนนางแห่งจิงโจวอย่างเล่าเปียว และขุนนางแห่งหยางโจวอย่างหลิวเหยา ต่างก็รู้ดีว่ากำเหลงเป็นบุคคลที่หลิวเหยียนวางตัวให้เป็นขุนพลกองเรือในอนาคต ดังนั้นพวกเขาจึงหลับหูหลับตาปล่อยผ่าน ไม่ถือสา เนื่องจากกำเหลงเพียงแค่ปล้นคนรวยช่วยคนจน และไม่ได้ฆ่าผู้คนอย่างไร้เหตุผล พวกเขาจึงไม่ใส่ใจมากนัก เมื่อกำเหลงต้องการเติมเสบียง พวกเขาก็ให้ โดยถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่หลิวเหยียน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม แม้ว่าโจรสลัดที่ทรงพลังอย่างโจวไท่และเจียงฉินจะมีอำนาจไม่น้อยไปกว่ากำเหลง แต่มีเพียงกำเหลงเท่านั้นที่สามารถเดินเรือในแม่น้ำแยงซีได้อย่างอิสระ แถมยังติดกระดิ่งที่เรือราวกับท้าทายใครก็ตามที่คิดจะมาขัดขวาง
โจรสลัดคนอื่นเมื่อพบกับกองเรือของไช่เหมาในจิงโจวต่างพากันหลบหนีเข้าไปในป่ากก แต่กำเหลงกลับไม่เพียงไม่หนี เขายังกล้าเผชิญหน้าอีกด้วย โจรสลัดที่กล้าหาญเช่นนี้อาจมีมากมาย แต่คนที่กล้าทำเช่นนั้นโดยไม่ถูกฆ่าตายกลางทางมีเพียงกำเหลงเท่านั้น เพราะเขายังมีตำแหน่งเป็นขุนนางแห่งเสฉวน!
ขุนนางระดับนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีใครกล้าแตะต้อง นอกจากหลิวเหยียนเอง ต่อให้เขากระทำความผิดหนักเพียงใด หากไม่มีคำสั่งจากทางการกลาง ก็ไม่มีใครกล้าจัดการกับเขา หากหลิวเหยียนไม่ถือสา คนอื่นก็ไม่กล้าแตะต้อง และหากเล่าเปียวหรือขุนนางคนใดจับตัวกำเหลงไป นั่นก็ถือเป็นการละเมิดอำนาจของเสฉวน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ได้ ดังนั้นไช่เหมาเองก็ทำได้แค่แกล้งมองไม่เห็นกำเหลง กล่าวคือ กองทัพเรือของทางการยังต้องเป็นฝ่ายหลบหลีกเขาแทน!
แต่กำเหลงไม่เคยเข้าใจเรื่องพวกนี้เลย เขาคิดว่าตัวเองยอดเยี่ยมมาก ที่สามารถทำอะไรก็ได้ในแม่น้ำแยงซี ไม่มีใครกล้าแตะต้องเขา เขาไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุที่ไม่มีใครกล้าจับเขาเป็นเพราะเขามีอำนาจหนุนหลังที่แข็งแกร่ง
เมื่อกำเหลงได้ยินข่าวว่าเล่าปี่ออกประกาศรับสมัครบุคคลากรโดยไม่เลือกชาติกำเนิด แต่พิจารณาจากความสามารถเพียงอย่างเดียว นั่นเป็นสิ่งที่ตรงใจเขาอย่างมาก เขาออกจากเสฉวนเพราะเบื่อที่ถูกมองว่าเป็นแค่ลูกชายของตระกูลกาน(กำเหลง ชื่อจีนกลางอ่านว่า กานหนิง) มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นกำเหลงเอง เขาต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองสามารถสร้างอนาคตได้ด้วยมือของตัวเอง และด้วยความคิดนี้ เขาจึงเลือกเป็นโจรสลัด และพึงพอใจที่สามารถทำอะไรได้อย่างอิสระบนแม่น้ำแยงซี
แต่สุดท้าย มันก็จบลงเพียงแค่นั้น เขาทำได้แค่เป็นโจรสลัดที่เดินเรือไปมาโดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเขา—การได้พบกับเจ้านายที่ทรงอำนาจและมีปณิธานสูงส่ง ที่จะให้เขาช่วยนำทัพออกศึกพิชิตใต้หล้า—กลับไม่เคยเกิดขึ้นเลย