เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

การประชุมของเหล่าผู้นำตระกูลหลัก

การประชุมของเหล่าผู้นำตระกูลหลัก

การประชุมของเหล่าผู้นำตระกูลหลัก


โครกกก

“...”

“โดนไฟยัยนั่นเผาจนเบิร์นพลังงานไปเยอะเลย ไปหาอะไรกินดีกว่าแฮะ หืม?” ราฟมองไปที่ทะเลสาบที่เพิ่งจะปรากฏขึ้นมาให้เห็นหลังจากที่ไอน้ำหายไป

“อสูรใต้ทะเลสาบงั้นเหรอ แถมยังเป็นรูปแบบกุ้งมังกรด้วย ตัวใหญ่ประมาณ 5 เมตรได้มั้ง จากที่มันไม่ขยับละลอยขึ้นมาเหนือน้ำน่าจะตายเพราะไฟของยัยนั่นสินะ นอกจากนี้ยังมีอสูรตัวอื่นๆอีก หุๆ ลาภปากละตู ยะฮู้ววว!” ว่าจบชายหนุ่มผมเทาก็กระโดดลงน้ำอย่างร่าเริง

.

.

.

ห้องประชุมของผู้นำตระกูลหลักทั้งสิบ

ภายในห้องถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์อย่างดีดูสวยงามน่าใช้ ตรงกลางห้องมีโต๊ะกลมที่มีเก้าอี้สิบตัวที่สลักลวดลายของตราประจำตระกูลทั้งสิบล้อมรอบไว้อยู่

ในตอนนี้มีเก้าอี้เก้าตัวที่ถูกนั่งโดยเหล่าผู้นำตระกูลหลักทั้งเก้า หลงเหลือเก้าอี้ที่สลักลายมังกรทองไว้เพียงตัวเดียว ซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าเก้าอี้ที่เหลือเป็นของตระกูลไหน

“หลังจากตระกูลเทียนสูญเสียผู้นำระดับปรมจารย์อย่างเทียนเฉินไปทำให้เนื้อร้ายที่คอยขัดขวางความเจริญของแดนมนุษย์หมดไปได้ซะที ในตอนนี้พวกเราเก้าตระกูลที่เหลือน่าจะมาตกลงกันนะว่าใครจะขึ้นมาเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแทน ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเป็นตระกูลหลินของพวกเราที่เป็นตระกูลหลักอันดับสอง” หลินเล่ย ผู้นำตระกูลของตระกูลหลินหรือผู้ที่เป็นพ่อของหลินอิงอิงพูดขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึม แต่แววตาของเขากลับปรากฏความยินดีอย่างปิกไม่มิด

“น้อยๆหน่อยตาแก่เล่ย มันพูดยากนะที่จะอ้างตระกูลตัวเองว่าเป็นตระกูลอันดับสองทั้งที่ตระกูลชิโรคามิของฉันกับตระกูลหลินของแกมีอำนาจเท่ากันน่ะ หืม?” ชิโรคามิ เคน ผู้เป็นผู้นำตระกูลชิโรคามิพูดแย้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“ว่าไงนะไอ้ตัวแย่งสาวชาวบ้าน!?” หลินเล่ยคำรามออกมาโดยมีประกายสายฟ้าออกมาจากปาก

“หึ แกมันอ่อนเองนี่หว่าที่เอาชนะใจซากุระของฉันไม่ได้ จนสุดท้ายเธอก็มาแต่งงานกับฉัน ฮ่าๆๆ” เคนพูดด้วยใบหน้าเหยียดหยันศัตรูความรักในอดีต

“แก!” หลินเล่ยคำรามอีกรอบก่อนจะมีสายฟ้าระเบิดออกมาจากทั่วร่างของเขา

“เข้ามาเลย จะได้ตัดสินกันด้วยว่าใครกันแน่ที่จะขึ้นมาเป็นตระกูลหลักอันดับหนึ่ง!” เคนแสยะยิ้มก่อนจะระเบิดไอเย็นออกมา

“หยุดทำตัวงี่เง่าเหมือนเด็กได้แล้ว พวกนายโตจนผมหงอกขึ้นหัวแล้วนะ” เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น เธอมีสีผมบลอนด์ทองและดวงตาสีฟ้าสวย ใบหน้าคล้ายกับเรเชลตอนโตทำให้ดูมีเสน่ห์ของผู้ใหญ่ ที่เอวของเธอมีดาบเคลย์มอร์ที่มีใบดาบสีดำสนิทดูร้ายกาจอยู่

“ก็เจ้าเล่ยมันหาเรื่องฉันก่อน”

“ไอ้เคนมันกวนฉันนี่”

ชิ้งงง

ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้น ที้งหลินเล่ยและเคน รวมทั้งผู้นำตระกูลคนอื่นก็เงียบเสียงลง

นี่คือแนงกดดันของนักดาบอันดับหนี่งที่ถูกยกย่องว่าเป็นหญิงสาวที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนมนุษย์ หญิงสาวที่สามารถตัดท้องฟ้าได้ด้วยใบไม้ใบเดียว!

“เลิกคิดเรื่องขึ้นเป็นตระกูลหลักอันดับหนึ่งกันก้อน เรื่องนั้นเอาไว้คุยทีหลัง ตอนนี้เรามีเริ่องที่ต้องกังวลมากกว่า” มิเชล เดอ ราธ หรือแม่ของเรเชลที่เป็นผู้นำของตระกูลราธพูดเสียงเรียบ

“เจ้าหมายถึงเรื่องของบุรุษผู้สยบเทียนเฉินงั้นหรือ?” ตานจื่อ ชายผู้อาวุโสที่สุดในห้อง ผู้ที่มีอายุถึง 500 ปี และเป็นผู้นำตระกูลตานที่เป็นตระกูลแพทย์และปรุงยาอันดับหนึ่งจนได้รับฉายสว่าเซียนสมุนไพรถามขึ้น

“เป็นอย่างที่ผู้อาวุโสถาม ในตอนนี้มีผู้ใช้พลังระดับ SSS เพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว แถมยังเอาชนะเทียนเฉินที่ครอบครองอาวุธซูพริลอย่างดาบพิฆาตมังกรได้อีก ซึ่งชายคนนี้มีอายุเพียง 17 เท่านั้น นอกจากนี้สายของฉันที่อยู่ในหน่วยพิราบสีขาวยังบอกมาว่าตรวจไม่พบดาบพิฆาตมังกรในเขตตระกูลเทียน ทำให้ทางเราได้คาดเดาว่าดาบนั่นคงตกเป็นของเซราฟ ดาร์เซียแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นจะรออะไรล่ะ เธอก็ไปแย่งมันมาจากเด็กนั่นซะสิ ฝีมืออย่างเธอคงไม่ใช่เรื่องยากหรอก” โจนาธาน สมิธ ผู้นำตระกูลสมิธที่เป็นตระกูลหลักด้านงานผลิตพูดขึ้น เขาแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะได้จับอาวุธซูพริลอีกครั้ง

“ในหัวนายมันก็มีแต่เรื่องสร้างอุปกรณ์ ไม่คิดถึงผลได้ผลเสียจากการเป็นศัตรูกับเด็กนั่นเลยหรือไง การมีศัตรูระดับปรมจารย์เพิ่มขึ้นอีกคนมันทำให้ประชาชนในแดนมนุษย์สูญเสียกำลังสำคัญในการต่อกรกับแดนอื่นนะ นี่ยังไม่รวมกับพวกอสูรต่างมิติอีก ไอ้คนสมองมีแต่ฟันเฟืองเอ๊ย” จัสมิน ซีคไฮล์ หญิงสาวผิวแทนสวยผู้เป็นหัวหน้าตระกูลซีคไฮล์ ตระกูลหลักด้านการค้าที่เรียกได้ว่าร่ำรวยที่สุดในแดนมนุษย์พูดดูถูกโจนาธาน

“เหอะ ยัยคนที่สมองมีแต่ผลประโยชน์แบบเธอก็คิดแต่เรื่องแบบนี้นั่นแหละ” โจนาธานสบถใส่จัสมิน

“ฮึ” จัสมินแค่นเสียงก่อนจะหันมามองมิเชล

“เชิญพูดต่อเลยคุณราธ”

มิเชลพยักหน้าก่อนจะกวาดตามองทุกคนที่อยู่ในห้อง

“จากที่ทุกคนทราบกันมาว่าชายหนุ่มที่ชื่อเซราฟ ดาร์เซียคนนี้ได้กลายมาเป็นผู้ใช้พลังระดับ SSS แล้ว ถึงทางสมาคมจะยังไม่ได้ประกาศออกไปแต่อีกไม่นานพวกเขาต้องทำมันแน่ ฉันจึงอยากเสนอให้พวกเราตระกูลหลักทั้งเก้าที่อยู่ในห้องนี้ไม่หาเรื่องกับชายคนนี้ เพราะสงครามครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงแล้ว ฉันไม่อยากเสียกำลังสำคัญอย่างเขาไป เพราะถึงพวกคุณจะรุมเขาจนชนะได้ แต่ไม่คิดว่าพวกคุณคนใดคนหนึ่งจะจะเสียชีวิตจากการต่อสู้เลยเหรอ?” มิเชลถามเสียงเรียบ สายตาของเธอมองไปที่โจนาธานที่กำลังกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“จ้าๆ ไม่ต้องมองแรงอย่างนั้นก็ได้ ฉันเข้าใจแล้วน่า” สมิธโบกมือเป็นเชิงยอมรับคำพูดของหญิงสาว

“ข้าก็คิดว่าเป็นเรื่องสมควรที่จะไม่ไปเบียดเบียนชายคนนั้นนะ” ตานจื่อพยักหน้ายิ้มๆเหมือนคุณตาที่ใจดี

“เดี๋ยวก่อนนะ สงครามครั้งใหญ่ที่เธอพูดเมื่อกี้มันหมายความว่ายังไง” ชเววอนกี ผู้นำตระกูลชเวที่เป็นตระกูลผู้ใช้พลังมิติและเป็นพ่อของชเวซูจีและชเวซอนมินถามเสียงเครียด

“...” มิเชลเงียบให้กับคำถามของชเววอนกีครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงจริงจังว่า

“ราชาล่าสังหาร...เทพอสูรโบราณมาธาร์ ยังมีชีวิตอยู่ มันพึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากคุกของเทพปกรณัม เฮเมร่า หัวหน้ากิลด์แสงดาราเป็นคนบอกเรื่องนี้กับฉันเอง!”

“!?” เหล่าผู้นำอีกเจ็ดคนยกเว้นหลินเล่ยที่อยู่ให้ห้องที่ได้ยินแบบนั้นก็หยุดการกระทำทุกอย่างแล้วหันมามองมิเชลด้วยใบหน้าจริงจัง

“เป็นไปไม่ได้ เทพอสูรทุกตนถูกขับไล่ออกนอกโลกโดยแลกกับชีวิตของเหล่าเทพปกรณัมแล้วนี่” คาเรน ดัลซิท หญิงสาวผู้เป็นหัวหน้าตระกูลดัลซิท ตระกูลหลักด้านอาหารพูดด้วยอารมณ์ไม่อยากจะเชื่อ

“นี่เป็นเรื่องจริง ลูกสาวของฉันที่เดินทางไปที่ดันเจี้ยนในป่าทมิฬพร้อมกับกิลด์แสงดาราเพิ่งจะติดต่อมาบอกฉันเมื่อไม่นานมานี้เหมือนกัน” หลินเล่ยยืนยันให้กับคำพูดของมิเชลอีกเสียง

“เห...เป็นอย่างที่ฟรานซิสของฉันพูดจริงๆด้วยสินะ เด็กคนนี้บอกว่าสัมผัสได้ถึงพลังจากตัวตนที่เก่าแก่มากระเบิดออกมาจากเมืองลอยฟ้าอวาลอน สถานที่ที่กิลด์แสงดารากับกิลด์ระดับสูงมุ่งหน้าไปตรวจสอบดันเจี้ยนลึกลับกันในป่าทมิฬ ถึงจะมีแต่กิลด์แสงดาราที่กลับเมืองมาได้ก็เถอะ นอกจากพวกนั้น พวกผู้นำกิลด์ระดับสูงและสมาชิกที่เข้าไปก็เสียชีวิตหมด เสียดายเงินที่ฉันลงทุนหุ้นไปกับกิลด์พวกนั้นจริงๆ ราคาร่วงอย่างกับดาวตกแหนะ” ฟรองซีน เทมเมอร์ หญิงสาวผู้นำตระกูลหลักที่เป็นตระกูลผู้ใช้พลังในการควบคุมสัตว์เอ่ยขึ้นยิ้มๆขณะเอามือไปลูบแก้มของวานรสามตาขนทอง อสูรระดับจักรพรรดิที่นั่งอยู่บนไหล่ของเธอ

“...” เหล่าหัวหน้าตระกูลพากันหันไปมองฟรองซีนด้วยความอิจฉา เพราะเธอเป็นเพียงคนเดียวในแดนมนุษย์ที่สามารถเป็นผู้ครอบครองอสูรระดับจักรพรรดิได้ ไม่เว้นแม่แต่มิเชลที่ต้องการมีคู่หูเป็นอสูรระดับจักรพรรดิเช่นกัน

“ถ้ามันเป็นเรื่องจริงพวกเราก็ควรรีบกลับเตรียมตัวให้พร้อม แล้วประกาศให้ประชาชนทราบกันเลยดีกว่า” เคนสนอความเห็น หลังจากที่รู้ว่าวานรสามตาขนทองที่มีความสามารถในการตรวจจับพลังระดับสูงสุดในโลกยืนยันเรื่องนี้กับฟรองซีน เขาก็ไม่คิดจะสงสัยอีก ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะสงครามบรรพกาลครั้งนั้นได้ทำให้ประชากรมนุษย์หายไปเกือบหมด กว่าที่พวกบรรพบุรุษจะรวมผู้คนแล้วจัดตั้งเป็นแดนมนุษย์ได้ก็ใช้เวลาหลังจากนั้นหลายร้อยปี ซึ่งตัวเขาไม่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

“ทำไมเราไม่หาเทพอสูรนั่นแล้วฆ่ามันก่อนที่มันจะเรียกเทพอสูรที่เหลือมาที่โลกล่ะ” ฟรองซีนถามยิ้มๆ ดูเธอไม่เดือดร้อนอะไรกับเรื่องนี้เลย ทำให้คนที่เหลือขมวดคิ้ว

“เธอคิดว่าเทพอสูรเป็นหมูรอให้เขือดรึไงถึงได้คิดว่าจะจัดการมันง่ายนัก” จัสมินถามอย่างไม่สบอารมณ์ ยัยผู้หญิงบ้าอสูรนี่จะชิบไปถึงไหนกัน

“เราก็มีอยู่ไม่ใช่เหรอ คนที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับเทพอสูรน่ะ”

“ใคร?” เหล่าผู้นำถามออกมาพร้อมกัน

“เขาไง” ฟรองซีนยิ้มบางๆก่อนจะชี้ไปที่ภาพโฮโลแกรมของราฟที่ฉายอยู่กลางโต๊ะประชุม

“!?”

จบบทที่ การประชุมของเหล่าผู้นำตระกูลหลัก

คัดลอกลิงก์แล้ว