- หน้าแรก
- ระบบขัดราชโองการ ป่วนบัลลังก์ถัง
- บทที่ 900 - จะเอาอะไรไปสู้?
บทที่ 900 - จะเอาอะไรไปสู้?
บทที่ 900 - จะเอาอะไรไปสู้?
บทที่ 900 - จะเอาอะไรไปสู้?
"เมื่อหนึ่งถึงสองเดือนก่อน ชนเผ่าเหลียวที่เมืองเถาโจวก่อกบฏ จนปัญญา ราชสำนักจึงจำต้องสั่งเคลื่อนย้ายกองทัพโยวโจวให้มาช่วยปราบกบฏ..."
ยังไม่ทันที่เฉิงหมิงเจิ้นจะพูดจบ หลี่เฉิงเฉียนก็คำรามด้วยความโกรธจัด
"ราชสำนัก?! ราชสำนักไหนที่แม้แต่เปิ่นหวังก็ยังไม่รู้เรื่องนี้! กองทัพห้าหมื่นนายเคลื่อนย้ายจากโยวโจวไปเถาโจว เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ข้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนกลับไม่รู้อะไรเลยสักนิด พวกเจ้ายังเห็นข้าอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่!"
เมื่อได้ยินคำตำหนิของหลี่เฉิงเฉียน เฉิงหมิงเจิ้นก็โค้งคำนับ ก้มหน้าเงียบ
เวลานั้น เกาซื่อเหลียนที่อยู่ด้านข้างก็ตะคอกถามด้วยความโกรธเช่นกัน
"เฉิงหมิงเจิ้น! เจ้าเป็นเพียงเจ้ากรมกลาโหม เบื้องบนยังมีรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายขวา อัครมหาเสนาบดีทั้งสอง และองค์รัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทน เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เจ้ากลับละเลยต่อหน้าที่ ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตน นี่มันชั่วช้าสามานย์สิ้นดี!"
เมื่อได้ยินเกาซื่อเหลียนหาเรื่องขยายความผิด เฉิงหมิงเจิ้นกลับยังคงสงบนิ่ง
"องค์รัชทายาท ใต้เท้าเกา ข้าน้อยทำงานตามกฎระเบียบมาโดยตลอด ขยันหมั่นเพียรยิ่งนัก ขอถามว่าความผิดฐานละเลยต่อหน้าที่มาจากที่ใด ในกรมกลาโหมของข้า รวมถึงเรื่องการสั่งย้ายกองทัพโยวโจวไปปราบกบฏที่เถาโจวนี้ กรมกลาโหมก็ดำเนินการตามขั้นตอนทุกประการ ไม่ได้ล้ำเส้นแม้แต่น้อย"
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เกาซื่อเหลียนก็แค่นเสียงเย็นชา
"หึ เฉิงหมิงเจิ้น นึกไม่ถึงว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังจะมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ กองทัพห้าหมื่นนายเดินทางหลายพันลี้จากโยวโจวไปเถาโจว แต่ในราชสำนัก ไม่เพียงองค์รัชทายาท แม้แต่ขุนนางทั้งหลายก็ไม่มีใครล่วงรู้ แม้กระทั่งกรมการคลังและกรมการปกครอง ก็ยังถูกปิดหูปิดตาจนมิด เจ้ายังกล้าแก้ตัวว่าไม่มีความผิดอีกรึ! ได้ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เจ้าก็เอาเอกสารคำสั่งราชการทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมา ต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไร ย่อมจะได้เห็นกันชัดเจน"
ในขณะที่เกาซื่อเหลียนออกหน้าเป็นหัวหอกบีบคั้นเฉิงหมิงเจิ้น หลี่เฉิงเฉียนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ แววตาฉายแววอำมหิตและเย็นชาเป็นระยะ
เมื่อได้ยินคำถามของเกาซื่อเหลียน เฉิงหมิงเจิ้นก็นำเอกสารคำสั่งราชการที่เตรียมไว้แล้วออกมาทันที แล้วส่งมอบให้ถึงมือเกาซื่อเหลียน
ในตอนแรก เกาซื่อเหลียนกลั้นหายใจ หมายมั่นปั้นมือว่าจะเปิดโปงคำโกหกและแผนการชั่วร้ายของเฉิงหมิงเจิ้นให้ได้ในคราวเดียว ผู้ที่รับผิดชอบจับตาดูความเคลื่อนไหวในราชสำนัก โดยเฉพาะทางฝั่งโยวโจวเมื่อตอนนั้น ก็คือตัวเขาเอง แต่กลับเกิดเรื่องโอละพ่อที่น่าอัปยศเช่นนี้ขึ้นใต้จมูก เขาจะกลืนความแค้นนี้ลงไปได้อย่างไร
ในความคิดของเขา เอกสารกรมกลาโหมที่เฉิงหมิงเจิ้นส่งมา จะต้องเต็มไปด้วยช่องโหว่ร้อยแปดพันเก้าเป็นแน่ แต่ทว่ามันกลับผิดคาดอย่างสิ้นเชิง หลังจากพลิกดูอยู่หลายรอบ เอกสารคำสั่งเหล่านี้กลับไม่มีปัญหาใดๆ เลยแม้แต่น้อย!!!
อาจเป็นเพราะสังเกตเห็นความผิดปกติของเกาซื่อเหลียนที่เอาแต่นิ่งอึ้งมองเอกสาร คิ้วของหลี่เฉิงเฉียนจึงขมวดมุ่น
เวลานั้น ตู้เจิ้งหลุนที่อยู่ด้านข้างรีบกระแอมไอเสียงดังหลายครั้ง ถึงได้ช่วยดึงสติเกาซื่อเหลียนกลับมา เขาแข็งใจหลบสายตาขององค์รัชทายาท แล้วส่งเอกสารคำสั่งเหล่านั้นขึ้นไป
ทันทีที่หลี่เฉิงเฉียนได้เห็น ความโกรธแค้นอย่างที่สุดก็พุ่งพล่านขึ้นในแววตา
บนเอกสารคำสั่งกรมกลาโหมเหล่านี้ นอกจากตราประทับของเฉิงหมิงเจิ้นแห่งกรมกลาโหมและหลี่ชิวที่เป็นซ่างซูโย่วผูเช่อแล้ว ยังมีลายเซ็นกำกับของฝางเสวียนหลิง หวังกุย เซินเหวินเปิ่น และจ่างซุนอู๋จี้อีกด้วย
นี่เห็นได้ชัดว่า อัครมหาเสนาบดีเหล่านี้ ทุกคนต่างรู้เรื่องการโยกย้ายกองทัพโยวโจวห้าหมื่นนายไปปราบกบฏที่เถาโจว มีเพียงเขาผู้เป็นรัชทายาทสำเร็จราชการแทนคนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้เรื่อง!
นี่มันชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าพวกเขารวมหัวกันเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเขา พวกเขากำลังริดรอนอำนาจของเขา!!!
เวลานี้เสด็จพ่อยังอยู่ พวกเขายังกล้าทำถึงขนาดนี้ หากเป็นวันหน้า พวกเขาไม่คิดจะก่อกบฏเลยหรือไร!
ณ วินาทีนี้ เพลิงโทสะในใจของหลี่เฉิงเฉียนลุกโชนเทียมฟ้า หากทำได้ เขาอยากจะลากตัวคนที่มีรายชื่อข้างบนนี้ออกไปตัดหัวให้หมดทุกคน!
เมื่อใบหน้าของหลี่เฉิงเฉียนเขียวคล้ำและแผ่ไอสังหารออกมา บรรยากาศในตำหนักฉงเหรินทั้งหมดก็กดดันถึงขีดสุด ไม่ว่าจะเป็นขันทีข้างกาย หรือขุนนางที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่นิดเดียว
จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนาน หลี่เฉิงเฉียนถึงพอจะฝืนระงับความอยากฆ่าคนในใจลงได้บ้าง จากนั้นเขาก็จ้องมองเฉิงหมิงเจิ้นซึ่งเป็นคนสนิทของสวนฟูหรงตรงหน้าอย่างโกรธแค้น และตวาดไล่อย่างเย็นชา
"ไสหัวไปให้หมด!"
เมื่อเฉิงหมิงเจิ้นและคนอื่นๆ รีบถอยออกไปแล้ว หลี่เฉิงเฉียนก็พลิกโต๊ะทรงพระอักษรที่น่าสงสารตัวนั้นคว่ำลงอีกครั้ง
"สารเลว! สมควรตาย! น่ารังเกียจที่สุด!"
ปากก็ด่าทอไป หลี่เฉิงเฉียนก็เดินกระแทกเท้าด้วยความโกรธกลับเข้าไปในตำหนักชั้นใน ทิ้งให้เกาซื่อเหลียน ตู้เจิ้งหลุน และคนอื่นๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ได้แต่ถอนหายใจยาว
เรื่องแบบนี้ มันชัดเจนอยู่แล้ว การกระทำขององค์รัชทายาทในช่วงหลายเดือนมานี้ โดยเฉพาะการกดขี่สวนฟูหรงและเป่ยผิงหวังอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่เหล่าอัครมหาเสนาบดีผู้ค้ำจุนบ้านเมือง จนเกิดเป็นการต่อต้านอย่างเงียบเชียบ
ปรากฏการณ์เช่นนี้ สำหรับองค์รัชทายาท และสำหรับพรรคพวกวังตะวันออก ถือเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงและเสียเปรียบอย่างยิ่ง
อีกด้านหนึ่ง เมื่อกลับมาถึงตำหนักชั้นใน เชินซินที่ควบคุมนิสัยของหลี่เฉิงเฉียนไว้ในกำมือได้นานแล้ว ไม่ได้รีบร้อนเข้าไปปลอบโยน แต่กลับคอยปรนนิบัติอยู่เงียบๆ รอคอยที่จะรับฟังความโกรธแค้นของหลี่เฉิงเฉียนในเวลานี้
และในเวลานี้เอง หลี่เฉิงเฉียนก็แววตาดุร้าย พูดออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม
"จ่างซุนอู๋จี้ ท่านลุงแสนดีของข้า เขาเป็นคนแรกที่รู้ชาติกำเนิดของหลี่ชิว เกรงว่าคงวางแผนสนับสนุนหลี่ชิวมาแย่งชิงบัลลังก์กับเราตั้งแต่เนิ่นนานแล้ว หลายปีมานี้ หากไม่มีจ่างซุนอู๋จี้คอยบงการอยู่เบื้องหลัง หลี่ชิวจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร!"
"หึ จิ้งจอกเฒ่าตัวนี้ ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก สิ่งที่เขาต้องการ เกรงว่าจะไม่ใช่แค่ตำแหน่งซือคงหรือขุนนางผู้ทรงอำนาจ สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ เกรงว่าจะเป็นแผ่นดินต้าถังของตระกูลหลี่ข้าทั้งหมด!"
"ไม่ได้การ ไม่ได้การ... หากรอให้พวกเขาเริ่มลงมือ เจ้าหลี่ชิวที่รับมือยากอยู่แล้ว บวกกับจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง หวังกุย เซินเหวินเปิ่น และคนอื่นๆ ทั้งหมดนี้ เราจะเอาอะไรไปสู้กับพวกมัน?"
[จบแล้ว]