- หน้าแรก
- ระบบขัดราชโองการ ป่วนบัลลังก์ถัง
- บทที่ 9 - บทกวีชั้นเลิศ สุราชั้นยอด และเนื้อแพะย่างแสนอร่อย
บทที่ 9 - บทกวีชั้นเลิศ สุราชั้นยอด และเนื้อแพะย่างแสนอร่อย
บทที่ 9 - บทกวีชั้นเลิศ สุราชั้นยอด และเนื้อแพะย่างแสนอร่อย
บทที่ 9 - บทกวีชั้นเลิศ สุราชั้นยอด และเนื้อแพะย่างแสนอร่อย
คำพูดของหลี่ชิวทำให้เว่ยเจิงและพรรคพวกถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“เจ้าเด็กคนนี้นี่”
“เจ้าวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมือง ทั้งเรื่องการทหาร อุดมการณ์ของชาติ เรื่องบ้านเมือง แล้วก็มาสั่งสอนพวกเราเสียยกใหญ่ แต่สุดท้ายเจ้ากลับมาบอกว่าอย่าคุยเรื่องบ้านเมือง”
“มันจะเกินไปแล้ว”
“ใช่ มีของดีอะไรก็รีบเอาออกมาให้ดูหน่อย”
“ถ้าทำให้พวกเราไม่พอใจล่ะก็ พวกเราไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
เมื่อได้ฟังเสียงหัวเราะปนด่าของพวกเขา หลี่ชิวก็ยกไหเหล้าที่เขาหมักเองขึ้นมาอย่างมีเลศนัย
เมื่อเห็นดังนั้น เฝิงลี่และคนอื่นๆ ก็ขมวดคิ้ว
“ก็แค่เหล้าไหเดียวไม่ใช่รึ”
“คุ้มค่าให้เจ้าต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ตื่นตูมขนาดนี้เลยรึ”
หลี่ชิวเหลือบมองพวกเขาทั้งสี่คน “นี่เป็นเหล้าที่ข้าทำเองกับมือ รับรองว่าจะทำให้ท่านผู้ใอาวุโสทุกท่านตกตะลึงและประทับใจอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเขา หวังุยก็หัวเราะหึๆ “ข้าว่านะหลี่ชิว เจ้าเด็กคนนี้คุยโวโอ้อวดเกินไปหน่อยแล้ว”
“ข้าผู้นี้ไม่กล้าพูดเรื่องอื่น แต่ถ้าเป็นเรื่องเหล้าแล้วล่ะก็ เป็นของโปรดของข้ามาทั้งชีวิต”
“ไม่กล้าบอกว่าเคยดื่มเหล้ามาแล้วทั่วหล้า แต่ก็คงไม่ต่างกันมากนัก”
“เหล้าในไหของเจ้าจะมีอะไรแปลกใหม่ได้อีก”
“เหล้าหมักเชื้อราแดง หรือหนี่ว์เอ๋อร์หง”
“หรือว่าผสมผลไม้ป่ากับสมุนไพร”
ตอนนี้หลี่ชิวไม่ตอบโดยตรง เพียงแค่เปิดผนึกดินเหนียวหนาเตอะที่ปิดปากไหออก
ทันใดนั้นกลิ่นหอมของเหล้าที่รุนแรงก็โชยมาปะทะจมูก
สายตาของเฝิงลี่ เว่ยเจิง และเว่ยถิงก็เบิกโพลง
ส่วนหวังุยยิ่งกว่านั้น เขากระโจนเข้าไปใกล้โต๊ะในก้าวเดียวแล้วถามรัวๆ “เป็นไปได้อย่างไร”
“ในโลกนี้จะมีกลิ่นเหล้าที่หอมรุนแรงเช่นนี้ได้อย่างไร”
“เจ้าหนูหลี่ เหล้านี้เจ้าเป็นคนหมักเองจริงๆ รึ”
เหล้าไหนี้เป็นครั้งแรกที่หลี่ชิวลองทำ ยังไม่ถือว่าแรงมากนัก ประมาณสามสิบสามดีกรีเท่านั้น
แต่ว่ามันก็แรงกว่าเหล้าหมักเชื้อราแดงและหนี่ว์เอ๋อร์หงที่นิยมกันในสมัยต้าถังมากนัก
เหล้าที่ขายตามท้องตลาดเหล่านี้ แม้แต่ที่แรงถึงสิบแปดดีกรีก็ถือว่าเป็นของดีเลิศแล้ว
“ฮ่าๆ ท่านทุกท่าน อย่าเพิ่งดมแต่กลิ่นเลยขอรับ”
“ลองรินมาชิมดู บางทีอาจจะมีเรื่องน่าประหลาดใจยิ่งกว่านี้อีก”
หลี่ชิวยิ้มพลางจัดวางถ้วยและรินเหล้าให้พวกเขาทั้งสี่คนจนเต็ม
จากนั้นพวกเขาทั้งสี่คนก็ยกถ้วยขึ้นมาลองจิบดูเล็กน้อย
หลังจากดื่มแล้ว เว่ยเจิงและเว่ยถิงก็เงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกตะลึงอย่างยิ่ง “เหล้าแรงมาก”
ส่วนเฝิงลี่หลังจากดื่มไปหนึ่งจิบก็ร้องออกมาว่าสดชื่น แล้วก็เงยหน้าดื่มเหล้าในถ้วยจนหมดในอึกเดียว
เหล้าถ้วยนี้หลี่ชิวคาดว่าน่าจะมีปริมาณอย่างน้อยสี่ส่วน
หลังจากที่เฝิงลี่ดื่มเข้าไป เขารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งคอและท้อง ขณะที่กัดฟันก็เปล่งเสียงชื่นชม “เหล้าดี เป็นเหล้าที่ดีจริงๆ”
เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนั้น หวังกุยที่อยู่ข้างๆ ก็รู้สึกเสียดาย
“เฮ้อ เฝิงลี่ มีใครเขาดื่มเหล้ากันแบบนี้”
“เหล้าดีเช่นนี้ ต้องดื่มอย่างทะนุถนอม ค่อยๆ ละเลียดชิมสิ”
“เจ้าทำแบบนี้มันเป็นการเสียของดีนะ”
“แล้วก็หลี่ชิว เหล้านี้มีแค่ไหเดียว หรือว่า…”
หลี่ชิวยิ้ม “เหล้านี้ถึงแม้จะมีไม่มาก แต่ก็เพียงพอให้พวกท่านดื่มได้ตลอดทั้งปีแน่นอน”
“ดังนั้นพวกท่านดื่มกันให้เต็มที่เลย ไม่เป็นไร”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่ชิว เฝิงลี่ก็อยากจะรินให้ตัวเองอีกหลายถ้วย ดื่มให้สะใจไปเลย
แต่คาดไม่ถึงว่าไหเหล้ากลับถูกหวังุยประคองไว้ในอ้อมแขนด้วยท่าทีทะนุถนอมอย่างยิ่ง
ตอนนี้เว่ยเจิงก็ถอนหายใจพลางถามหลี่ชิว “ไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าเจ้าจะสามารถหมักเหล้าดีเช่นนี้ออกมาได้”
“ไม่ทราบว่าเหล้านี้มีชื่อหรือไม่”
หลี่ชิวคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เหล้านี้เพิ่งจะปรากฏโฉมเป็นครั้งแรก พวกท่านก็เป็นคนกลุ่มแรกในโลกที่ได้ลิ้มลอง”
“ถ้าจะให้ตั้งชื่อ ก็ขอเรียกว่า ‘ยิงดาวหมาป่าสวรรค์’ ก็แล้วกัน”
“โอ้ ยิงดาวหมาป่าสวรรค์”
“หลี่ชิวเอ๋ย ชื่อนี้มีความหมายว่าอย่างไร”
หลี่ชิวยิ้มแล้วขับขานบทกวีท่อนหนึ่ง “จะน้าวคันธนูรูปจันทร์เพ็ญ มองทิศประจิม ยิงดาวหมาป่าสวรรค์”
“บัดนี้ต้าถังถูกทูเจวี๋ยจ้องเขม็ง สงครามใหญ่ใกล้จะปะทุ”
“ตั้งชื่อนี้ก็เพียงหวังว่าต้าถังของเราจะรบชนะทุกศึก กำจัดศัตรูที่แข็งแกร่งให้สิ้นซากโดยเร็ว”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่ชิว เว่ยเจิง หวังุย และเว่ยถิงก็ร้องว่า “ดี” ออกมาหลายครั้ง
ส่วนเฝิงลี่ที่เป็นแม่ทัพ ยิ่งรินเหล้าเต็มถ้วยอีกครั้งแล้วดื่มจนหมดในอึกเดียว
“จะน้าวคันธนูรูปจันทร์เพ็ญ มองทิศประจิม ยิงดาวหมาป่าสวรรค์”
“บทกวีชั้นเลิศ สุราชั้นยอด”
“ข้าอยากจะสวมเกราะออกรบ ณ บัดนี้เลย”
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น หวังุยและเว่ยเจิงที่อยู่ข้างๆ ก็ต่างชื่นชมบทกวีท่อนนี้ไม่ขาดปาก
“หลี่ชิวเอ๋ย เจ้าเด็กคนนี้ ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ”
“ไม่เพียงแต่สามารถหมักเหล้าที่แรงเช่นนี้ได้ ยังสามารถแต่งบทกวีที่องอาจและเปี่ยมด้วยความกล้าหาญเช่นนี้ประกอบได้อีกด้วย”
“แต่บทกวีนี้ฟังดูยังไม่สมบูรณ์ เจ้าไม่แต่งต่อให้จบไม่น่าเสียดายรึ”
หลี่ชิวเกาหัวแล้วหัวเราะแหะๆ “ตอนนี้บทกวีมีเพียงท่อนนี้ขอรับ”
“ส่วนที่เหลือยังคิดไม่ออก”
“แล้วก็ พวกท่านค่อยๆ ดื่มกันหน่อยนะ ข้ายังมีกับแกล้มดียังไม่ได้ยกมาเลย”
“เดี๋ยวพวกท่านจะเมากันเสียก่อน”
พูดจบหลี่ชิวก็วิ่งไปอีกทางหนึ่ง นำเนื้อที่เสียบไม้ไผ่เตรียมไว้แล้วออกมาวางบนเตาถ่านเริ่มย่าง
ตอนนี้เครื่องเทศอย่างยี่หร่า พริก และเกลือบริสุทธิ์ก็พร้อมแล้ว เนื้อแพะย่างนี้จึงเป็นเมนูแรกที่หลี่ชิวคิดค้นขึ้นมา
อีกด้านหนึ่งเมื่อเห็นหลี่ชิวเดินจากไป หวังุยและเว่ยเจิงก็รู้สึกหงุดหงิดจนแทบอยากจะกัดฟัน
“เฮ้อ เด็กคนนี้น่ารำคาญจริงๆ”
“จะน้าวคันธนูรูปจันทร์เพ็ญ มองทิศประจิม ยิงดาวหมาป่าสวรรค์”
“บทกวีที่เปี่ยมด้วยพลัง องอาจ และมีความหมายลึกซึ้งเช่นนี้ เขา กลับไม่แต่งให้จบ”
“มันทำให้คนเราอยากจะรู้ต่อจนทนไม่ไหวจริงๆ”
“เหอะ ใครว่าไม่ใช่ล่ะ”
“เด็กคนนี้อายุยังน้อยก็มีความคิดกว้างไกล ความรู้ลึกซึ้ง แถมยังเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ แต่กลับไม่สามารถรับใช้ชาติได้ ต้องมาเป็นแค่พ่อค้า วันๆ คิดแต่เรื่องกินดื่ม แต่งภรรยา ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
ในตอนนั้นเองหลี่ชิวก็ได้ยกเนื้อแพะย่างที่เสร็จแล้วขึ้นมา
อาหารประเภทนี้ เฝิงลี่และเว่ยเจิงเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก จึงรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง
“หลี่ชิวเอ๋ย นี่… คือ”
“เป็นกับแกล้มรึ”
“ดมกลิ่นแล้วดูเหมือนจะอร่อยนะ”
หลี่ชิวยิ้ม “นี่คือของขวัญชิ้นที่สองที่ข้าพูดถึง”
“พวกท่านลองชิมดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เนื้อแพะย่างที่หลี่ชิวทำนั้น โรยด้วยเกลือบริสุทธิ์ พริกป่น ยี่หร่า และงา
ใช้ถ่านไม้คุณภาพดีและเนื้อลูกแกะชั้นเลิศที่ไม่มีมลพิษใดๆ ในปีคริสต์ศักราช 625 รสชาติจึงไม่ต้องพูดถึง
เฝิงลี่ เว่ยเจิง และหวังกุยจะทนต่อการยั่วยวนเช่นนี้ได้อย่างไร
กินไปพลางชมไปพลางอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม”
“อร่อยจริงๆ”
“หลี่ชิวเอ๋ย เจ้ามีลูกเล่นอะไรเยอะแยะขนาดนี้”
“นี่มันเมนูอะไรกันแน่ รีบมาแนะนำให้พวกเรารู้จักหน่อย”
[จบแล้ว]