- หน้าแรก
- ระบบศิษย์เทพ ข้าเป็นศิษย์พี่ของซุนหงอคง
- บทที่ 9 - เจียงหยวนสิ้นอายุขัย
บทที่ 9 - เจียงหยวนสิ้นอายุขัย
บทที่ 9 - เจียงหยวนสิ้นอายุขัย
บทที่ 9 - เจียงหยวนสิ้นอายุขัย
นับตั้งแต่วานรใจถูกกักขัง ในวันรุ่งขึ้น เจียงหยวนก็เริ่มฝึกฝนเพื่อกล่อมเกลาวานรใจให้สงบนิ่งภายใต้การชี้แนะของอาจารย์ เขาพร่ำบ่นมนตราทุกวันไม่ขาดสาย อีกทั้งยังหมั่นดูดซับพลังปราณเพื่อชำระล้างวานรใจ
การดูดซับพลังปราณนี้ก็มีเคล็ดลับ มิใช่เพียงแค่นั่งเฉยๆ แล้วพลังปราณจะลอยมาหา
อาจารย์สอนให้เจียงหยวนเก็บน้ำค้างยอดเขามาดื่มในยามเช้า และกินลมสายสุดท้ายของขุนเขาในยามค่ำ
กินลมดื่มน้ำค้าง
เจียงหยวนปฏิบัติตามทุกวันอย่างเคร่งครัด ผลปรากฏว่าปลาอินหยางทั้งสองสงบลงไปมาก เขารู้สึกได้ว่าร่างกายเบาหวิวขึ้นทุกวัน
วันหนึ่ง
เจียงหยวนสามารถกระโดดได้สูงถึงสี่จั้งแล้ว เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เพียงแต่ในแต่ละวัน เขาปรนนิบัติอาจารย์ กินลมดื่มน้ำค้าง สวดมนต์กล่อมใจ ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีท่ามกลางขุนเขา
นับตั้งแต่เขาตัดขาดกรรมเวร ปลีกตัวจากโลกภายนอก ความรู้สึกต่อเวลาก็ดูจะเจือจางลงไปมาก ไม่ใคร่จะใส่ใจวันคืนเท่าใดนัก
เจียงหยวนกำลังนั่งอยู่หน้าถ้ำ ห้ำหั่นกับอาจารย์บนกระดานหมาก รอบนี้เดิน ‘หมากล้อม’
หากเป็น ‘หมากรุกจีน’ เจียงหยวนยังพอเอาชนะได้สักกระดานสองกระดาน แต่พอเป็น ‘หมากล้อม’ เขากลับสู้ไม่ได้เลย อาจารย์สามารถเอาชนะเจียงหยวนได้อย่างง่ายดายในทุกกระดาน
ไม่ว่าเจียงหยวนจะงัดกลยุทธ์ใดมาใช้ ก็ล้วนไร้ผล
“ท่านอาจารย์ วันก่อนๆ ยังเดินหมากรุกจีนกันอยู่เลย ไฉนไม่กี่วันมานี้ถึงเปลี่ยนมาเดินหมากล้อมเสียแล้วล่ะขอรับ”
เจียงหยวนอดคิดไม่ได้ว่า หรือเป็นเพราะอาจารย์แพ้หมากรุกจีนบ่อยเข้า เลยเปลี่ยนมาเอาคืนในกระดานหมากล้อมแทน
นี่สินะที่เรียกว่า ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’
อาจารย์กล่าวเพียงว่า “เดินหมากรุกมากไป เปลี่ยนมาเดินหมากล้อมบ้าง ไม่วิเศษกว่ารึ?”
เจียงหยวนแย้ง “ท่านอาจารย์ หมากรุกจีนข้าชนะท่านแค่กระดานสองกระดาน แต่หมากล้อมข้าแพ้ท่านยับเยินเลยนะขอรับ”
อาจารย์ไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาวางหมากต่อไป
เจียงหยวนจนปัญญา ได้แต่เล่นเป็นเพื่อน
ผ่านไปสามสี่กระดาน
เจียงหยวนพ่ายแพ้เรียบวุธ
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว
เจียงหยวนหาจังหวะกลืนกินสายลมไปหนึ่งอึก แล้วเดินตามอาจารย์กลับเข้าถ้ำ
เขาปรนนิบัติอาจารย์จนเข้าห้องสงบเรียบร้อย แล้วจึงกลับมาที่ห้องของตน
ทว่าเจียงหยวนกลับเข้าห้องบำเพ็ญเพียรได้ไม่นาน จู่ๆ ก็มีเสียงแว่วดังขึ้นในหู
“เจียงหยวน เจียงหยวน!”
“ตามพวกข้ามา อายุขัยเจ้าสิ้นสุดแล้ว”
“เจียงหยวน!”
เสียงนั้นดังบ้างเบาบ้าง เป็นเสียงเรียกวิญญาณโดยแท้
เจียงหยวนสะดุ้งตื่นจากภวังค์สมาธิ เขาก้าวเท้าเดินไปเปิดประตูห้อง เห็นที่หน้าปากถ้ำมียมทูตสวมชุดดำสองตนยืนรออยู่ ในมือถือบ่วงบาศ ท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือ
ยมทูตตนหนึ่งถือหมายเรียกวิญญาณ ส่องมาที่เจียงหยวน แล้วกล่าวว่า “นั่นไงเจียงหยวน วันนี้อายุขัยเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว ข้าสองคนรับหมายมาเพื่อจับกุมเจ้า รีบตามพวกข้าไปเสียดีๆ”
เจียงหยวนตกใจแทบสิ้นสติ เขาออกจากบ้านตอนอายุสิบหก กราบอาจารย์ตอนอายุยี่สิบเก้า ตอนนี้ลองนับดูเพิ่งจะสามสิบกว่า อายุขัยจะหมดลงได้อย่างไร เขาหรือจะยอมให้ยมทูตจับตัวไป คว้าหม้ออวี้ขึ้นมาเตรียมจะทุ่มใส่
“ผีป่าจากที่ใด บังอาจมารังแกศิษย์ในสำนักข้า”
เสียงของอาจารย์ดังออกมาจากห้องสงบ
พลันเห็นแสงสีทองสองสายพุ่งออกมา กระแทกใส่ร่างของยมทูต
พริบตาเดียว ยมทูตทั้งสองก็ถูกบดขยี้จนร่างแหลกเหลวเป็นเศษเนื้อ
เจียงหยวนหันไปเห็นอาจารย์เดินออกมา จึงรีบเข้าไปถาม “ท่านอาจารย์ สองตนนี้คือยมทูตจากยมโลกใช่หรือไม่ขอรับ?”
อาจารย์พยักหน้า สะบัดแขนเสื้อเบาๆ สายลมพัดมาหอบเอาเศษเนื้อหน้าปากถ้ำลอยหายไป ท่านกล่าวว่า “ถูกต้อง นึกไม่ถึงว่าเจ้าหนูเจ้าจะมีอายุขัยสั้นเพียงนี้ เพียงสามสิบกว่าก็สิ้นอายุขัย คนในทวีปหนานจั้นปู้โจวมักตายก่อนวัยอันควร เจ้าเองก็เป็นเช่นนั้น”
เจียงหยวนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ เขายังไม่ทันได้เข้าสู่วิถีเต๋า ยังไม่ได้ครองความอมตะ อายุขัยก็หมดลงเสียแล้ว
หากไม่มีอาจารย์คุ้มครอง เขาคงถูกจับตัวไปที่เมืองยมโลกแล้วเป็นแน่
เขากล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์ควรทำเช่นไรดีขอรับ”
อาจารย์ส่ายหน้ากล่าวว่า “เจ้าหนูอย่าได้กลัว เจ้าเข้ามาอยู่ในสำนักข้าแล้ว ยมทูตพวกนี้ไม่ควรมาจับเจ้า เป็นเพราะทางยมโลกไม่ใส่ใจทวีปหนานจั้นปู้โจว เห็นว่าคนตายก่อนวัยอันควรมีมาก ไม่บันทึกสาเหตุอื่น สนแต่จะจับวิญญาณท่าเดียว เจ้าหนูในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์ข้าแล้ว จงตั้งใจบำเพ็ญเพียรต่อไปเถิด”
เจียงหยวนได้ยินดังนั้น ก็โขกศีรษะขอบคุณอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ
เขารำพึงว่า “หากศิษย์ไม่ได้กราบอาจารย์ เกรงว่าคงมีภัยถึงตัวแน่”
อาจารย์ยิ้ม “เจ้าหนู อยากลองดูหรือไม่ว่า หากเจ้าไม่ได้กราบข้าเป็นอาจารย์ จะเป็นอย่างไร?”
เจียงหยวนหูผึ่ง ถามว่า “ท่านอาจารย์มีวิธีหรือขอรับ?”
อาจารย์ส่ายหน้า “มิใช่ข้ามีวิธี แต่หม้ออวี้ของเจ้าทำได้ เจ้าจงไปตักน้ำฟ้าและน้ำดินมาใส่ในหม้ออวี้ แล้วส่องดูในยามค่ำคืน จิตเดิมแท้ของเจ้าจะช่วยแสดงให้เห็นเอง อีกสามวันจะมีฝนตกที่เขาซ่างจิง ฝนเริ่มตกยามเว่ย (13.00-15.00 น.) หยุดตกยามเซิน (15.00-17.00 น.) ปริมาณน้ำฝนสามชือยี่สิบหยด ด้านหลังเขาซ่างจิงมีบ่อน้ำ บ่อที่ซ่อนอยู่ด้านใน เจ้าไปตักน้ำดินจากที่นั่นได้”
เจียงหยวนขานรับ ‘ขอรับ’
อาจารย์จึงกลับเข้าห้องไป
เจียงหยวนก็กลับห้องเช่นกัน ในใจจดจำเรื่องน้ำฟ้าและน้ำดินไว้อย่างแม่นยำ
...
สามวันต่อมา ฝนตกในยามเว่ยและหยุดในยามเซินจริงๆ
เจียงหยวนรองน้ำฝนไร้รากไว้ รู้สึกทึ่งในอิทธิฤทธิ์การหยั่งรู้ของอาจารย์ยิ่งนัก จากนั้นก็ไปตักน้ำดินมา ในยามค่ำคืน เขาเทน้ำอินหยางลงในหม้ออวี้
เห็นผิวน้ำในหม้อกระเพื่อมไหว เขาเป่าลมลงไปเบาๆ
ระลอกน้ำในหม้อพลิ้วไหว ภาพบนผิวน้ำแปรเปลี่ยนไปมา
ในภวังค์ เขาเห็นภาพตนเองในน้ำย้อนกลับไปเมื่ออายุสี่ขวบ ตื่นจากความฝันตื่นใหญ่ แต่ ‘ตัวเขา’ ในน้ำนั้น ไม่ได้ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะแสวงหาความเป็นอมตะ แต่กลับนำความรู้ต่างๆ จากในฝันไปใช้ชีวิตคลุกคลีกับทางโลก
เมื่ออายุสิบหก บิดามารดาเสียชีวิต เขาออกสู่โลกภายนอกเพื่อสั่งสอนผู้คน ทุกคำพูดและการกระทำล้วนชวนให้ผู้คนขบคิด เขาปรับปรุงเครื่องดนตรี ประดิษฐ์เครื่องมือการเกษตร สอนให้คนทำความดี
เขาคืออริยปราชญ์แห่งโลกมนุษย์ สง่างามเกรียงไกร สร้างคุณูปการแก่ใต้หล้า เหล่าเจ้าเมืองขุนนางเห็นเขาก็ยกย่องเป็นแขกผู้ทรงเกียรติ โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวเห็นเขาก็สรรเสริญไม่ขาดปาก ประชาชนราษฎรเห็นเขาก็กราบไหว้บูชา
ร้อยสำนักไม่มีการแก่งแย่งอีกต่อไป เพราะเขาเพียงคนเดียวก็เปรียบเสมือนร้อยสำนักรวมกัน
ปราชญ์แห่งร้อยสำนัก!
วันเวลาผันผ่าน กาลเวลาล่วงเลย
ทุกครั้งที่ผิวน้ำในหม้อกระเพื่อมไหว ก็เหมือนหน้าประวัติศาสตร์ถูกพลิกผ่าน
‘ตัวเขา’ ในน้ำ จากอายุสิบหกสู่วัยสามสิบ กลายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มั่นคง
และเขากลายเป็นบุคคลที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับ ‘สามบรรพชน’ หากมิใช่ว่าแผ่นดินมีเจ้าของอยู่แล้ว เขาคงถูกยกย่องให้เป็นเจ้าผู้ครองใต้หล้าไปแล้ว
พู่กันบันทึกประวัติศาสตร์ดั่งเหล็กกล้า เขายังคงทิ้งบทความอันเจิดจรัสและยิ่งใหญ่ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
‘ตัวเขา’ ในน้ำหม้ออวี้ ราวกับรับรู้ถึงเจียงหยวนที่อยู่หน้าห้องสงบ จึงมองตอบกลับมา
สายตาสองคู่ประสานกัน
คนหนึ่งฮึกเหิมลำพองใจ อีกคนหนึ่งสงบนิ่งดุจผิวน้ำ
นี่คือชีวิตที่เป็นของเขา
เพียงแค่ความคิดต่างกันนิดเดียว ผลลัพธ์กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว
มหาปราชญ์แห่งใต้หล้า! ปราชญ์แห่งร้อยสำนัก!
เจียงหยวนส่ายหน้า อายุขัยเขามีเพียงสามสิบกว่าปี ต่อให้ฮึกเหิมเพียงใด แล้วจะทำอะไรได้
เป็นไปตามคาด เขาเห็นผิวน้ำในหม้อกระเพื่อมอีกครั้ง
ในภาพ ‘ตัวเขา’ ที่อายุสามสิบกว่าและกำลังรุ่งโรจน์ ถูกภูตผีหน้าเขี้ยวโง้งผลักไสเข้าไปในตำหนักที่มืดมิด ลมเย็นยะเยือกพัดโหม หมอกดำปกคลุม
บนบัลลังก์ในตำหนักนั้นมีราชานั่งอยู่ ริมฝีปากขยับ อ่านเอกสารในมือ
เจียงหยวนไม่ได้ยินเสียง แต่เขาสามารถมองเห็นข้อความในเอกสารนั้น
ใจความว่า: ปุถุชนแซ่เจียงนามหยวน นับแต่เข้าสู่ทางโลก ได้ล่อลวงผู้คน ทำให้ทวีปหนานจั้นปู้โจวไร้คุณธรรม ละเลยการเซ่นไหว้ฟ้าดินบ่อยครั้ง เบื้องบนพิโรธ ใช้ตรรกะวิบัติและความเชื่อนอกรีต ก่อความวุ่นวายแก่ราษฎร สร้างเครื่องมือเกษตร ปรุงยารักษาโรค ทำให้บาปกรรมหนาหนัก ผู้ที่สมควรตายตามสมุดบัญชีคนตายกลับรอดชีวิต... โทษทัณฑ์สมควรตกนรกแขวนเส้นเอ็น นรกความมืด นรกบ่อเพลิง รับโทษทัณฑ์หมื่นปี
เจียงหยวนตกใจสุดขีด ‘ตัวเขา’ ในน้ำชัดเจนว่าสั่งสอนผู้คนให้ทำดี ไฉนพอมาอยู่ในปากของราชายมโลกในหม้ออวี้ กลับกลายเป็นความผิดมหันต์ไปเสียได้
เขาเห็นผิวน้ำกระเพื่อมอีกครั้ง เห็น ‘ตัวเขา’ ในน้ำถูกดึงเส้นเอ็นออกมา แขวนไว้ใต้ต้นไม้ในยมโลก เท้าลอยสูงจากพื้นหนึ่งจั้ง ถูกลมกรดบาดหน้าทั้งวันทั้งคืน
เห็น ‘ตัวเขา’ ในน้ำถูกแท่งเหล็กเสียบทะลุร่าง ย่างสดในบ่อเพลิง อยูมิสู้ตาย
เจียงหยวนขนลุกซู่ ถอยหลังไปสองก้าว
นี่คือนรกยมโลก นึกไม่ถึงว่าจะน่ากลัวเพียงนี้
(จบตอน)